วันอาทิตย์ที่ 26 กรกฎาคม พ.ศ. 2552

คดีสนธิ ลิ้มทองกุล กับความเป็นธรรมในสังคม

ไม่ต้องพูดถึงคุณสนธิ ว่าดี ไม่ดีอย่างไร เอาเรื่องทางคดีลอบสังหารคุณสนธิอย่างเดียว ว่ารัฐบาลจะจัดการ ดูแลให้ผลแห่งคดีออกมาได้อย่างเป็นธรรม ทันเวลา หรือไม่

ความเป็นธรรมในสังคมไทยเหือดแห้ง หดหายไปนานแล้ว ยิ่งคนธรรมดา อย่างเราๆ ท่านๆ มิต้องพูดถึง หากมีเหตุให้บาดหมางกับคนมีเงิน มีอิทธิพล อาจพูดได้ว่า ตายฟรีได้เลย ปัญหาทางสามจังหวัดภาคใต้ก็ มีเหตุแห่งปัญหานี้

ความเป็นธรรมในสังคม เป็นเรื่องใหญ่และ สำคัญมาก ของคนในสังคมที่อยู่ร่วมกัน ย่อมมีเรื่อง มีเหตุบาดหมางกัน ในทุกกรณี สิ่งที่พึ่งพิง เป็นหลักในการไกล่เกลี่ย ตัดสิน คือเจ้าพนักงานของรัฐ ตั้งแต่ตำรวจ ผู้ใหญ่บ้าน กำนัน เรื่อยๆ ขึ้นไป หากเจ้าพนักงานของรัฐ เอนเอียง เข้าข้างฝ่ายหนึ่งฝ่ายใด จะด้วยเหตุผลใดก็ตาม และความไม่เป็นธรรมเหล่านี้แผ่ขยายวงกว้างขึ้นเรื่อยๆ นานขึ้นเรื่อยๆ คนทำผิดจริง กลับกลายเป็นถูก หรือ ไม่ถูกลงโทษตามกฎหมาย บ้านเมือง หลักแห่งความดีงาม ก็เป็นเพียงแค่ตัวหนังสือไว้ให้คนอ่านเล่น ดีกรี แห่งการรับรู้ เรียนรู้ ถึงความไม่เป็นธรรมสะสมมากพอ ก็จะระเบิดออกมาอย่างสามจังหวัดภาคใต้ของไทยอยู่เวลานี้ เป็นรูปแบบเฉพาะของกลุ่มมุสลิม อย่างที่ คุณ บำรุง บุญปัญญา เรียกว่า "สงครามวัฒนธรรม"

กลับมาเรื่องคดีคุณสนธิ แม้แต่ท่านนายก อภิสิทธิ์ ยังบอกว่า รายงานที่ได้รับทั้งจากรองนายกฯ คุณสุเทพ เทือกสุบรรณ กับ พลตำรวจเอก ธาณี สมบูรณ์ทรัพย์ รอง ผบ ตร. เจ้าของคดี ไม่ตรงกัน (ข่าว) โดยท่านนายกบอกว่า ข้อมูลส่วนของท่านรองฯ สุเทพ ไม่ตรงกับข้อมูลของ พล ต.อ. ธานี สมบูรณ์ทรัพย์ ต้องขอเวลา 1-2 วันรวบรวมข้อมูลด้วยตัวเอง (ข่าว) (ข่าว) ตีความได้ว่า รองฯ สุเทพ เทือกสุบรรณ อาจบิดเบือนข้อมุลให้ท่านนายก เพื่อช่วยเหลือพวกพ้องที่ทำความผิด แต่ท่านนายกยังไม่เชื่อ (ข่าวนาย กษิต ภิรมย์ รมต. ต่างประเทศ ให้ไปถามรองฯ สุเทพ เรื่องคดีลอบสังหาร นายสนธิ)

เสธ แดงบอกว่า นายสนธิ ถูกลอบสังหาร โดย "กฐินสามัคคี" (ข่าว) เป็นการตอกย้ำว่า ยังมีกลุ่มคนยึดถือ ยึดโยงอยู่กับอำนาจนิยม กล้า และมีอิทธิพลต่อสังคม การเมือง และเศรษฐกิจไทย อย่างมากมาย ที่ยากจะแก้ไขได้ ไม่อยากให้เกิดการเปลี่ยนแปลง ในเนื้อหา ประชาธิปไตยไทย ซึ่งคุณสนธิเป็นแกนนำพันธมิตรฯ ที่จุดประเด็นการเมืองใหม่ แต่ไปขัดผลประโยชน์ต่อกลุ่มอำนาจนิยมเดิม ที่เกาะกิน เป็นสนิมใน อยู่ตลอดมา

ท่าน นายก อภิสิทธิ์ ต้องมุ่งมั่น ในหลักการ หลักแห่งความดีงาม ที่คนทำดีต้องได้รับการเคารพ เชิดชู สนับสนุนไม่สนใจว่ารวย หรือจน ส่วนคนไม่ดี หรือคนมีแนวโน้มทำสิ่งไม่ดี ก็ต้องถูกจำกัดบทบาท และถูกลงโทษทัณฑ์ หากทำผิดกฎหมาย อย่าให้มีกลุ่มบุคคลใด แทรกแซง หรือบิดเบือน ข้อเท็จจริงแห่งคดีไปได้

ถ้าคนอย่างนายสนธิ ถูกลอบสังหาร แล้วรัฐบาล นายก อภิสิทธิ์ไม่สามารถ ตามจับผู้กระทำ และผู้จ้างวาน มาลงโทษตามกฎหมายได้อย่างครบถ้วนแล้ว เป็นการตอกย้ำให้แน่ใจได้ว่า สนิมในสังคมไทยนั้น ร้ายกาจเพียงใด และยากยิ่งขึ้นเรื่อยๆ ที่จะมีคนคิด และทำความดีเพื่อสังคมอย่างแท้จริง

วันอังคารที่ 21 กรกฎาคม พ.ศ. 2552

การประกันความเสี่ยงราคาข้าว

21 กรกฎาคม 2552 ครม. นายกอภิสิทธิ์ มีมติเห็นชอบอนุมัติโครงการต่างๆ 55 เรื่อง (อ.ปณิธาน วัฒนายากร รองเลขาธิการนายกฯ ออกรายการข่อง NBT) หนึ่งในนั้นคือ มติเห็นชอบอนุมัติการประกันความเสี่ยงราคาข้าว ให้ชาวนา

หลักการคือ รัฐบาลจะประกาศประกันราคาข้าวเปลือกชนิตต่างๆ เป็นราคาอ้างอิง หาก ชาวนาขายข้าวเปลือกได้ต่ำกว่าราคาประกัน รัฐบาล(เงินภาษีประชาชน)จะจ่ายเงินชดเชยส่วนต่างให้เป็นเงินสด โดยโอนเงินเข้าบัญชีชาวนาผ่าน ธกส.

ประเด็นข้อสังเกต
1. การตรวจสอบอย่างแน่ชัดว่าชาวนาปลุกข้าวจริง
2. ต้องแน่ใจว่า ราคาที่ชาวนาขายข้าวให้พ่อค้านั้น เป็นราคาแท้จริง โดยที่ขาวนากับพ่อค้า ไม่สามารถสมคบกันกินส่วนต่างของราคาข้าวของรัฐบาล(ภาษีประชาขน) เช่น รัฐบาล นำเงินภาษีประชาขน ไปประกัน 10,000 บาทต่อตัน แต่ชาวนาขายได้ 9,000 บาทต่อตัน (ได้รับชดเชย 1,000 บ.ต่อตัน) แต่สบคบกัน บอกรัฐบาลว่า ขายได้จริงแค่ 6,500 บาทต่อตัน ส่วนต่างอีก 2500 บาทต่อตัน(9,000-6,500)นำไปแบ่งกันระหว่างพ่อค้ากับขาวนา และคนอื่นที่ร่วมกันโกง โดยอ้างว่าข้าวเปลือกที่ชาวนาขาย มีความชื้นมากว่า มาตรฐาน(14.5%) จึงถูกพ่อค้ากดราคา แต่จะขอชดเชยเงินจากรัฐบาล นั่นคือภาษีประชาชน
3. สบคบกันแจ้งปริมาณที่ขายข้าวได้เป็นเท็จ เช่น ชาวนาปลูกข้าวจริง ขายข้าวจริง เพียง 5 ตัน แต่แจ้ง10 ตัน อีก 5 ตันสมคบกันทำเอกสารเท็จ สมคบกันทั้ง ชาวนา พ่อค้า ธกส. และเจ้าหน้าที่รัฐ ในที่นี้คือกระทรวงพาณิชย์(ผู้ตรวจสอบ) อย่าบอกว่า ใครจะโกงได้ แบบนั้น มีการโกงมาแล้วทั้งลำใยอบแห้ง จำนำข้าวเปลือก ปี 50-51 ภาษีประชาชนเจ๊งไป 18,000 ล้านบาท
4. หากรัฐบาลไม่กำหนดมาตรฐานความชื้นข้าวเปลือกที่ประกัน ทำให้ชาวนารีบขายข้าวทันที เมื่อเก็บเกียวเสร็จไม่สนใจความชื้นของข้าวเปลือก เพราะอย่างไรเสียรัฐบาลนำภาษีประชาขนชดเชยเงินให้อยู่แล้วไม่ว่าจะขายข้าวเปลือกได้ราคาเป็นเท่าใด สร้างแรงจูงใจให้ชาวนามักง่าย ไม่สนใจคุณภาพความชื้นข้าวเปลือกที่จะขาย
5. ผลวิจัย(ข่าว) ทีดีอาร์ไอ ของ ดร. นิพนธ์ พัวพงศ์ธร บอกชัดเจนว่า ทั้งวิธีประกันความเสี่ยงราคาข้าวเปลือก และ จำนำข้าว นั้น ชาวนาได้ประโยชน์เพียง 4.6% ซึ่งน้อยมาก เพราะชาวนาไทยส่วนใหญ่ จาก 3.7 ล้านครอบครัว ปลูกข้าวแค่พอกิน ไม่เหลือไว้ขาย มีประมาณ 4 แสนครอบครัวเท่านั้นที่ เข้าถึงนโยบายรัฐ และก็ได้ประโยชน์จากนโยบายรัฐแตกต่างกันไป
ประเทศไทย หากยังไม่นำ ระบบการคัดกรองนักการเมือง ซึ่งจะคัดเลือกคนดี มีคุณธรรมก่อนให้เข้าทำงานการเมือง นั้น ก็ยากยิ่งในการป้องกันการทุจริต โกงกิน หรือ คิดเสียสละ มุ่งมั่นสร้างประเทศ ให้ประชาชนมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นได้ ให้เคียงอยู่ในกระแสโลกาภิวัฒน์ อย่างชาญฉลาดได้
นักการเมืองไทยทุกวันนี้ ส่วนใหญ่ไร้มาตรฐาน ไร้จิตสำนึก รับผิดชอบต่อสาธารณะ


วันพุธที่ 8 กรกฎาคม พ.ศ. 2552

ถ้าจับอดีตนายกทักษิณได้ แล้วยังไง ??

การได้จัดตั้งรัฐบาล นายก อภิสิทธิ์ ก็เป็นที่ทราบโดยทั่วกันว่า มีเงื่อนไขจากแกนนำพันธมิตรฯ แม้นนายก อภิสิทธิ์ จะพร่ำปฏิเสธมาโดยตลอด ก็ตาม แต่จากหน้าตา คณะรัฐมนตรีก็บอกได้ว่า เป็นแบบนั้น วาระของนายกษิต ภิรมย์ รมต. ต่างประเทศ เข้ามาได้ก็ตั้งธงว่าจะเข้ามาจับตัว อดีตนายก ทักษิณ และล้างระบอบทักษิณ ซึ่งคนจะบริหารบ้านเมือง อย่าว่าแต่ยามต้องการความสามัคคี เช่นนี้เลย ยามปรกติสุขก็ตาม ทั้งคิด พูด และกระทำ ต้องมุ่งประโยชน์สูงสุดของประชาชน และต้องพยายามแปรสภาพความไม่เป็นธรรมของสังคมที่เรื้อรังอยู่ทุกวันนี้ให้เกิดให้จงได้ ให้มากที่สุด แต่เปล่าเลย ไม่ว่ารัฐบาลชุดไหนๆก็ตาม เหมือนกันหมด จ้องแต่จะแสวงหา และกีดกันอีกฝ่าย ประเทศชาติจึงบอบช้ำแล้ว บอบช้ำอีก แต่นักการเมืองรวยได้รวยดี หมุนเวียนผลัดเปลี่ยนกันรวย บนสภาพบ้านเมือง และคุณภาพชีวิตของประชาชน ที่ตกต่ำลง









นาย กศิต ภิรมย์ รมต. ต่างประเทศ












ผมตั้งคำถามว่า... ถ้าเจ้าหน้าที่รัฐจับตัวอดีต นายกทักษิณ ได้แล้ว นำตัวมากักขังไว้ที่ไหน? คิดรึเปล่าว่า พลพรรค เสื้อแดง จะยินยอมให้กักขังโดยสงบ แล้วคนอย่างอดีตนายก ทักษิณ มีหรือ จะนิ่งเฉย คนอย่างอดีต นายกทักษิณ เป็นคนกล้าได้กล้าเสีย ยิ่งมีเงินด้วยแล้ว ซิ้อได้ทุกอย่างเพื่ออิสระภาพตัวเอง รัฐบาลจะรับมืออย่างไร? เมืองไทยจะไม่ลุกเป็นไฟหรืออย่างไร? จริงอยู่เป็นหน้าที่ของเจ้าพนักงานที่จะนำตัวผู้กระทำผิดตามหมายศาลมาลงโทษ แต่ก็มีหลายๆกรณีมากที่ ปล่อยปละละเลย นิ่งเฉย ไม่สนใจติดตามจับกุมตัวมาลงโทษ

ไม่ว่าจะเป็นคดีแบงค์บีบีซี(ดูความคิดเห็นที่31) นาย ราเกซ สักเสนา นายปิ่น จักกะพาก และอื่นๆอีกมากมาย ล้วนแล้วแต่เสวยสุขอยู่บนกองเงินที่ยักยอก ฉ้อโกงมา การเลือกปฏิบัติ ทุกยุกต์ทุกสมัยที่ผ่านมาเยี่ยงนี้ เป็นความไม่เป็นธรรมในสังคม

หลักแห่งคุณธรรมความดีงาม จะไม่ได้รับการเชื่อถือทำตาม สังคมจึงวุ่น ไม่รู้จบ เองทำได้ข้าก็ทำบ้าง นิติรัฐที่อ้างถึงไปอยู่ไหน ?? นักการเมืองมีพรนรกอยู่อย่าง คือ จับกระแสแล้วพูดให้ตัวเองได้ประโยชน์

สิ่งที่ท่านนายกอภิสิทธิ์ ควรกระทำอย่างยิ่ง และทันที คือ

1. เพิ่มคน และเงินงบประมาณให้แก่องค์ตรวจสอบต่างๆอย่างพอเพียงทันที ไม่ว่าจะเป็น ปปช. กกต. สำนักงานตรวจเงินแผ่นดิน องค์กรอิสระต่างๆที่ มีอยู่เพื่อให้องค์กรเหล่านี้ได้ทำงาน ตรวจสอบ ต่างๆอย่างเต็มที่ ทันการณ์ นายกเองก็ไม่ต้องเหนื่อย ไม่ต้องปะทะ กะคนโกงกินเอง นายก จะได้คิดหาวิธีคิดอย่างสร้างสรรค์อื่นๆ เพื่อประชาชนต่อไป

2. ความเป็นธรรมในสังคมมันหายไปนานมากแล้ว ดึงกลับมา กำหนดเป็นยุทธศาสตร์ วาระแห่งชาติ ให้ได้เห็นผลอย่างเป็นรูปธรรม

3. นายก ต้องเป็นคนริเริ่มนำระบบการคัดกรองนักการเมือง มาใช้(มิฉะนั้นภาคพลเมืองจะผลิกการเมืองเน่าๆนี้เสียเอง) ตั้งเป็นวาระแห่งชาติเช่นเดียวกัน

แค่ท่านนายกเริ่มทำทั้งสามข้อนี้ ประเทศไทยก็เริ่มมีความหวัง ทันที

กรณีนายกษิต ภิรมย์ รมต. ว่าการต่างประเทศ ที่ถูกแจ้งข้อกล่าวหาแล้ว กลับไม่รู้ร้อนรู้หนาว อ้างโน่นอ้างนี่ น่าจะไปให้หมอตรวจเส้นประสาทที่ใบหน้าสักหน่อยว่า ยังทำงานอยู่รึป่าว ?? เรื่องกลับกลายเป็นว่า รัฐบาลกำลังใช้คนที่ถูกกล่าวหาว่า เป็นผู้ก่อการร้าย ไปไล่จับตัวคนหนีหมายศาล พีลึกจริงๆ ว่ะ เมืองไทย


ของฝาก... อำนาจต้องมาพร้อมกับความเมตตา และความเป็นธรรม เสมอ หากอำนาจมาโดดๆ ก็จะกลายเป็นอำนาจนิยม เผด็จการ
....ประเทศไทยมีพื้นที่มากพอที่ทุกคนจะอยู่ร่วมกันได้อย่างผาสุข ไม่ว่าเสื้อ กางเกงสีไหน

เก่งแต่ปาก

นายก อภิสิทธิ์ เป็นคนดีมาก แต่ก็ทำอะไรไม่ได้ในสภาพกฏเกณฑ์ และเงื่อนไขทางการเมืองที่เป็นอยู่ นักการเมืองในพรรคประชาธิปัตย์เองก็เก่งแต่ตีฝีปาก ตอบโต้ แก้ตัว กว่าจะได้เป็นรัฐบาลก็ ทั้งดัน ทั้งอุ้ม แต่ไร้ฝีมือในการคิดและบริหารอย่างมืออาชีพ ดูตัวอย่างเรื่อง ไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่ H1N1 ประมาท ขาดความจริงจัง และตระหนักในปัญหา ทั้งๆที่ก่อนหน้านี้ ตัวเชื้อก็ยังไม่เข้ามาระบาดในประเทศ แต่บัดนี้มีคนตายไปแล้ว 11 ราย และคาดการณ์ว่า จะมีคนติดเชื่ออีกนับล้านราย และอีกนานเป็นปีๆ กว่าจะควบคุมเชื้อได้ รัฐมนตรีสาธารณสุข นายวิทยา แก้วภราดัย ควรพิจารณาตัวเองโดยด่วน นอกจากนี้ยังจะแต่งตั้งคนที่มีประวัติพัวพันกับคดีทุจริตยา สมัย นายรักเกียรติ เป็น คณะกรรมการพัฒนายาแห่งชาติ ถึงสองคน (ข่าว)



















เชื่อได้เลยว่า ธุรกิจท่องเที่ยว และธุรกิจที่เกี่ยวข้องจะซบเซาอย่างน้อยอีก 2 ปี อันนี้เป็นตัวอย่างที่ล้มเหลวในการบริหารจัดการอย่างเห็นได้ชัด
ประเทศไทยไม่ใช่สนามเด็กเล่น ที่ใครก็ได้อยากจะเข้ามาลองโน่นลองนี่ แล้วก็สร้างความเสียหาย ทิ้งไว้เกลื่อนกราด เรี่ยราดเต็มไปหมด

หากประเทศไทยยังไม่นำ ระบบการคัดกรองนักการเมือง มาใช้ จะไม่มีโอกาสที่จะพัฒนาศักยภาพทุกด้าน ไม่ว่าจะเป็นการแข่งขันของประเทศ คุณภาพชีวิตประชาชน ระบบการศึกษา เทคโนโลยี ก็จะถูกตรึง ถูกโยงไว้กับที่ และค่อยๆ ตกขอบไปกลายเป็นเบี้ยล่างในเวทีโลกในทุกกรณี






วันจันทร์ที่ 6 กรกฎาคม พ.ศ. 2552

ผลวิจัยจำนำข้าว โกงแหลกประโยชน์ถึงชาวนาน้อยมาก

ประธานสถาบันทีดีอาร์ไอ ดร.นิพนธ์ พัวพงศธร เปิดเผยงานวิจัยการับจำนำข้าวของรัฐบาลผลคือ
1. ชาวนารวยๆ ได้ประโยชน์ 40.2%
2. ชาวนายากจนได้ประโยชน์เพียง 4.6% เนื่องจากผลผลิตไม่มีเหลือไว้จำหน่าย ทำนาเพื่อไว้กินในครัวเรือนเท่านั้น
3. โรงสีได้ประโยชน์ 13.5%
4.โกดังเก็บข้าว 4.4%
5.ผู้ส่งออกข้าว 23.7%
6.หน่วยราชการ 14.6%
7.รั่วไหล โกงกิน 3.6%
เม็ดเงินที่ใช้รับจำนำข้าว 50,000 ล้าน
บาท ได้คืนเพียง 32,000 ล้านบาท จากการขายข้าวเปลือก 7,200 ล้านบาท และข้าวสาร 25,000 ล้านบาท เจ็งไป 18,000 ล้านบาทต่อปี 50-51

มีกลโกง สารพัดรูปแบบ ไม่ว่าจะเป็นการเวียนเทียนข้าว จำนำแล้วจำนำอีก(ข้าวชุดเดิม) ร่วมมือกับชาวนาบางคน บางกลุ่มให้ใช้ชื่อตัวเองรับเงิน14,000 บาทต่อตันจากรัฐบาล ตัวชาวนาได้รับจริงๆ 12,000 บาทต่อตัน อีก 2,000 บาทต่อตัน แบ่งกันระหว่างนักการเมือง ข้าราชการ นายหน้า

ดร.นิพนธ์ พัวพงศธร ประธานสถาบันเพื่อการพัฒนาประเทศไทย(TDRI)(ภาพด้านบน)


ประเด็นก็คือ 1.รัฐบาล นายก อภิสิทธิ์ รับทราบแล้วโดยตลอด แล้วกำลังทำอะไรอยู่ และมีการให้รับจำนำข้าวได้อีกในปี 51-52 โดยมีการกำหนดกรอบการับจำนำ(ข่าว)
2. มีการนำตัวคนโกงชาติ โกงแผ่นดินมาลงโทษได้หรือไม่?? (ข่าวคนโกงแผ่นดิน)

เงินภาษีประชาชนนะครับไม่ใช่เงินนักการเมืองหรือเงินรัฐบาล รัฐบาลมีหน้าที่บริหาร
จัดการให้เกิดประโยชน์สุงสุดต่อประชาชน คือชาวนา
ทำไมเวลาทหารรัฐประหารแล้วประชาชนส่วนใหญ่ยินดี และไม่รู้สึกต่อต้าน ??
เพราะ ประชาชนไม่สนใจว่าใครจะมา แต่อยากให้คนที่กำลังบริหารอยู่นั้นไปเสียให้พ้นๆ เนื่องจากอยู่แล้วไม่ได้ช่วยทำให้คุณภาพชีวิตประชาชนดีขึ้น


มูลค่าการค้าชายแดนไทยกับเพื่อนบ้าน(ตอนที่1)

มูลค่าการค้าชายแดนไทยกับ มาเลย์ พม่า ลาว และกัมพูชา รวมกันในปี 2551 จำนวน 712,771 ล้านบาท หรือ 6% ของจีดีพีไทย(จาก The business week เดือนกรกฏาคม 2552) ตลอดแนวชายแดน มากว่า 5,500 กิโลเมตร ผ่านด่านหลักๆ 70 ด่าน
ประเทศไทยยังไร้ยุทธศาสตร์ ในการกำหนดทิศทางให้ผู้ที่เกี่ยวข้องได้ดำเนินการ ยุทธศาสตร์ที่สำคัญมาก ที่น้อยคนจะพูดถึง นั่นคือ การใช้เงินบาทเป็นเงินสกุลหลักในการซื้อขายแลกเปลี่ยน เหมือนที่เงินสกุล ยูเอสดอลลาร์ เป็นเงินสกุลหลักของโลก แต่ไทยแค่ใช้กับสามประเทศก่อน นั่นคือ พม่า ลาว และก็ กัมพูชา หากมีการกำหนดยุทธศาสตร์ที่ดีจะได้เปรียบมหาศาล เพราะทุกวันนี้ประชาชนทั่วไปของประเทศเหล่านี้ก็ให้การยอมรับ และเชื่อถือเงินบาทมากว่าเงินสกุลประเทศตัวเองอยู่แล้ว
หากพิจารณาจากมูลค่าการค้าชายแดนรวมทั้งสี่ประเทศ จะเห็นได้ชัดเจนว่า มีเพียงพม่าเท่านั้นที่เป็นแหล่งวัตถุดิบให้ไทยได้ดี ส่วนอีก สามประเทศเป็นตลาดไว้ระบายสินค้าและบริการ จากไทย แต่ทั้งนี้เราสามารถพัฒนาตลาดพม่าให้เป็นทั้งผู้ซื้อ สินค้าและบริการจากไทยได้ อยู่ที่วิสัยทัศน์นักการเมือง
แต่น่าเสียดายที่นักการเมืองก็คือนักการเมือง ที่ต้องมีผลประโยชน์ตัวต่อเอง หรือพวกพ้องจึงจะทำ มิหนำซ้ำ ยังจะกำหนดนโยบายด้านต่างประเทศกับเพื่อนบ้านแบบเพี้ยนๆ อีก แลเห็นตัวเลขการค้า มากมายขนาดนี้แล้วคิดออกรึยัง ว่าควรจะทำอย่างไร

การค้าชายแดนไทยกับ ประเทศกัมพูชา
ตลอดแนวชายแดนไทยกัมพูชา 751 กิโลเมตร มูลค่าการค้าชายแดนไทย-กัมพูชา ตั้งแต่ปี 2540 - 2550
เติมโตจาก 8,271 ล้านบาทเป็น 37,354 ล้านบาท อัตราการเจริญเติบโตก็น่าสนใจ และมูลค่าการค้าชายแดนระหว่างกันก็มีมากถึง 77%ของมูลค่าการค้าระหว่างประเทศ เกี่ยวข้องกับคนกี่ล้านคนที่ติดต่อค้าขายระหว่างกัน ทั้ง7ช่องทางหลักทางชายแดนไทย-กัมพูชา
นักการเมืองโปรดช่วยใช้สมองคิดหน่อยนะ
แล้วกำหนดท่าทีการเมืองระหว่างประเทศเสียใหม่ หากนักการเมืองคนไหนคิดจะใช้กำลังทหารให้ลองไปถามคนนับล้านคนที่เกี่ยวข้องกับการค้าชายแดนดูเสียก่อน ว่าเขาเหล่านั้นเห็นด้วยหรือไม่??

วันศุกร์ที่ 3 กรกฎาคม พ.ศ. 2552

เขมร กับไทยจะรบกันรึเปล่า??

จะเป็นความผิดพลาดอย่างมหันต์ของรัฐบาลไทย ถ้าจะรบกับเขมร ไม่ว่าจะรบกันกี่วัน กี่ชั่วโมง ก็ตาม เป็นการดำเนินนโยบายความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ สุดแย่ สุดห่วย ทั้งที่ผ่านมาและ กำลังดำเนินอยู่ ที่ก่อให้เกิดความบาดหมางขึ้น ควรจะส่งเสริมให้การค้าระหว่างกัน ซึ่งเราได้เปรียบอย่างมากมาย แต่กลับจะทำลายโอกาสดีงามนั้นทิ้งไป ทำให้ความรู้สึกของผู้คนทั้งสองชาติ มีทัศนคติ ท่าที ที่ไม่ดีต่อกันเพิ่มขึ้น ตอกลิ่มกันเข้าไป
หมดยุกต์แล้วครับที่จะใช้กำลัง เข้าเข่นฆ่ากัน โดยเฉพาะระดับรัฐต่อรัฐ ยิ่งอาเซียนมีกฎมัตรอาเซียนด้วยแล้ว
ซึ่งเหมือนเป็นธรรมนูญอาเซียน ที่เคารพอธิปไตยต่อกัน อย่าว่าแต่ ใช้กำลังทหาร ต่อกันเลย แม้แต่การแทรกแซงกิจการซึ่งกันและกัน ก็มีกำหนดไว้ในกฏมัตรอาเซียน และ เป็นการมุ่งเป้าไปสู่ตลาดเดียวกัน ภายในปี 2563
ผมไม่คิดว่าท่านนายก อภิสิทธิ์ จะฉีก กฏมัตรอาเซียน ทิ้งไป หรอกนะ ใช้สมองซีกขวาให้แยะๆหน่อยนะ