วันอาทิตย์ที่ 29 พฤศจิกายน พ.ศ. 2552

ข่าวดีทางการเมือง "ชั่วคราว"

คุณทักษิณ เป็นคนเชื่อในตัวเลข ทางวิทยาศาสตร์ จากผลเอแบคโพลล์ ที่สำรวจออกมาก่อนหน้านี้ ที่ผม เคยเขียนถึง ไปแล้ว และแน่นอน คุณทักษิณ ก็ทำโพลล์เองด้วย ตัวเลขคงสอดคล้องกันในทุกๆโพลล์ ที่คะแนนนิยมในตัวคุณทักษิณ ตกต่ำลงอย่างมาก แต่ไปเพิ่มให้ นายก อภิสิทธิ์ ถึงกว่า 3 เท่าตัว จึงเป็นที่มาของ "ท่าที" ในการประนีประนอมทางการเมือง ตามข่าวนี้


ที่บอกว่าเป็น ข่าวดีทางการเมือง"ชั่วคราว" นั้น ก็เพราะ ราก หรือโครงสร้างของปัญหาระบบการเมืองไทย(ที่เน่าอยู่) ยังไม่ได้รับการแก้ไข ท่าที ต่างๆ ที่จะประนีประนอมกัน จึงเป็นแค่เพียงฉากหนึ่งใน ละคร เรื่อง "ฆาตรกรรมประเทศไทยเพื่อแย่งอำนาจ" ยังคงมีอยู่ต่อไป ชั่วลูกชั่วหลาน แน่นอน..... ถ้า

หากจะแก้ไขปัญหาทางการเมืองให้ได้อย่างยั่งยืนนั้น ต้องแก้ไขแบบบูรณาการ 3 ส่วนด้วยกัน เคยเขียนถึงไว้แล้ว นั่นคือ

2. เงินทุนทางการเมือง (money politics)
3. สื่อกระแสหลัก (mainstream media)

1. ระบบการคัดกรองนักการเมือง จะคัดคนดี มีจิตสำนึกใหม่ จิตสาธารณะ เสียสละ มี ความรู้คู่คุณธรรม เพราะเราต้องได้คนที่ดีมีคุณธรรมก่อน แล้วคนเหล่านี้จะไปสร้างระบบที่ดีเอง คัดเลือก คนอื่นๆ มาร่วมงานก็จะดีไปด้วย และเป็นเยี่ยงอย่างที่ดีให้เยาวชนด้วย

2. ส่วนเรื่องเงินทุนที่ใช้ทางการเมืองนั้น

2.1 รับบริจาค(political advocacy) เช่น ต้องไม่ให้รับบริจาคเิงินเกิน 10,000 บาทต่อรายต่อปี ไม่เกิน 50,000 บาทต่อนิติบุคคลต่อปี ควรจำกัดให้น้อย เพื่อให้...

2.1.1 นักการเมืองทำงานการเมืองจริงจัง(จะได้ไม่"เล่นการเมือง") ขายนโยบาย ขายแนวคิดให้ประชาชนในวงกว้าง เมื่อ คนมีความมุ่งมั่น ตั้งใจทำงานเพื่อส่วนรวมจริง กอรปกับ เสนอแนวความคิดที่ดีในการยกระดับคุณภาพชีวิต การศึกษาให้กับประชาชน อย่างเป็นรูปธรรม ไม่ได้ขายฝัน ประชาชนก็จะร่วมบริจาคเงินให้เอง นักการเมืองจะลงไปสัมผัสกับชาวบ้าน รับรู้ รับทราบปัญหา ในพื้นที่อย่างจริงจัง สม่ำเสมอ

2.1.2 หากยังคงให้นักการเมืองรับเงินบริจาคได้ถึง 30 ล้านบาทต่อราย ตามรัฐธรรมนูญ ปี 50 นั้น นักการเมือง แค่นั่งคุย กับ คนรวย หรือ บริษัทต่างๆ เพียงไม่กี่รายก็ได้เงินก้อนโตมา "เล่่นการเมือง" ได้แล้ว เมื่อนั้น นักการเมืองก็ไปทำงานสนอง ให้กับคนเหล่านั้นก่อน ออกนโยบาย หรือ ปกป้องผลประโยชน์ของกลุ่มคนเหล่านั้นก่อน โดยไม่สนใจนโยบายสาธารณะที่ดี ต่อประชาชนโดยรวม(ถ้าขัดผลประโยชน์นายทุนก็ไม่ทำ เช่นนโยบายภาษีที่เก็บจากคนรวย การคุ้มครองผู้บริโภค สัญญามาตรฐานต่างๆ ตลอดจนการเอาผิดลงโทษการไม่ทำตามมาตรฐานของการบริการต่างๆ ) พูดให้ชัดๆก็คือ เมื่อคนคนหนึ่งให้เงินใครเป็นล้านๆบาท ก็ต้องหวังผลตอบแทนกลับคืนอย่างที่เห็นๆ กันอยู่ ทำให้ประชาชนโดยรวมเสียหาย เสียผลประโยชน์ เพราะ ผลตอบแทนคืนนายทุนนี้ ก็ต้องเบียดบัง ผลประโยชน์จากประชาชน ไปให้นายทุน เช่นการประมูลโครงการโทรศัพท์เคลื่อนที่ 3 G และโครงการอื่นๆ ทำให้ประชาชนได้รับบริการที่ไม่ได้มตรฐาน หรือ ค่าบริการแพงกว่าที่ควรจะเป็น (เพราะนักการเมืองกินสินบนไปก่อนแล้ว)

2.1.3 นักการเมืองจะเกิดจิตสำนึกใหม่ ที่ต้องเสียสละเพื่อส่วนรวม ประชาชน(จำนวนมาก)ที่สละเงินให้เขาเหล่านั้นเข้าไปทำงานการเมือง นักการเมืองก็จะดื้อด้านน้อยลง รับฟังปัญหาประชาชนมากขึ้น และไม่ยึดติดในอำนาจ เก้าอี้ หรือผลประโยชน์ที่ไม่ควรได้

2.1.4 การเมืองไม่ได้ผูกติดอยู่กับคนรวย ใครๆก็สามารถได้รับเลือก ถ้ามีความมุ่งมั่น เสียสละ มีความรู้คู่คุณธรรม และแนวความคิดดี

2.1.5 นักการเมืองเป็นคนของประชาชนมากขึ้น เพราะ ไม่ใช่นายทุนเพียงไม่กี่รายให้เงินเขาไปทำงาน(เพื่อนายทุน) หากประพฤติตัวไม่ดี ไม่รู้จักหน้าที่ ไม่ทำงานเพื่อประโยชน์ของประชาชนอย่างแท้จริง ก็จะถูกประชาชนถอดออกเอง

2.2 เงินทุนส่วนตัว(his/her own money) ต้องจำกัดให้ใช้เงินตัวผู้สมัครเองให้น้อยที่สุด(โดยทั่วไปตัวนักการเมืองเองก็ไม่นิยมใช้เงินทุนตัวเองทำงานการเมืองอยู่แล้ว) เช่นให้ใช้เพียง ค่าสมัครรับเลือกตั้ง มันไม่ make sense หรอก ไม่ว่าจะใช้เงินตัวเองหรือเงินนายทุน ครั้งละ 20 ล้าน 30 ล้าน แล้วไม่คิด"ถอนทุน" ดังนั้นจึงควรห้าม หรือจำกัดการใช้เงินจะดีกว่า

2.3 ภาษีประชาชน (tax) ตามรัฐธรรมนูญปี 50 กำหนดให้พรรคการเมืองจะได้รับเงินจากภาษีประชาชน ผ่านทาง คณะกรรมการการเลือกตั้ง(กกต.) ตามสัดส่วนสมาชิกที่สมัครอยู่ในพรรคการเมืองทั่วประเทศ นอกจากนี้ตามแบบฟอร์มการเสียภาษีเงินได้ก็มีช่องให้ผู้เสียภาษีเลือกบริจาคเงิน(ที่เสียภาษี)ให้กับพรรคการเมืองใดได้ 100 บาท เงินเหล่านี้อาจกำหนดให้เพิ่มมากขึ้น ก็ได้ หรือ เิงินของผู้เสียภาษีเอง แล้วนำไปหักลดหย่อนภาษ๊ได้เต็มจำนวน

3. สื่อกระแสหลักจะต้องกล้าหาญ เสนอแนะ ตักเตือน ตรวจสอบ ขุดคุ้ย ตอกย้ำ ต่อท่าที ทัศนคติ ของนักการเมือง ที่ไม่มีจิตสาธารณะ หรือส่อไปในทางทุจริต สื่อกระแสหลักต้องมีสำนึกต่อประชาชนมากกว่าที่เป็นอยู่

เมื่อระบบการคัดกรองนักการเมืองทำงานได้ผล ก็เท่ากับได้คนดี มีความรู้คู่คุณธรรม(เป็นส่วนใหญ่) ซึ่งคนเหล่านี้ก็ไม่เล่นการเมืองแน่ ระบบก็จะทำงานได้ สิ่งที่เป็นประโยชน์ต่อประชาชนก็จะได้รับการเอาใจใส่ อย่างจริงจัง ความไม่เป็นธรรมในสังคมก็จะค่อยๆ กลับคืนมา เมื่อคนดี ปกครองบ้านเมือง อะไรๆก็ดีขึ้นตามลำดับ

ขอเน้นย้ำว่า "ทัศนคติ"(attitude) "ท่าที" ของแกนนำทุกๆฝ่าย(ตัวซ้ำเติมปัญหา) รวมทั้งตัวนักการเมือง(ตัวปัญหา)เองในซีก พรรคประชาธิปัตย์ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง แกนนำเสื้อสีต่างๆ โลกทัศน์ในเชิงประชาธิปไตย คับแคบ เป็นอย่างยิ่ง พวกแกนนำต่างๆ มองคนอื่น พวกอื่น เป็นผู้ร้ายไปเสียหมด พวกตัวเอง ทำดี ทำถูกต้องทุกอย่าง ยุแหย่ให้คนในชาิติเกลียดกัน ยุแหย่ให้เลือกข้าง แม้แต่ไปยึดสนามบิน ปิดสนามบิน ก็ยังคิดว่าถูกต้อง คนที่มีทัศนคติ ทำนองนี้ ทำงานสาธารณะไม่ได้เด็ดขาด โดยเฉพาะงานด้านการเมืองในระบอบประชาธิปไตย !!!

วันเสาร์ที่ 28 พฤศจิกายน พ.ศ. 2552

ข้อดีของประเทศที่ "ล้าหลัง" ด้านเทคโนโลยี

ในโลกที่แบนราบลงเรื่อยๆนี้ การเรียนรู้จาก ตัวอย่างที่ประเทศที่ประสบผลสำเร็จ หรือล้มเหลว ไม่ว่าจะเรื่องใดๆ เราสามารถนำมาประยุกต์ใช้ หรือ "กระโดดข้าม" เทคโนโลยี บางอย่างไปได้เลย และเลือกใช้เทคโนโลยีที่ดีในอนาคต เช่น ขนส่งมวลชนระบบราง รถไฟความเร็วสูง หรือ เทคโนโลยีโทรศัพท์เคลื่อนที่ 3 G หรือ 4G ดี หรือโครงสร้างพื้นฐาน อินเตอร์เน็ตบรอดแบนด์(Inertnet broadband) หรือ แม้กระทั่ง พลังงานสีเขียว(green energy) ที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม แทนที่จะไปใช้โรงไฟฟ้าพลังนิวเคลียร์ เช่นพลังงานลม ที่ประเทศเรากำลังจะลงทุนขนานใหญ่ในอนาคตอันใกล้นี้ จะใช้เทคโนโลยีจากไหน เงินทุนจากไหน ทำได้ไม่ยาก ในปัจจุบัน มีบริษัทระดับโลกมากมายที่พร้อม จะลงทุน พร้อมเจรจากับเรา ในทุกเงื่อนไข

ทั้งนี้ถ้าได้คนดี ขึ้นมาสร้างระบบ ที่เป็นนโยบายสาธารณะของประเทศ (Finding philanthrophic talents who will make public policy road maps) อย่ามีนอกมีใน อย่ากินตามน้ำ ขอให้เม็ดเงินที่ลงทุน ให้ลูกหลานเราได้ใช้ประโยชน์ได้เต็มที่

ที่สำคัญอย่างยิ่งอีกประการหนึ่ง คือ การบริการที่ดี ที่เป็นสากล ที่ยึดถือประโยชน์สูงสุดของประชาชน หรือผู้ใช้บริการ อย่าให้บริษัทที่ได้งาน เอารัดเอาเปรียบผู้บริโภค อย่างที่เป็นอยู่ เพราะสิ่งเหล่านี้ ยิ่งซ้ำเติมความไม่เป็นธรรมในสังคม ความห่างของคนรวย-คนจน จนได้ชื่อว่า "คนรวยซื้อ...ได้ของดีราคาถูก คนจนซื้อ....ได้ของแพงและไม่มีคุณภาพ" ระบบทุนนิยมเสรี จะดีกว่าระบบอื่นก็ต่อเมื่อ สร้างความเป็นธรรมในสังคมให้เกิดขึ้นให้ได้ ไม่ใช่ปล่อยให้ ทุนนิยมกักขฬะ ครองเมืองอย่างปัจจุบันนี้ แล้วเงินเหล่านี้ก็จะไหลวนลงสู่การเมืองเน่าๆ ได้คนเน่าๆ ไปสร้างระบบเน่าๆ สนองทุนนิยมกักขฬะ เป็นวงจรอุบาทว์(vicious circle) อย่างทุกวันนี้

วันศุกร์ที่ 27 พฤศจิกายน พ.ศ. 2552

หมดยุคแล้ว... การวิเคราะห์การเมืองแบบ "เอามัน"

รายการ คุยนอกทำเนียบ ทางช่อง สทท. มี คุณวีระ ธีรภ้ทรานนท์ เป็นผู้ดำเนินรายการ คุยกับ อ. สุขุม เฉลยทรัพย์ รองอธิการบดี มหาวิทยาลัยราชภัฎสวนดุสิต ในหัวข้อ "มองการเมืองไทย ปี 53" อ. สุขุม วิเคราะห์เป็นฉากๆ สมมุติว่า อ. สุขุม วิเคราะห์ได้ถูกต้องหมดทุกอย่าง แล้วยังไง..?ประเทศชาติประชาชน ได้อะไร ? กะการเล่นเกมของนักการเมือง ที่สะท้อน ถึงผู้วิเคราะห์ ว่า ไม่ได้ใส่ใจความถูกต้อง ดีงาม หน้าที่ที่ควรทำของบรรดานักการเมือง คุณวีระ ก็เช่นกัน มองเห็นว่า การต่อรองอย่างที่นักการเมืองกระทำกันอยู่ เป็นสิ่งดีงาม ถูกต้องแล้ว อย่างนั้นหรือ? จริงอยู่ นักการเมืองเป็นแบบนี้ตั้งแต่ไหนแต่ไรมานานแล้ว ท่าที ท้ศนคติ ของสื่อกระแสหลัก แบบนี้มิใช่หรือ ที่ ประเทศชาติ "เดี้ยง" อย่างที่เป็นอยู่นี้ เพราะ แทนที่สื่อจะตำหนิ พฤติกรรมเหล่านักการเมือง ที่ "เล่นการเมือง" ไม่ได้ "ทำงานการเมือง" นักการเมืองก็เลยคิดว่า สิ่งที่ทำอยู่นี้ดีแล้ว ถูกแล้ว ไม่เห็นมีใครว่าอะไร ก็ทำต่อไป
อ. สุขุม เฉลยทรัพย์

ยังมีรายการทางการเมือง อีกหลายรายการที่เข้าข่ายนี้ เช่น คอข่าว ทางช่อง 7 หลังเที่ยงคืน ทีี่่มี คุณพิสิทธิ์ คุณพิษณุ คุณปานระพี ดำเนินรายการ ....น่าเบื่อมาก คิดแบบเดิมๆ
ถ้าจะวิเคราะห์การเมืองแบบนี้ อย่าออกสื่อเลยครับ เปลืองเนื้อที่ีข่าว สิ้นเปลืองเวลา ไม่ได้สร้างสรรค์อะไรเลย นอกจาก คนพูด "ปากมัน น้ำลายแตกฟอง" ถ้าวิเคราะห์ถูกต้องก็เก่งแค่คนพูด(แต่ทำไม่ได้) แต่ประชาชนไม่ได้อะไร นอกจาก น่าเบื่อหน่าย สร้างปทัสถานแนวคิดทางการเมืองที่ไม่ถูกต้อง ควรตำหนิ นักการเมือง ที่ "เล่นการเมือง เล่นเกม" มากกว่า และหาวิธีเสนอแนะที่สร้างสรรค์ จะดีกว่า

วันพุธที่ 25 พฤศจิกายน พ.ศ. 2552

รายการ ลงเอยอย่างไร ทางทีวี ช่อง สทท

รายการนี้ มีคุณ เจิมศักดิ์ ปิ่นทอง เป็นพิธีกร ได้เชิญ คุณ คำนูญ สิทธิสมาน และ รมต.ต่างประเทศ กษิต ภิรมย์ ร่วมรายการ ในหัวข้อ "ความสัมพันธ์ไทย เขมร" ทีวีช่องนี้เป็นเครื่องมือรัฐบาล ในการประชาสัมพันธ์ผลงานรัฐบาล และ เชื้อเชิญผู้คนที่มีแนวคิด หรือทัศนคติ "ไม่ญาติดี" กับฝ่ายตรงข้าม มาออกรายการ แล้วก็เิ่ริ่ม "ตอกลิ่ม" วิพากษ์ วิจารณ์ ฝ่ายตรงข้าม ยกยอฝ่ายเดียวกันเอง ไม่ว่าใครมาเป็นรัฐบาล ทุกยุค ทุกสมัย ก็ทำเช่นเดียวกันนี้ ทำไมไม่คิดทำงานให้ดี ใช้เงินภาษีประชาชนให้คุ้มค่า สูงสุด ดูแลทุกข์ของประชาชนอย่างจริงใจ จริงจัง ขจัดความไม่เป็นธรรมในสังคมที่มีอยู่ เรื้อรังอยู่ให้ลดน้อยลงไป ไม่ต้องออกมาโฆษณาชวนเชื่อ หลอกล่อให้ผู้อื่น คล้อยตาม เชื่อถือ แล้วทำลายความน่าเชื่อถืออีกฝ่ายหรอก น่าสะอิดสะเอียน ในท่าทีและทัศนคติของคนเหล่านี้ แล้วมาบอกว่า จะสร้างความสมานฉันท์ในชาติ แบบนี้เค้า่เรียกว่า ฉวยโอกาสโฆษณาชวนเชื่อ เพื่อชิงมวลชนอย่างน่าละอาย วิธีคิดแบบนี้เป็นความ"ด้อยปัญญา"ของนักการเมือง หรือ คนที่มีทัศนคติ ทำนองนี้ โดย พูดกรอกหู ด้วยข้อมูลของตัวเอง ไปเรื่อยๆ เหมือนนักเชียร์เพลงลูกทุ่งตามคลื่นวิทยุ ที่พยายามเปิดเพลงที่ได้"ค่าเชียร์" บ่อยๆ จนติดหูผู้ฟัง ไม่ได้ผลแล้วในโลกที่กำลังแบนราบลง ที่ประชาชนมีทางเลือกรับข้อมูล ข่าวสาร เข้าถึงข้อมูลจากที่ไหนก็ได้ เมื่อใดก็ได้ ช่องทางไหนก็ได้
คำนูณ สิทธิสมาน

ความคิด เยี่ยงนี้ หรือทัศนคติแบบนี้ ฝังอยู่ในหัวของนักการเมืองไทยทุกคน คือคับแคบ คิดว่าตัวเองมีอำนาจแล้ว ทำได้ทุกอย่าง ไม่ต้องอาศัยใครอื่นช่วยเหลือ แนะนำ หรือ กลัวว่า ยอมรับความคิดเห็นจากพรรคฝ่ายค้านแล้ว จะเสียศักดิ์ศรี นักการเมืองไทย ไม่ยอมรับรู้ ไม่ได้ตระหนักเลย ว่าโลกที่กำลังแบนราบลงทุกขณะนี้ ยิ่งต้องอาศัยความร่วมมือ ผนึกกำลัง กันคิด ทำ เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตที่ดียิ่งๆขึ้น ให้กับประชาชน ให้โอกาส ส่งเสริม ผู้คนได้เรียนรู้ ศึกษา อย่างกว้างขวาง ทั่วถึง และกระหายที่จะเรียนรู้ เพื่อเปลี่ยนแปลงประเทศ เรา โลกของเราไปสู่สิ่งที่ดีกว่าเดิม น่าอยู่อาศัยกว่าเดิม โลกเดี๋ยวนี้ไปถึง การเปิดรับความร่วมมือ องค์ความรู้จากภายนอก (open collaborative network) เพื่อนำมาเสริมสร้างเป็น เป็นพลังภายใน แล้วนำไปบูรณาการ แก้ไขปัญหาที่ยากๆ ให้สำเร็จประโยชน์

วันอังคารที่ 24 พฤศจิกายน พ.ศ. 2552

สื่อกระแสหลักต้องมีความรับผิดชอบต่อประชาชนมากกว่านี้

ทำไม... ต้องเป็นสื่อกระแสหลัก(mainstream media)(ได้แก่ ทีวี วิทยุ สื่อสิ่งพิมพ์ต่างๆ) ก็เพราะสื่อกระแสหลักสามารถเข้าถึงผู้คนจำนวนมากๆ หรือพูดให้ชัดก็คือ เป็นที่นิยมของผู้คนทั่วไป สื่อเหล่านี้จึงสามารถ ชี้นำผู้คนไปในทางที่ถูกก็ได้ ผิดก็ได้(โดยการเพิกเฉยต่อข่าวนั้นๆ หรือไม่ให้ความสำคัญมากเพียงพอ หรือ ร่วมด้วยเลย) สื่อกระแสหลักไทยมีสำนึกน้อยไป ถึงหลักคุณธรรมแห่งความดีงาม ที่สังคมต้องยึดถือ หรือผลประโยชน์ของประเทศชาติ ประชาชน มาก่อนสิ่งอื่นใด

กองบรรณาธิการข่าวต้องคัดเลือก เนื้อหาข่าวที่จะกระทบแ่ก่ประชาชนในวงกว้าง ความไม่เป็นธรรมในสังคม ลงในพื้นที่ที่เด่นๆ และเกาะชิด ติดตาม ตอกย้ำ เนื้อหานั้นๆ จนกว่าประชาชน สังคมโดยรวมได้ตระหนัก ถึงความไม่ดีงาม ความไม่ถูกต้อง ของผู้กระทำที่เป็นเยี่ยงอย่างที่ไม่ดี หรือ ทำให้สังคมโดยรวมเสียหาย เช่น การโกงกิน (ตามน้ำ ทวนน้ำ) การฮั้วประมูล นักการเมืองไร้จิตสำนึกในหน้าที่ความรับผิดชอบต่อประชาชน ไม่เข้าประชุมสภา "เ่ล่นการเมือง" มากกว่า "ทำงานการเมือง" ซื้อเสียง ฯลฯ สื่อกระแสหลัก ต้องจุดกระแสให้คนเหล่านั้นได้รับผล โทษทัณฑ์ จากกฎหมายบ้านเมือง หรือ กระแสสังคม ลงโทษ เช่น คน ทุจริต โกงกิน ก็จะถูกชาวบ้านเกลียดชัง ไปอยู่ที่ไหนก็ไม่มีใครต้อนรับ แต่ปัจจุบัน กลับกลายเป็นค่านิยม กลายเป็นคนเก่งที่โกงได้ รวยได้เพราะโกงกิน ค้าของผิดกฎหมาย คุมบ่อน เป็นคนมีหน้า มีตาในสังคม สังคมบิดเบี้ยวหมดสิ้นแล้ว

คุณสรยุทธ์ นักจัดรายการทางทีวี มักพูดเสมอๆ ว่า "ให้ประชาชนใช้วิจารณญาณเอง" พูดแล้วเหมือนดูดี มีความรับผิดชอบ ให้เกียรติผู้ชมรายการ แต่แท้จริงแล้ว ไม่รับผิดชอบอะไรเลย โยนความรับผิดชอบไปให้ประชาชน คิดเอง ซึ่งแต่ละคนก็ทัศนคติต่างกันมากมาย โดยที่ตัวเองทำตัวเป็นกระบอกเสียง รายงานข่าวตามข่าวหนังสือพิมพ์ ฉบับต่างๆ คุณสรยุทธ์ก็เต้าข่าวไป อ่านข่าวไป มิได้กล้าหาญบอกกล่าว ตักเตือน นักการเมืองที่สร้างความเสียหายแก่บ้านเมือง ทำสิ่งที่ไม่เหมาะสม ไม่ได้นำหลักคุณธรรม ความดีงาม มาเทียบเคียงให้เห็น ถนัดแต่ให้คู่กรณีออกมาแก้ตัว สร้างความชอบธรรมให้กับตัวเอง สร้างภาพ สร้างความสับสนมากกว่า สังคมไทยยังไม่เติบโตเป็นผู้ใหญ่มากพอ ความแตกต่าง เหลื่อมล้ำกันในสังคมยังมีอยู่มาก

ถ้าผมนำยา 10 ชนิด ไม่รู้ว่าเป็นยาอะไรบ้าง (อาจมียาพิษอยู่ด้วย) แล้วให้คุณสรยุทธ์รับประทานแก้ปวดหัว แล้วบอกว่า คุณสรยุทธ์ "ใช้วิจารณญาณ" เอาเองนะ ถามว่า คุณสรยุทธ์ จะสับสนหรือไม่? จะกล้ารับประทานยา หรือไม่ ? ทำนองเดียวกัน กับข่าวสารต่างๆ เพราะ มันไม่มีมาตรฐาน ข่าวสาร มีทั้ง ข่าวลวง ข่าวหลอก ข่าวลือ ข้อเท็จจริง ความซับซ้อนของข่าว ต้นตอแหล่งข่าว เจตนาของผู้ให้ข่าว และที่สำคัญ ข่าวสารมีมากมายเหลือเกิน คนทำหน้าที่คัดเลือกเนื้อหาข่าว ที่จะนำเสนอ ต่อประชาชน ต้องสังเคราะหฺ์ฺ เป็น สังเคราะห์ข่าวเก่ง จะได้ไม่ตกเป็นเครื่องมือ หรือถูกหลอกใช้ (หรือ สมยอมกัน สมคบกัน บิดเบือนโดยปล่อยให้คนทำผิดได้แถลงข่าว พูดออกสื่อ สร้างภาพ อย่างอิสระ ) สื่อที่ดี ต้องถามตัวเองเสมอๆ ว่า ชิ้นข่าวนั้นๆ สังคมโดยรวมได้อะไร หลักคุณธรรมความดีงาม อยู่ตรงไหน

กรณีคุณ นาธาน โอมาน นักร้อง นักแสดง โดนสื่อกระแสหลัก "ยำใหญ๋" จนแทบแทรกแผ่นดินหนี ถ้า สื่อกระแสหลัก มีสำนึกรับผิดชอบ ทำงาน เกาะชิด ติดข่าว ขุด คุ้ย ข่าว เหมือนกระทำกับคุณ นาธาน โอมาน แต่เป็นนักการเมือง ข้าราชการ คณะกรรมการองค์กรอิสระ หรือใครก็ตามที่มีหน้าที่รับผิดชอบกับนโยบายสาธารณะ ที่มีแนวโน้ม ท่าที หรือ ทำให้บ้านเมืองเสียหาย บ้านเมืองไทยจะไม่เสื่อม มากเท่านี้ จะไม่วุ่นวาย สบสน มากมายเท่านี้แน่ เพราะคนเหล่านี้ เมื่อกระทำเรื่องเสียหายย่อมมีผลกระทบในวงกว้าง

นายลี กวนยิว อดีตนายกรัฐมนตรีสิงคโปร์ บริหารประเทศสิงคโปร์ อยู่ 32 ปี ก่อนหน้านี้เคย นำชาวสิงคโปร์ร้องเพลงชาติมาแล้ว 3 ชาติ (God save the queen : เพลงชาติ อังกฤษ, Kimi ga yo : เพลงชาติญี่ปุ่น และ Negaraku : เพลงชาติมาเลย์) ปัจจุบัน ร้องเพลง Mujarah singapura เป็น เพลงชาติสิงคโปร์เอง นายลี เคยพูดไว้ทำนองว่า "เราต้องได้คนดีมาก่อน แล้วคนดีจะเข้ามาสร้างระบบที่ดีเอง"

การจะได้คนดีมาทำงานเพื่อส่วนรวมนั้น ก็ ควรใช้ ระบบการคัดกรองนักการเมือง ครับ

ทำไมพระสงฆ์ ถึงถือศีล 227 ข้อ ตามพุทธบัญญัติ ทำไมไม่ถือแค่ ศีล 10 หรือศีล 8 ข้อก็เพียงพอ? พระพุทธองค์ทรงทราบดี พระสงฆ์เปรียบเสมือนเป็นตัวแทนพระองค์ คอยเผยแผ่พระศาสนา หากพร่องในศีล 227 ข้อ ชาวบ้านจะขาดศรัทธาได้ จะเป็นอุปสรรค์ต่อการเผยแผ่ศาสนา นักการเมืองก็เช่นกัน ควรจะมีข้อห้าม หรือข้อจำกัด หรือมีคุณสมบัติที่เหนือกว่าบุคคลธรรมดา โดยเฉพาะอย่างยิ่ง จิตจริยธรรม ความเสียสละ สำนึกต่อส่วนรวม นี่ถือเป็นมาตรฐานหนึ่ง อย่าให้คนเข้าสู่การเมืองง่ายอย่างเช่นปัจจุับัน แล้วปัญหาต่างๆจะค่อยๆหมดไปเอง ปัญหาที่ยากก็จะง่าย เพราะช่วยกันคิด ช่วยกันทำ ปัญหาที่ง่ายก็ หดหายไป

ต่อไปอาจต้องมีเกณฑ์ตั้งให้ผู้ที่จะทำงานการเมืองต้องอย่างน้อย มีศีล 5 ครบ โดยเฝ้าติดตาม ประวัติ ชีวิตส่วนตัวจากอดีต ยัน ปัจจุบัน แล้วมีการรายงานผ่านเว็บเซอร์วิส หรือ เว็บกลาง ที่ทุกคนสามารถเข้าถึงได้ อย่างง่ายๆ



วันจันทร์ที่ 16 พฤศจิกายน พ.ศ. 2552

กฏหมายขึ้นเงินเดือน ส.ส. และ ส.ว.


ส.ส. และ ส.ว. (ไม่รู้ใครเสนอ) เสนอกฎหมายขอขึ้นเงินเดือนตัวเอง ทำให้สิ้นเปลืองภาษีประชาชนอีก 37 ล้านบาทต่อปี ช่างไร้ยางอาย เห็นแก่ได้ เ็ห็นแก่ประโยชน์ตัวเอง ไม่รู้กาละเทศะ สมควรลดเงินเดือน มากกว่านะ หรือไม่ก็ ควรไล่ออกไปเลย คนที่ไม่รู้จักหน้าที่ ไม่มีความรับผิดชอบต่อประชาชน ประชุมสภา ก็ไม่ค่อยเข้าประชุมจนสภาล่มบ่อยๆ บางคนทำงานหนักจริงๆ โดยออกไปกลางถนน ไปยุแหย่ให้คนในชาติเกลียดกัน สร้างความบาดหมาง แตกแยก ในหมู่ประชาขนด้วยกันเอง สร้างฝ่าย แบ่งพวก จนสำเร็จ นี่คืองานชิ้นโบว์แดง "เล่นแต่การเมือง" แต่"ไม่ทำงานการเมือง" ไม่รู้ทุกข์ร้อนประชาชน ไม่ใส่ใจ ยังมีน้ำหน้าขอเงินเดือนเพิ่ม ถ้าเป็นบริษัทเอกชน โดนไล่ออกไปนานแล้ว .... น่ารังเกียจจริงๆ
นายชินวรณ์ บุณยเกียรติ
นายชินวรณ์ บุญเกียรติ ส.ส. ประชาธิปัตย์ จังหวัดนครศรีธรรมราช 6 สมัย สนับสนุนให้ขึ้นเงินเดือน

ผมในฐานะผู้เสียภาษี ขอคัดค้านกฎหมายขึ้นเงินเดือน ส.ส. ส.ว. ที่กำลัง จะเสนอเข้าสู่สภา ณ ขณะนี้
ไม่อยากทำงานก็ออกไป สภาจะได้เป็นสถานที่ทรงเกียรติ จริงๆซะที

วันศุกร์ที่ 13 พฤศจิกายน พ.ศ. 2552

เกมคุณทักษิณเพื่อแลกกับอำนาจและผลประโยชน์ตัวเอง

ผมเริ่มแน่ใจว่าที่วิเคราะห์ไว้เป็นจริง พลเอกชวลิต "รับแผน" คุณทักษิณ เพื่อให้เพื่อนบ้าน "สั่นคลอน" รัฐบาล นายก อภิสิทธิ์ จนในที่สุด "เข้าแผน" ยุบสภา จากนั้นก็ใช้เงินมโหฬาร ซื้อเสียง เพื่อให้ได้ เก้าอี้ ส.ส. ให้มากที่สุด จะได้เป็นแกนนำ ให้ บิ๊กจิ๋ว เป็นนายก จัดตั้งรัฐบาล

แม้แต่ นายก สมเด็จ ฮุนเซ็น ยังยุส่งให้ นายก อภิสิทธิ์ ยุบสภา สู้เลือกตั้งกันใหม่ (ข่าว) ช่างกล้าจริงๆ
สมมุติว่า คุณทักษิณ ทำได้ตามแผน หมดทุกอย่าง คือ ได้เป็นแกนจัดตั้งรัฐบาล โดยมี พลเอก ชวลิต เป็น นายกรัฐมนตรี ขั้นต่อไปก็คือ เชิญตัว คุณทักษิณ กลับประเทศ เดินเรื่อง ขอพระราชทานอภัยโทษเต็มสูบ สมมุติว่าทำได้เรียบร้อย คิดหรือว่า รัฐบาล พลเอก ชวลิต จะบริหารประเทศได้อย่างราบรื่น เรียบร้่อย บ้านเมืองไม่วุ่นวาย หนักไปกว่าเก่า ไม่เกิดกลียุค จากพลพรรค แกนนำเสื้อเหลือง หรือกลุ่มอื่นๆ สุดท้ายถ้าไม่ลาออก ไม่ยุบสภา เกิดการรัฐประหาร ก็นองเลือดแน่ มองเห็นความวุ่นวาย ไม่รู้จักจบสิ้น ทิศทางของประเทศไทยก็เลยเดินเหมือน "ปูอยู่ในกระด้ง" ไร้ทิศทาง

สมควรอย่างยิ่ง ที่ไทยจะต้องรีบหา "คนกลาง" ประเทศ ไหนก็ได้ ที่ สนิทสนมกับ นายก สมเด็จ ฮุนเซ็น มากหน่อย ข่วยไกล่เกลี่ย โดยด่วน นายก อภิสิทธิ์ อย่า ทิฐิ ต้องรีบจัดการ ทิ้งไว้ไม่ดีแน่นอน รอให้ นายก สมเด็จ ฮุนเซ็น สำนึกเอง น่ะ ชาติหน้า โน่น จะได้เห็นรีเปล่า ยิ่ง นายก อภิสิทธิ์ บอกจะไม่ให้กระทบประชาชนทั้งสองประเทศ นายก สมเด็จ ฮุนเซ็น ยิ่งเหิมเกริม และเป็นไปไม่ได้ว่าจะไม่กระทบ ตอนนี้ก็กระทบแล้ว และจะมากยิ่งขึ้นเรื่อยๆ หากไม่เร่งรีบหาคนกลาง ไกล่เกลี่ย

สำหรับ คุณทักษิณ อย่าทรนงตัวเอง คิดว่า มีเงินแล้วทำอะไรก็ได้ ซื้อใครก็ได้ บอกได้เลยว่า สถานะการณ์ตอนนี้ แตกต่างจาก 4 ปีก่อนมาก สิ่งที่คาดคิด ฝันไว้ จะได้กลับประเทศ บริหารประเทศอีก คงยากยิ่งขึ้น เลือนลางมากยิ่งขึ้น หากยังเดิมเกมทำนองนี้อยู่อีก เพราะคนไทยรับได้ยากยิ่งกับ การทำร้ายประเทศชาติ ทำลายความมั่งคั่งของประเทศชาิติ และประชาขน เยี่ยงนี้

ถ้าเป็นวัยรุ่น เค้านิยมเจาะ หู เจาะสะดือกัน แต่ นายก สมเด็จ ฮุนเซ็น มาแปลก เจาะจมูก สนสายตะพายโดยให้ คุณทักษิณ เดินจูง....อันนี้ผมนอนแล้วฝันเห็นน่ะ

วันพฤหัสบดีที่ 12 พฤศจิกายน พ.ศ. 2552

คดีคลองด่านจำคุกคนโกงกิน 3ปี???

คดีคลองด่านเกือบเป็นมหากาพย์ ในที่สุดศาลตัดสินจำคุก คนโกงชาติ โกงแผ่นดิน โกง กินภาษีเรา แค่คนละ 3 ปี (ข่าว กรุณาอ่านความคิดเห็น ที่1 ที่2 ของผู้อ่านด้วยนะ) ซึ่งมีมุลค่าความเสียหายมากมายถึง 20,000 ล้านบาท ต้องมีอะไรเพี้ยนแน่ๆ แถมยังจะยื่นขอประกันตัวอีกคนละ 1 ล้านบาืท ถ้าได้ประกันตัว
นายวัฒนา อัศวเหมหนีไปเฝ้าบ่อนเขมรกำลังรอคนอื่นๆตามไปสมทบ

รับรอง หนีคดีแน่ๆ ข่าวจากผู้จัดการออนไลน์ บอกว่าได้รับอนุญาตให้ประกันตัวชั่วคราวแล้วด้วย
คนพวกนี้ โกงกินคนละมหาศาล กับหลักทรัพย์ที่จะนำมาประกันตัว แค่ 1 ล้าน ถ้าได้รับการประกันตัว รับรองได้ว่า เกิดค่านิยม คนโกงกิน อีกมากมายเพราะ โกงแล้วหนี หรืออาจจะยอมติดคุก 3 ปี แล้วเสวยสุขบนกองเงินที่โกงไป แล้วก็ออกมาให้สัมภาษณ์สื่อ แบบเดียวกันกับ นายรักเกียรติ เพราะชั่วชีวิตคนพวกนี้ ไม่มีปัญญาหาเงิน ได้ด้วยอาชีพสุจริต ได้มากเท่า่การโกงกินแน่ นี่เป็นความบิดเบี้ยวของ กระบวนการยุติธรรม หรือ ข้อกฎหมาย หรืออะไรก็ตาม แต่ผลออกมาแบบนี้ ต้องมีอะไรเพี้ยนแน่ ต่อไปคนก็ไม่กลัวคุกตารางหรอก บ้านเมืองจะเต็มไปด้วยคนพร้อมจะหาโอกาสโกงกิน เพราะมันง่ายดี สบายดี และได้เงินแยะ
วิกฤติจริงๆ เมืองไทย

วันอังคารที่ 10 พฤศจิกายน พ.ศ. 2552

Google interview queations will make you fumble and feel stupid

การสร้างวัฒนธรรมองค์กรแห่งการเรียนรู้และเป็นองค์กรแห่งนวัตกรรมเพื่อโลกที่ดีกว่า นับเป็นสิ่งที่ท้าทายและน่าสนใจยิ่ง Google กำลังทำสิ่งเหล่านี้ และทำได้ดีเสียด้วย
มีคำถามมากมายที่ใช้สัมภาษณ์ พนักงานเข้าใหม่ ในองค์กรต่างๆ แต่ที่แตกต่าง โดดเด่น ต่อคำถามที่ใช้ในการสัมภาษณ์งาน ของชาว Google นั้น อาจทำให้ผู้ถูกสัมภาษณ์ "ท่านเซ่อร์" รับประทาน รู้สึกว่าตัวเองโง่ไปในบัดดล

นี่ตัวอย่าง 15 คำถาม จาก 140 คำถาม ทีี่ี่ชาว Google มักใช้ในการสัมภาษณ์งาน และนี่ก็เป็นคำเฉลย ทั้ง 15 คำถาม นั้น (อิอิอิ...แค่คำถามแรกก็เหงื่อตกท่ามกลางหิมะได้)

ประเด็นไม่ได้อยู่ที่ผู้ถูกสัมภาษณ์ ตอบได้ถูกต้อง เป็นคนเก่ง แล้วได้ทำงานกับ Google หรอก ผู้สัมภาษณ์ ต้องการทราบวิธีแก้ไขปัญหา วิธีการใช้เหตุผลในการตอบคำถาม และที่สำคัญ ทัศนคติในเชิงบวก หรือลบ ของผู้ถูกสัมภาษณ์ในการ คิด มองปัญหา แล้ว "หลุด" เป็นคำตอบออกมา

ทัศนคติ(attitude) อันนนี้สำคัญมาก จะสะท้อน วิธีคิด ท่าที การกระทำ จนสามารถมองเห็นบุคคลิกภาพ ตัวตนจริงของผู้ถูกสัมภาษณ์ ได้ ลำพังใช้ "คน" ตัดสิน คัดเลือก อาจโน้มเอียง หรือเอนเอียง (subjective)ได้ องค์กรที่ดี ที่ทันสมัย จึงต้องใช้ตัวแบบระบบวิเคราะห์(analytical applications) ช่วยในการประเมินผล ถ้าผู้ถูกสัมภาษณ์มีทัศนคติเชิงลบ ก็จะถูกปฎิเสธ และ ไม่ค่อยมีคนรับเข้าทำงาน โดยเฉพาะตำแหน่งงานที่สำคัญๆ เพราะ คนจำพวกนี้ สอนก็ยาก ทำงานร่วมกับใครก็ยาก มองอะไรเป็นปัญหาไปเสียหมด (Winston Churchill once said, "The pessimist sees difficulty in every opportunity. The optimist sees the opportunity in every difficulty.")

ใน ระบบการคัดกรองนักการเมืองไทยจึงต้องมีระบบประเิมินผล ว่ามีทัศนคติเป็นบวกหรือลบ ประวัติส่วนตัวและครอบครัว (background) ในอดีต เพื่อสร้างมาตรฐาน นักการเมืองให้มีมาตรฐานเสียก่อน เมื่อถึงคราวเลือกตั้ง แม้นจะเลือกคนผิด (รู้ทีหลังว่าเลือกคนไม่พร้อมทำงานเพื่อส่วนรวม) ก็ยังอยู่บนมาตรฐานหนึ่ง ต่างจากปัจจุบันนี้ หามาตรฐานอะไรไม่ได้เลย ต่อไปในบัตรลงคะแนนเลือกตั้ง ควรกำหนดให้มีช่องให้ประชาชนได้กากบาท ว่า "ไม่ต้องการเลือก หรือ ไม่ต้องการให้ผู้สมัครเบอร์นี้ทำงานการเมือง" ควบคู่ไปด้วย หากคะแนนช่องนี้สูงระดับหนึ่งก็ตัดสิทธิห้ามลงสมัครอีกต่้อไป จนกว่าจะผ่านเกณฑ์ประเมินผลใหม่

ของฝาก...

"Attitude is a little thing that make a big difference." Wiston Churchill

วันเสาร์ที่ 7 พฤศจิกายน พ.ศ. 2552

เกมเดิมพันของคุณทักษิณ

จะว่าไปแล้ว ตราบใดที่คนคนหนึ่งไม่รู้สึกผิด และยังมีพละกำลัง ทั้งสมอง เงิน พวกพ้อง ที่สำคัญกล้าได้กล้าเสีย(แต่ไม่เสี่ยงมั่วๆ) เรียกว่า เป็นพวก เสี่ยงแบบจำกัดความเสี่ยง(risk taker) และคิดยึดมั่นในสิ่งที่ตัวเองคิด หรือคิดจากตัวเองออกนอก คนลักษณะนี้ ทำได้ทุำกอย่างเพื่อให้บรรลุในสิ่งที่ตัวเองต้องการ
เมื่อตอนดำรงตำแหน่ง นายกรัฐมนตรี คุณทักษิณเองก็เชื่อเมีย จนลืมมองดูสถานะตัวเองว่า อยู่ในสถานะอะไร ทำได้ แค่ไหน ก็เลยพลาด ผมเชื่อโดยบริสุทธิ์ใจว่า ลำพัง ตัวคุณทักษิณเอง ไม่ทำเรื่องเหล่านี้แน่(ทำที่ซับซ้อน ลึกซึ้งกว่านี้) เพราะผมเห็น ความตั้งใจ ความมุ่งมั่น ที่จะนำพาประเทศไทยไปให้ทัดเทียมนานาอารยประเทศ และเป็นคนเดียวที่ทำได้ เพราะมีภาวะผู้นำ และมีวิสัยทัศน์

คุณทักษิณ "ดับเครื่องชน" กับการต่อสู้ทางการเมืองของตัวเอง กับผลประโยชน์ของตัวเอง ทรัพย์สินของตัวเอง ที่ถูก คตส. อายัติไว้ 76,000 ล้านบาท อันนี้ก็ทำกันเกินไป (เงินในกระเป๋าคุณทักษิณ 100 บาทอาจมีเงินที่มีกลิ่นไม่ค่อยสะอาด 20,30,40บาทก็ได้)คณะกรรมการ คตส. คิดและทำกับคุณทักษิณแบบสุดโต่ง ศาลคดีอาญานักการเมืองก็ตัดสินถึงกับจำคุก ก็เกินเลยไป แทนที่จะรอลงอาญา

ผมเชื่อว่า พลเอกชวลิต ยงใจยุทธ "รับแผน" คุณทักษิณ ไปพบ สมเด็จ ฮุนเซ็น นายกรัฐมนตรีกัมพูชา(โดยให้ พลเอก วิชิต ยาทิพย์ รองผู้บัญชาการทหารบก ติดต่อประสาน ผ่านทาง พลเอก เตียบัน) เป็นการทาบทามให้สมเด็จ ฮุนเซ็น แต่งตั้งให้ คุณทักษิณ เป็นที่ปรึกษา (หาก นายกรัฐมนตรี ฮุนเซ็น เห็นคุณค่า ในความเป็น "เพื่อน" และ ในความสามารถของคุณทักษิณจริงๆ ก็สมควรแต่งตั้ง คุณทักษิณ เป็นที่ปรึกษา นานแล้ว ไม่ใข่ตอนนี้) จากนั้นอาจถึงขั้น ตั้งเป็นรัฐบาลกำมะลอ ไว้ปลุกปั่น แนวร่วม ซึ่งก่อนหน้านี้ คุณทักษิณ ก็น่าจะเคยพยายามใช้ ประเทศ สหรัฐอาหรับอิมิเรตส์ หรือปรเทศอื่นๆ แต่รัฐบาลประเทศเหล่านั้น รู้จาริต และไม่อาจเอาผลประโยชน์ของประเทศมาเสี่ยง กับเรื่องไม่เป็นเรื่อง

เพื่้อ "สั่น" สถานะรัฐบาลของนายก อภิสิทธิ์ เพราะ คุณทักษิณ รู้ดีว่า สมเด็จ ฮุนเซ็น ไม่พอใจ รัฐบาลชุด นายก อภิสิทธิ์ โดยเฉพาะ รมต. ต่างประเทศ ที่ชื่อ นาย กศิต ภิรมย์ เป็นเดิมพัน และผนวกกับ คนในพรรคประชาธิปัตย์ ที่จะเดินเกมถอดยศ คุณทักษิณจึง เดินหมากนี้ บนดินแดนเืพื่อนบ้านเรา และสมเด็จฮุนเซ็น ก็ "อหังการ์" พอควร

ถ้าคุณทักษิณ ไม่ได้คิดวางแผนการและแลือกเดินตามแผนนี้ เพื่อ ลดกระแสความตึงเครียดระหว่างประเทศลง แค่ แสดงออก โดยการลาออก และไม่รับตำแหน่งที่ปรึกษาทางเศรษฐกิจของนายก สมเด็จ ฮุนเซ็น ง่ายมาก ถ้าตั้งใจจะทำ

ผลเอแบคโพลล์ ประจำัที่ 3 พฤศจิกายน 2552 เมื่อถามถึง ความอยู่รอดของประเทศ กับผลประโยชน์ของตัวเองกับครอบครัว พบว่า 50.5% เลือกเอาความอยู่รอดของประเทศมาก่อน ขณะที่ 33.8% เลือกผลประโยชน์ของตัวเองและครอบครัว มาก่อนความอยู่รอดของประเทศชาติ นี่ยังไม่ได้เปรียบเทียบระหว่างชีวิตตัวเองและคนรัก กับความอยู่รอดของประเทศ นะ ตัวเลข 33.8% น่าจะสูงกว่านี้อีก
ผลวิจัยชิ้นนี้ เป็นเครื่องชี้อย่างดีถึง ความวิกฤตของจิตสำนึกในการเสียสละ ของคนไทย ที่เห็นแก่ตัวมากขึ้นอย่างไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน ทุกๆ 1 ใน 3 คน รักตัวเองและครอบครัวมากกว่ารักชาติ สังคมไทยกำลังล่มสลาย ทางจิตสำนึกในการเสียสละ วังเวง จริงๆ อาจเป็นเพราะไม่รู้จะหาแบบอย่างที่ดีดี ดูได้ที่ไหน
คุณทักษิณ ก็อยู่ในจำพวก 33.8% ที่เลือกผลประโยชน์ของตัวเองและครอบครัว มาก่อนความอยู่รอดของประเทศชาติ
ส่วน ผลเอแบคโพลล์ วันที่ 7 พ.ย. 2552 คะแนนนิยมในตัว นายก อภิสิทธิ์ เพิ่มขึ้นมากกว่า 3 เท่า เป็น 68.6% จาก 21.1% เมื่อเทียบกับเดือน กันยายน 2552

ผลเอแบคโพลล์ ชิ้นนี้ บอกได้เลยว่า คุณทักษิณ "เดินเกมผิด" เสียแล้ว แล้วยังไม่รีบลาออจากที่ปรึกษาทางเศรษฐกิจ นายก สมเด็จ ฮุนเซ็น อีก

สรุปได้ว่า ความวุ่นวายต่างๆที่ประเทศไทยกำลังเผชิญอยู่นี้ เกิดจากนักการเมืองที่ไม่พร้อม ไม่เสียสละ มุ่งแต่แสวงหาผลประโยชน์ใส่ตัวเองและพวกพ้อง "เล่นการเมือง" ไม่ได้ "ทำงานการเมือง" จึงเกิดวัฒนธรรมทางการเมือง แบบล้มล้าง หักกัน ทำลายล้างกัน (destructive politics paradigm) จนเกินพอดี จนเกินเลยไปถึง ทำร้าย ทำลาย ผลประโยชน์ของขาติ นักการเมืองก็ยังไม่ยอมหยุด เราในฐานะผู้เสียภาษี และได้รับผลกระทบ ทุกครั้ง ที่มีปัญหาทางการเมือง จึงต้องสร้าง รูปแบบทางการเมือง (political platform) เสียใหม่ นั่นคือ ระบบการคัดกรองนักการเมือง

ของฝาก... ผมไม่รู้ว่าสงครามโลกครั้งที่สาม มนุษย์ใช้อาวุธอะไรในการสู้รบกัน รู้แต่ว่าสงครามโลกครั้งที่สี่ มนุษย์ใช้ก้อนหินและเศษไม้เป็นอาวุธ

วันจันทร์ที่ 2 พฤศจิกายน พ.ศ. 2552

สื่อกระแสหลัก กับกรณีนายรักเกียรติ สุขธนะหลังพ้นโทษ

สื่อกระแสหลัก โดยเฉพาะอย่างยิ่ง สื่อโทรทัศน์ ไม่สมควรอย่างยิ่งที่ ติดตามทำข่าวนายรักเกียรติื โดยเฉพาะในแง่ของ การนำเสนอข่าว แล้วผูกโยงกับจิตสำนึก เรื่องคุณความดี หรือ นายรักเกียรติ อยากทำอย่างนั้น อยากทำอย่างนี้ เพราะได้สำนึกแล้ว เช่น เมื่อหัวค่ำ ทางช่อง สทท. (ช่อง 11 เดิม) เสนอข่าวว่า นายรักเกียรติ อยากจะขอบวช อ้างโน่นอ้างนี่ สำนึกในพระคุณ สร้างภาพต่างๆนานา เพื่อให้สังคมสงสาร เชื่อว่า เป็นคนดีแล้ว สำนึกแล้ว นอกจากนี้ ช่องเดียวกันนี้ยังทำสกู๊ปข่าว เปรียบเทียบระหว่าง อดีต นายก ทักษิณ ชินวัตรที่หนีคดี กับ นายรักเกียรติ ที่หนีเหมือนกันแต่โดนจับได้(แต่ ข่าว สทท. ออกข่าวว่าไม่ได้หนีคดี ยินยอมรับโทษ) ผมไ่ม่เชื่อว่า คนอย่างนายรักเกียรติ จะลอกสันดานเดิมทิ้งได้ ต้องพิสูจน์กันยาวๆ มิใช่แค่ตีหน้าเศร้า เล่าความเท็จ ผ่านสื่อ ที่ไร้่สำนึก

สื่อกระแสหลัก นอกจากมุ่งค้นหาความจริง อย่างไม่ฉาบฉวยแล้ว การคัดเลือก ให้ความสำคัญกับ เนื้อหาของข่าวสาร เพื่อนำเสนอในพื้นที่ที่เหมาะสม ต่อเนื่อง เช่น ข่าวนายรักเกียรติ สุขธนะ เสนอข่าวให้รู้ว่า ติดคุกจริงๆน้อยกว่า ที่ศาลตัดสินไว้ ก็เพียงพอแล้ว ไม่ต้อง
นำเสนอ สิ่งอื่นๆ อีก สิ้นเปลืองพื้นที่ และเวลา หรือ กรณีข่าว ทุจริต โกงกินบ้านเมือง ของนักการเมือง หรือข้าราชการ เช่น ในองค์การคลังสินค้า ที่นำข้าวสาร เอย ข้าวโพด เอย ไปเช่า ไ้ว้ในโกดังของเอกชนแล้ว สินค้าเน่าเสียหาย หรือ สินค้าสูญหายไป นับพัน นับหมื่นตัน (ถ้า 1,000 ตันข้าวสารกระสอบละ 50 กก ก็ 2 ล้านกระสอบข้าวสาร หายไปจากโกดังโดยไม่มีคนรู้เห็น จับไม่ได้ บ้า แน่ๆ)

ข่าวสาร เนื้อหาข่าวทำนองนี้ต้องตามติด เจาะข่าว ทำทุกอย่างจนกว่าจะได้คนผิดมาลงโทษ และ และนำเสนอข่าวให้องค์กรเหล่านั้นแก้ไขไม่ให้ปัญหาเกิดซ้ำแล้วซ้ำอีก สมควรนำเสนอข่าว ต้องลงในพื้นที่ที่สำคัญ หรือช่วงเวลาที่สำคัญ บ่อยๆ ถี่ๆ กองบรรณาธิการ สมควรอย่างยิ่ง ที่อาจจะต้องตั้งทีมเฉพาะกิจทำเรื่องเหล่านี้โดยเฉพาะ อย่างต่อเนื่อง ตอกย้ำไปเรื่อยๆ ว่า คนโกงกิน ทุจริตต้องได้รับโทษ อย่างสาสม สังคมก็จะไม่เอาเป็นเยี่ยงอย่าง ประชาชนก็พร้อมให้ข้อมูลเพิ่มเติมอีกต่างหาก ในแง่ของคนคิดจะโกงกิน ทุจริต ต่างๆก็ อาจจะไม่ค่อยกล้ากระทำผิด ปทัสถานทางสังคมที่เรายึดถือในสิ่งที่ถูกต้องดีงาม ก็ค่อยๆ กลับคืนมา ทีละน้อยๆ

แต่ปัจจุบันนี้ คนทำข่าว สื่อกระแสหลัก ทำข่าวเหมือนเสียไม่ได้ เสนอข่าวแล้วก็แล้วไป นอกจากนั้นยังเป็นช่วงเวลาสั้นมากๆ การทำข่าวลักษณะนี้ เหมือนเล่าสู่กันฟัง ให้รู้ว่ามีการโกงกิน แต่ไร้จิตสำนึกที่จะช่วยเหลือ ชี้แนะ ป้องกัน แล้วที่เรียกว่า "สื่อเปรียบเสมือนสุนัขเฝ้าบ้าน" ก็จะเลือนหายไป เพราะสุนัขเหล่านี้ ได้แต่เห่าเบาๆ(อย่างเสียไม่ได้) แล้วก็วิ่งไปหลบซ่อน หรือ ไปเล่นอย่างอื่นแทน สังคมไทยจึงอุดมไปด้วยคนโกงกิน บ้านเมือง เพราะสื่อกระแสหลักไม่มีจิตสำนึกตรงนี้

Graig Newmark ผู้ก่อตั้ง graigslist.com เป็นเว็บไซต์ให้ผู้โฆษณาขายของฟรี ได้แสดงทัศนะต่อสื่อไว้ดังนี้ "The really good journalism was buried, not curated into the front pages , and then infrequently if at all repeated. As news customers, if big news is not prominantly displayed,and then repeated, it's a tree falling in the forest."

"สื่อสารมวลชนที่ดีดีนั้น ถูกฝังไปแล้ว(ตายไปหมดแล้ว)(ข่าวสารที่มีประโยชน์ สำคัญ) ก็ไม่ได้อยู่ในพื้นที่หน้าแรกๆ พร้อมกับลงข่าวบ่อยๆ ในฐานะผู้บริโภคข่าว ถ้าข่าวสำคัญๆไม่ได้ลงในหน้าที่มีผู่อ่านมากๆ และลงถี่หน่อย(ตอกย้ำ)มันก็ไม่ต่างอะไรกับต้นไม้ต้นหนึ่งที่ล้มลงในปาดงดิบ"(ไม่มีใครรู้ ไม่มีใครเห็น ก็ไร้ประโยชน์ที่จะทำสื่อต่อไป)

สื่อสารมวลชน ถ้าติดตามความถูกผิดต่อสิ่งที่กระทบสังคมโดยรวม แล้วนำเสนอให้สังคมได้รับรู้ อย่างต่อเนื่อง พร้อมๆกับตอกย้ำ หลักแห่งคุณธรรม ความดีงาม เป็นอย่างไร คนทำไม่ดี คนเลวสมควรได้รับการลงโทษอย่างไร คนในสังคมก็จะรู้สึกได้ว่า มีหลักยึดถือ คติพจน์ "ทำดีได้ดี ทำชั่วได้ชั่ว" ก็จะศักดิ์สิทธิ์

การถอดยศอดีตนายก ทักษิณ ชินวัตร

การถอดยศ ข้าราชการ หรือนักการเมือง เคยมีการกระทำกันในอดีต แต่ไม่ทุกกรณีแน่นอน อยู่ในดุลยพินิจ ของ เจ้าพนักงาน ว่าจะ "เล่นกับการเมือง" หรือไม่ ? หรือ "เชลียร์" หรือไม่? ถามว่า ถอดยศ อดีตนายก พันตำรวจโท ทักษิณ ชินวัตร
แล้วได้อะไร ในแง่ผู้ถอดยศ
1. ทำให้ผู้ถูกถอดยศ เสียหาย เสียชื่อเสียง วงศ์ตระกูล
2. ได้ความสะใจ ได้แก้แค้น หรือ อาจจะคิดเลยไปว่าเป็นการปราม ไม่ให้ อดีตนายก ทักษิณ ออกมาเคลื่อนไหวได้สะดวกนัก เหมือนเป็นการขู่ หรือ บอกเป็นนัยๆ ว่า ถ้าไม่หยุดการเคลื่อนไหวทางการเมือง อย่างที่ทำอยู่ก็จะถูกถอดยศ

แล้ว ประชาชนทั้งประเทศได้อะไรจากการถอดยศนี้ นอกจาก
1.ยิ่งตอกลิ่ม สร้างความแตกแยก ความเกลียดชังกันเอง ในหมู่ประชาขน เพราะฝ่ายเห็นด้วยก็ บอกดี ชอบ สะใจ ส่วนฝ่ายไม่เห็นด้วยก็ บอก ทำเกินไป สร้างความเครียดแค้นชิงชัง สร้างปัญหา ความสมัคร สมานความสามัคคีของคนในชาติ ยิ่งทำได้ยากขึ้น(ภาษีประชาชนที่ใช้ในการเกณฑ์คนร้องเพลงชาติตอน หกโมงเย็นทุกวัน หมุนเวียนไปทุกจังหวัด ก็แทบไร้ผล)
2. ถ้าการเมืองไม่นิ่ง ไม่มั่นคง ไม่มีเสถียรภาพ ข้อต่อทางเศรษฐกิจต่างๆ นโยบาย ต่างๆ ก็ไม่มีทางทำงานได้เต็มที่ ต่อเนื่อง เต็มประสิทธิภาพ (แม้แต่ยามการเมืองปรกติก็ทำได้ไม่ดีอยู่แล้วเพราะ วิธีคิดของนักการเมืองไทย) คุณภาพชีวิตของประชาชนก็ไม่มีทางมีความเป็นอยู่ที่ดีชึ้นแน่นอน มีแต่จะแย่ลง

ด้าน อดีตนายก ทักษิณ ตัดสินใจ "ดับเครื่องชน" การต่อสู้ทางการเมืองในครั้งนี้ ตั้งแต่ การหย่ากับคุณพจมาน (ชินวัตร) ดามาพงศ์ (ยังไม่ต้องพูดถึงว่าหย่ากันนี้เป็นการหย่ากัน "ชั่วคราว" หรือไม่?) เป็นการโดดเดี่ยว(เสียสละ)ตัวเองออกจากครอบครัว ในปัญหาต่างๆ ที่ตัวเองจะต่อสู้ทางการเมือง และผลที่จะติดตามมาในอนาคต

หากผมเป็นนายก อภิสิทธิ์ จะคัดค้านอย่างจริงใจต่อการถอดยศ อดีตนายกรัฐมนตรี ทักษิณ ชินวัตร นายก อภิสิทธิ์ จะสร้างมิติใหม่ทางการเมืองไทย(เล็กๆ) ที่แต่เดิม จ้องแต่จะล้มล้าง (destructive politics paradigm) หักล้าง กันและกัน ซึ่งไม่สร้างสรรค์

นี่คือท่าทีที่ท่านนายก อภิสิทธิ์ ส่้งออกไปถึงแกนนำเสื้อแดง และ คุณทักษิณ แค่นี้ บรรยากาศทางการเมืองก็ เย็นลงอย่างง่ายๆ

ทำได้เลยครับ ท่านนายก อภิสิทธิ์ ไม่ต้องรอความพรั่งพร้อมอะไรอีก นอกจาก ทัศนคติ ที่เป็นบวก และเมตตาธรรม ซึ่งท่านนายก มีอยู่แล้ว

ของฝาก...
"To build may have to be the slow and laborious task of years. To destroy can be the thoughtless act of a single day." Wiston Churchill
"การสร้างอาจเป็นงานที่ต้องอาศัยความตรากตรำ และใช้เวลานานหลายปี แต่การทำลาย เป็นการกระทำอันไร้ความคิดที่เสร็จสิ้นได้ภายในวันเดียว" วินสตัน เชอร์ชิล อดีตนายกรัฐมนตรีอังกฤษ