วันอาทิตย์ที่ 31 มกราคม พ.ศ. 2553

ต้องตรวจสอบ การจัดซื้อ ไม้ล้างป่าช้า ทุกยี่ห้อ

ใครอยากจะทดสอบ เจ้าไม้ล้างป่าช้า ก็ทำไป แต่ที่แน่ๆ ต้องตั้งกรรมการตรวจสอบ การจัดซื้อ เครื่องมือ นี้ทุกยี่ห้อ ทุกหน่วยงานที่ได้จัดซื้อไป ไม่ว่าจะซื้อกี่เครื่อง ไม่ว่าจะเป็น SNIFFEX, ADE-651, GT200, H 3 TEC, HEDD1 ALFA 6, MOLE หรือ ยี่ห้ออื่นใดที่หน่วยราชการไทยได้จัดซื้อมาแล้ว ทำความจริงให้ปรากฎ

อ. เจษฎา เด่นดวงบริพันธ์

สิ่งที่แม่ทัพภาคที่ 4 กล่าว ทำนอง นักวิชาการไม่รู้อะไร นั่งอยู่แต่ในห้องแอร์ คิดแค่มิติเดียว ไม่ได้สำผัสในภาคสนามจริง ฯลฯ นั้น (ข่าวยืนยันจะใข้ไม้ล้างป่าข้าต่อไป) เท่ากับกำลังจะบอกว่า สิ่งที่ทางการอังกฤษจับตัวเจ้าของบริษัท ไม้ล้างป่าช้าแล้ว หน่วยงานทางการสหรัฐ(The US Department of Justice warns...)(บล๊อกเกอร์, นี่ด้วย) อ. เจษฎา เด่นดวงบริพันธ์(ความในใจ อ. เจษฎา) และสื่อต่างๆ ออกมาเตือนนั้น ผิดหมดอย่างนั้นหรือ?? ตัวเอง หน่วยงานของตัวเองทำถูกต้องแล้ว อย่างนั้นหรือ?? ผู้จัดซื้อ ซื้อได้ราคาสมเหตุสมผลแล้วอย่างนั้นหรือ? นี่ก็เป็นสิ่งที่สะท้อนถึงทัศนคติของคน ที่ไม่ยอมรับอะไรที่ต่างไปจากที่ฝ่ายตัวเองคิด ฝ่ายตัวเองทำ ไม่ค่อยยินยอมให้มีการตรวจสอบ คุ้นเคยกับการทำอะไรลับๆ คนเสียภาษีไม่มีสิทธิ์ตรวจสอบเงินของเขาหรืออย่างไร? ว่าใครเอาเงินภาษีของเขาไปทำอะไร มีประโยชน์ คุ้มค่า หรือไม่ เขาทำไม่ได้หรือ ?

บล๊อกน้อง นศ. จุฬาฯ คนนี้ สะท้อนให้เห็นถึงปัญหาของผู้ใหญ่ในวันนี้ ส่งผลต่อเด็กในวันนี้ และ วันหน้า !!

ผู้เกี่ยวข้องกับ ไม้ล้างป่าช้า ผู้จัดซื้อ ทหาร หรือใครอื่นใดที่กำลังโต้เถียง หลักการทางวิทยาศาสตร์ อยู่ โดยมีเจ้าไม้ล้างป่าช้า เป็นกรณีศึกษานั้น จะส่งผลรุนแรงมากต่อ ทัศนคติ ความเชื่อ ความศัทธา ของเด็ก และเยาวชน ต่อระบบราชการ การบริหารจัดการทางการเมือง หลักแห่งคุณธรรม ความดีงาม ความถูกต้อง เพราะ เด็ก เยาวชน เรียนวิทยาศาสตร์ และหลักวิทยาศาสตร์ ไม่ได้สอนให้เชื่อ ไม้ล้างป่าช้า แต่ผู้ใหญ่ ผู้มีอำนาจ...กำลังทำสิ่งที่เด็กๆ เยาวชนเรียกว่า.... "แก้ตัว..ปกปิด..ความผิด..ตัวเอง"

วันเสาร์ที่ 30 มกราคม พ.ศ. 2553

ผลกระทบของอำนาจการเมืองต่อสังคมไทย

ฌอง ปอล สาร์ตร์ (Jean Paul Sartre) นักคิด นักเขียน และนักปรัชญา ชาวฝรั่งเศส เจ้าของปรัชญา Existentialism ที่บอกว่า มนุษย์เกิดมาพร้อมเสรีภาพ ที่จะเลืิอกทำ ไม่ทำ อะำไรก็ได้ เป็นเรื่องของปัจเจกบุคคล (จะด่า จะข่มขู่ หรือ ฆ่าใครก็ได้) แม้แต่เลือกที่จะไม่ทำอะไร ก็เลือกแล้ว แต่สิ่งที่สำคัญคือความรับผิดชอบในสิ่งตนเองได้เลือกทำลงไป

ด้วยปรัชญานี้ มีอิทธิพลอย่างยิ่งในโลกทุนนิยมเสรี ระบบตลาดสุดขั้ว (market fundamentalism) และการปกครองในระบอบประชาธิปไตย และสอดคล้องกับวิถีชีวิตของมนุษย์ ด้วยเช่นกัน เมื่อคนๆหนึ่งเกิดบ้าขึ้นมา หรือ ลุแก่อำนาจ หรือ สติแตก หรือ คิดว่าตัวเองไม่ได้รับความยุติธรรม หรือยิ่งกว่านั้น ใครจะรู้ได้ว่า คนๆนั้น หรือ กลุ่มคนเหล่านั้น จะกระทำอะไรบ้าง ได้หมด ทำได้ทุกอย่าง ตั้งแต่ ทำอย่างเรียบง่าย ไปจนถึงก้าวร้าว รุนแรง หรือ ประหัตประหาร เอาชีวิตกัน ถ้าคนๆนั้นมีอิทธิพล มีอำนาจ อยู่ในพื้นที่สาธารณะ มีเงิน มีอำนาจ บารมี ที่สามารถใหัคุณให้โทษสังคมโดยรวมได้ กระทบกับคนหมู่มากได้อย่างมหันต์ ตัวอย่างมีให้เหตุอยู่ตลอดเวลา เช่น สงครามโลก 1-2 ถล่มตึกเวิร์ดเทรด 9/11 สงครามใน อัฟกานิสถาน อิรัก การก่ออาชญากรรมรายวันต่างๆ การพิพาทระหว่างกัน การลอบสังหารคุณสนธิ การก่อความรุนแรงในสามจังหวัดภาคใใต้ หรือแม้แต่ เสธฯ แดง ออกมาข่มขู่ เอาชีวิต ศาล ตุลาการ คตส. ปปช.(ข่าว) ก็มีให้เห็นประจำ บ่อยขึ้น มากขึ้น รูปแบบรุนแรง ขึ้น

นักการเมืองเมื่อได้อำนาจรัฐ ในการบริหารจัดการ ปกครองรัฐ ย่อมต้องเสียสละ ทุ่มเท ให้สังคมอยู่อย่างผาสุก โดยกำหนดบทบาทตัวเอง ไม่ให้อำนาจทางการเมือง ไปสร้างเงื่อนไข ความไม่เป็นธรรมทุกรูปแบบ ควบคุม ดูแล สอดส่อง เมื่อมีใคร กลุ่มคนใด เอารัดเอาเปรียบ หรือ ออกมาข่มขู่ เอาชีวิตคนอื่น อย่างเสธฯแดง ทำให้สังคมโดยรวมเสียหาย แม้จะไม่ได้เกิดขึ้นจริงก็ตาม เจ้าหน้าที่รัฐ ก็ต้องจัดการ ตั้งแต่ตักเตือนไปจนถึง กักขัง จองจำ เพื่อกันคนเหล่านี้ ออกห่างผู้คน หากยังกระทำอยู่อีก ถ้าเจ้าหน้าที่รัฐ ไม่ดำเนินการอะไร ก็เป็นตัวอย่างให้บุคคลอื่นๆกระทำได้ เช่นเดียวกัน และเมื่อใครๆก็ทำได้ ก็จะเป็นลัทธิเอาอย่าง เหมือน ปิดถนนประท้วง ที่มีให้เห็นทั่วประเทศ สังคมจะอยู่อย่างไร จะสงบสุขได้อย่างไร ทุกวันนี้ก็เป็นแบบนี้

การแค่พูดตีสำนวน เฉียดเฉียน อย่าง รองนายก สุเทพ เทือกสุบรรณ ที่มีต่อเสธฯ แดง นั้น ไม่พอ บทบาทของคนรักษากฎหมายจะปล่อยให้ ใคร ออกมาข่มขู่คนอื่นทำนองนี้ แล้วไม่ดำเนินการอะไรเลย ไม่ได้ ผิดวิสัยปุถุชน พึงกระทำ แต่ก็อย่างที่เห็น ที่เป็นอยู่ เมื่ออำนาจทางการเมือง แผ่ขยาย ซึมลึก ลงสู่ทุกภาคส่วนในสังคม โยงใย ทั้งเงิน อำนาจ หน้าที่ สิทธิ มั่วไปหมด และก็เป็นอยู่อย่างนี้มานานนม สังคมจึงวุ่นวายไม่สิ้นสุด

วันศุกร์ที่ 29 มกราคม พ.ศ. 2553

GT 200 : ไม้ล้างป่าช้าที่ไร้ประโยชน์ และแพงสุดๆ

GT200 เครื่องตรวจจับวัตถูระเบิด หรืออาจารย์จาก จุฬาฯ เรียกว่า ไม้ล้างป่าช้า เจ็บปวดที่สุด คนระดับผู้นำกองทัพ หมอ หรือคนอื่นๆที่มีส่วนได้เสีย กับ ไม้ล้างป่าช้าชิ้นนี้ งมงาย อย่างไร้สติ ตรึกตรอง หรือว่า ผลประโยชน์ จากส่วนต่างของราคาไม้ล้างป่าช้า มันปิดปากอยู่ ?? (ผมยังชื่นชม คุณหมอ พรทิพย์ ที่เสียสละ ทุ่มเท อยู่นะ ขออย่าได้ออกมาพูด อย่างที่เคยพูด อีกเลย)

GT200 Detector

ที่สำคัญคือชีวิตผู้คน ที่โดนไม้ล้างป่าช้าชี้ไป ที่ตัวเขา ทั้งๆเขาเป็นผู้บริสุทธิ์ กักขังเขาไว้ สังสัยเขา และไม่ยิ่งหย่อนไปกว่ากัน ไว้วางใจไม้ล้างป่าช้า เมื่อ บ่ายวันที่ 6 ต.ค. 52 ที่ สุไหงโก-ลก มีผู้แจ้ง รถต้องสงสัยจะมีระเบิดซุกซ่อนไว้ แต่ไว้ใจ ไม้่ล้างป่าช้า เพราะมันบอกว่า ไม่มีระเบิด แต่แล้ว... ระเบิดใส่ มีผู้คนบาดเจ็บ 20 ราย ล้มตาย 1 ราย แต่ผู้บังคับบัญชากลับไปโทษคนใช้เครื่องนี้ และ ล่าสุดที่ ยะลา เมื่อวันที่ 9 ธ.ค. 52 ที่นายกมาเลย์ นาจิบ ราซัค เยือนภาคใต้ (ข่าว) (ข่าว) และ ที่อิรัก (ข่าว)

ตั้งแต่ใช้ไม้ล้างป่าช้า ช่วยในการทำงาน มีผู้เสียชีวิตเพราะ ไม้ล้างป่าช้า แล้ว 4 ราย เจ้าหน้าที่ 3 ราย พลเรือน 1 ราย บาดเจ็บไม่รู้กี่สิบราย (ข่าว)

(PLEASE HELP WARN THE POLICE IN MEXICO AND AROUND THE WORLD NOT TO BUY THESE WORTHLESS PRODUCTS THAT MAKE THE POLICE AND CITIZENS LESS SAFE. THEY JUST MAKE THE CRIMINALS SELLING THESE DOWSING RODS RICHER!)

นี่คือผลการทดสอบโดย Naval Explosive Ordnance Disposal Technology Division USA (http://www.scribd.com/doc/26050076) ผลการทดสอบ 22 ครั้ง ทำงานได้ถูกต้อง 5 ครั้ง หรือ 22.7%

ทำให้คิดสงสัย มากยิ่งขึ้นว่า จะมีการ "เลี้ยงไข้" ปัญหาภาคใต้ไว้ จะได้มีงบ ประมาณ หรือ เงินภาษีประชาชน ไปจัดซื้อ จัดจ้าง ได้อย่างง่ายๆ จะเป็นจริง ?? ขออย่าให้มีคนทำแบบนี้เลย ... เพี้ยง !!

มาถึงเรื่องสำคัญ คือเรื่องจัดซื้อแพงโค-ตรๆ !! ทั้งๆที่ราคาที่เจ้าของไม้ัีล้างป่าช้า ขายทั่วไป ก็แพงโค-ตร 82,500 บาทต่อชุดแล้ว (ข่าว) ตาสี ตาสา สั่งซื้อทางออนไลน์ได้เลย (แต่ตอนนี้เว็บไซต์ถูกปิดไปแล้ว) ตามที่เคยเขียนวันก่อนนี้ วันนี้ข่าวทีวีข่อง3 ตอนเย็น ผู้ขายบอกว่า ที่ขายแพงเพราะ มีค่าวิจัยพัฒนา และบริการหลังการขาย ฮ่า ..ฮ่า... ไม้ล้างป่าช้า มี R&D ด้วย ฮ่าๆ ตอแหล ได้หยาบมากเลย งานนี้ ต้องเอาความจริงให้ปรากฎ

ขอตั้งคำถาม ซัก 2 ข้อ ...
1. ออก TOR มาได้อย่างไร ?? ขอ TOR มาดูหน่อย
2. เมื่อผู้ขาย ขายทั่วไป ที่ราคา 82,500 บาทต่อชุด (ข่าว) แต่กองทับบก และหน่อยราชการอื่นๆ ซื้อในราคา 9 แสน-1.6 ล้านบาทต่อชุด ถ้าเป็นบริษัท ของคุณเอง จะซื้อหรือไม่ ?? มีแต่ยิ่งซื้อมากยิ่งถูก

ปัญหาของประเทศไทย ทุกๆ เรื่อง มาจาก... คน (นักการเมือง ข้าราชการ หรือผู้ที่ทำงานสาธารณะ)
1. ที่ขายจิตวิญาณ ให้กับเงิน ผลประโยชน์ เฉพาะหน้า
2. เส้นแบ่งระหว่างหลักคุณธรรม ความดีงาม และผลประโยชน์ของประเทศชาติ ประชาชน กับความชั่ว ความเลว มันเบลอ ในจิตสำนึกของคนเหล่านี้ มองไม่ชัด แยกไม่ค่อยออก
3. กระบวนทรรศน์ (mindset) ตีบตื้น คับแคบ ทัศนคติ (attitude) เชิงลบ ระบบอุปถัมภ์ ที่แปรเปลี่ยนเป็น ซ่องโจร เจ้าพ่อ มาเฟีย

"The big obstacle that remains is mindset, If you(politicians) want your folks for more prosperity and well-being, you(politicians) have to change the way you think"

วันอังคารที่ 26 มกราคม พ.ศ. 2553

เจ้าของบริษัท เครื่องตรวจจับวัตถุระเบิด GT200 หรือ ADE-651 ถูกจับแล้ว !!


เจ้าหน้าที่กองทัพบกที่เกี่ยวข้อง กับการจัดซื้อ ผู้รับผิดชอบ และผู้ให้สัมภาษณ์ข่าว รับรองคุณภาพ "เครื่องมือเก๊" (bogus equipments) จะรู้รึยังว่า เจ้าของสินค้าที่กองทัพบก และหน่วยงานต่างๆ ซื้อมานั้น ถูกทางการรัฐบาลอังกฤษจับแล้วตั้งแต่วันพฤหัสบดีที่ 21 2010 (ข่าว) ข้อหา หลอกลวงให้เข้าใจผิด (fraud by misrepresentation) เจ้าหน้าที่กองทัพบก ยังลอยหน้าลอยตา ยืนยัน แทนเจ้าของบริษัท น่าละอายจริงๆ ผ่าซี !!


นักมายากล ชาวแคนาดา-อเมริกัน ชื่อ James Randi ถึงกับประกาศให้เงินราวงวัล 1 ล้านดอลลาร์ ถ้าใครก็ตามสามารถพิสูจน์ได้ว่า เจ้าเครื่องนี้ สามารถทำงานได้จริง ได้ผลจริง แม้แต่เจ้าของบริษัท ซึ่งเป็นอดีตเจ้าหน้าที่ตำรวจ วัย 53 ปี ยังไม่กล้าออกมาพิสูจน์ประสิทธิภาพ สินค้าตัวเองเลย แต่... นายทหารกองทัพบก กล้าหาญจริงๆ

เรื่องราคาที่ซื้อ อันนี้ แพงมโหฬาร ในเนื้อข่าว บอกว่า ราคาที่บริษัทขายทั่วไป อยู่ที่ 1,500 ปอนด์ หรือ 82,500 บาทต่อเครื่อง !! (55*1,500) แต่กองทัพบกไทย และหน่วยงานอื่นๆ ซื้อในราคา 9 แสน-1.6 ล้านบาท !! (ข่าว) คูณด้วย 535 เครื่องเป็นเงิน 437 -811ล้านบาท ส่วนต่างเหล่านี้ เงินภาษีประชาชนเหล่านี้ไปอยู่ในกระเป๋าใคร ?? รับรองได้ว่า เป็นปลา ปิรันย่า ฝูงใหญ่แน่นอน ถึงคราวต้องรับกรรมติดจรวดบ้างแล้วนะ
ส่วนประเทศอิรัก ซื้อในราคา 45,000 ปอนด์ หรือ 2,450,000 บาทต่อเครื่อง !!


ผู้เขียนข่าวนี้ ตั้งข้อสังเกต ประเด็นไม่ได้อยู่ที่ เครื่องนี้ ทำงานได้ เป็นของจริง ใช้ได้ผล แล้ว(เก๊แน่ๆ) แต่อยู่ที่ ทำไม ถึงเพิ่งจะออกข่าว ห้ามขายให้กับ อิรัก และอัฟกานิสถานกัน ทั้งๆที่เจ้าเครื่องนี้ไม่มีประโยชน์ และ อันตรายด้วย (useless and dangerous) ใช้ไม่ได้ผล ทำให้คนอิรัก อัฟกันตายไปเป็นร้อยแล้ว ทำไม ? ทำไม? (ข่าว)

นี่คือ มาตรฐาน นักสื่อสารมวลชนที่ดี ที่นอกจากจะตีประเด็นแตกแล้ว ยังรุกไล่ ด้วยคำถาม จากจิตสำนึกที่รับผิดชอบต่อสังคมโดยรวม ถามหาความรับผิดชอบ

ดังนั้น การที่เจ้าหน้าที่ให้สัมภาษณ์ว่า ไหนๆ ก็ซื้อมาแล้ว ใช้ๆ ไปเถิด นั้น นอกจากจะไม่ได้ผลแล้ว ยังจะทำให้เข้าใจผิด ตรวจจับผิด เสี่ยงมีผลให้คนตายเพิ่มขึ้น จึงไม่สมควรจะใชัมันอีก

นี่หรือทหารในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ?? นี่หรือ ทหารของประชาชน ?? และข้าราชการในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว? ทหารกับนักการเมืองเหมือนกันอยู่อย่างหนึ่ง นั่นคือ ยังคงยึดโยงอยู่กับความคิดเดิมๆ อยู่ในปริมลฑล ของตัวเอง โดยไม่ยอมรับรู้ความเป็นไปของโลกที่กำลังแบนราบลง ที่ต้องเปิดเผย ตรวจสอบได้ ประชาชนต้องรับรู้เงินภาษีของเขา ใครเอาไปใช้ทำอะไรที่ไหน ? อย่างไร?

งานนี้ท่านนายก อภิสิทธิ์ ต้องทำความจริงให้ปรากฎ เอาคนโกงกิน ไปใส่คุก เอาภาษีประชาชนกลับคืนมา ดูดูแล้ว นายก งานหนักแน่ แต่ต้องแน่วแน่่ในหลักการ ครับ อาสามาทำงานแล้ว นี่นา

วันจันทร์ที่ 25 มกราคม พ.ศ. 2553

ทำไม Google ขู่จะปิดเว็บไซต์ในจีน?? ...2


ทางการจีนได้ออกมาแก้ตัวว่า ไม่ได้โจมตี หรือ แฮกข้อมูลของเว็บไซต์ Google และอีก 30 บริษัท พร้อมกับ บอกรัฐบาลสหรัฐทำนองว่า ถ้ากล่าวหากันไม่เลิกแบบนี้ อาจจะกระทบความสัมพันธ์ระหว่างสองประเทศได้

เรื่องแบบนี้มีความเป็นจริงที่เจ้าหน้าที่รัฐบาลจีนแฮกข้อมูล เพราะ ข้อมูลทุกอย่าง เว็บมาสเตอร์ของเว็บไซต์ที่ถูกโจมตี จะทราบหมด ว่าแฮกเกอร์มาจากไหน มาอย่างไร มุ่งไปที่ส่วนใด ได้อะไรไปบ้าง แค่ไหน ??


เมื่อวันพฤหัสบดี ที่แล้ว นาง Hilary Clinton รมต. ต่างประเทศ เพิ่งประกาศ ที่งานเปิดตัว Newseum เกี่ยวกับ นโยบายสหรัฐการใช้เสรีภาพทางอินเตอร์เน็ต (US policy on internet freedom) ซึ่งจะเกี่ยวโยงไปกับ การละเมิดสิทธิมนุษยชน ด้วย ซึ่งไทยเองก็ควรแก้ไข กฎหมายการกระทำผิดทางคอมพิวเตอร์ ปี 2550
ด้วยเช่นกัน เพราะให้สิทธิ์เจ้าพนักงานอย่างล้นเหลือ

ผลพลอยได้จากการแฮก Gmail ของ จีน ทำให้เราได้ใช้ Gmail ได้อย่างปลอดภัยมากยิ่งขึ้น เพราะ Google ได้ ใส่ระหัส(encrypt code ซึ่งก่อนหน้านี้ไม่มี) ที่ Gmail จะสังเกตได้ที่ Https(ใส่ระหัสแล้ว) และ Http(ยังไม่ได้ใส่ระหัส) เช่นที่เว็บเมลอย่าง hotmail ไม่ได้ใส่ระหัส การใส่ระหัสใน Gmail นี้ได้ใช้ระดับความปลอดภัย (Verisign Class 3 Primary CA) เช่นเดียวกับ การชำระเงินผ่านทางอินเตอร์เน็ต

การละเมิดสิทธิมนุษยชนทางอินเตอร์เน็ต นี้ ยังคงมีอยู่ ในโลกอินเตอร์เน็ตอีกเป็นสิบๆปี เพราะ มาตรฐานด้านมนุษยชน แต่ละประเทศ นั้นแตกต่างกันอย่างยิ่ง แต่ประเทศที่เจริญแล้วจะใช้เป็นเครื่องมือ กล่าวหา ได้ตลอดเวลา และจะกระทบ เชื่อมโยงไปกับการค้า การกีดกันทางการค้า หรืออย่างน้อยก็ทำให้ภาพลักษณ์ต่อนานาชาติ ดูไม่ดี

วันอาทิตย์ที่ 24 มกราคม พ.ศ. 2553

ถ้ากฎหมายรัฐธรรมนูญพูดได้ เธอจะพูดว่า "กูไม่เกี่ยว...โ้ว้ยยย !"


เราจะเชื่อใจ ไว้วางใจนักการเมืองได้อย่างไร ในเมื่อ คิดก็ยังคิดได้ไม่ถูกต้อง แล้วจะวาง กำหนด อนาคต ประเทศชาติ ประชาชน ไปในทิศทางที่ดี ที่เหมาะสม ยกคุณภาพชีวิต การศึกษาให้ดี ได้อย่างไรในโลกที่กำลังแบนราบลง นักการเมือง จะทำงานให้สำเร็จลุล่วง ได้อย่างไร ไม่ใช่ซื้อล๊อตเตอรี่ ที่ฟลุ๊ก ถูกได้ ที่บอกให้คนซื้อหมายเลข 123 ผู้ซื้อ ซื้อ 321 และผลสลากออก 321 ถูกได้อย่างฟลุ๊กๆ เรื่องการทำงาน ไม่มีฟลุ๊กแน่


การแก้ไขรัฐธรรมนูญมุ่งประเด็น (ข่าว)ไปที่ การซื้อเสียง ซึ่งเป็นเรื่องปลายเหตุมากๆ หรือแม้แต่ แก้ไขเรื่องการแทรกแซงข้าราชการ ก็ปลายเหตุ หรือแม้แต่ มาตรา 190 อันที่จริง กฎหมายรัฐธรรมนูญ ฉบับปี 2540 หรือ 2550 ก็ดีทั้งคู่ ที่ไม่พร้อม คือ คน คือนักการเมือง กฎเกณฑ์ กติกา ถูกกำหนดไว้ก่อน ใครเข้าสู่สนามเลือกตั้งก็ต้องรู้ทั้งนั้น แต่ นักการเมืองก็ไม่เคารพ กฎหมาย เมื่อทำผิด ถูกศาลตัดสิน ก็อ้างโน่น อ้างนี่ คนแบบนี้ไม่สมควรให้่มีโอกาส ทำงานสาธารณะ ที่มีผลกระทบคนหมู่มาก เด็ดขาด แต่เราก็ยังปล่อยปละละเลยให้คนหล่านี้อยู่แต็มสภา

นักการเมืองทุกคนรู้ดี ว่า หนึ่งในความสำคัญ ต่อการเลือกตั้ง คือ "เงิน" แต่ก็ยังไม่เห็นมีใครซักคนออกมาบอก ออกมาจำกัด เรื่องเงิน รับบริจาค ว่า่ควรจะให้นักการเมือง พรรคการเมือง รับเงินบริจาคต่อราย (ทั้งนิติบุคคล และบุคคลธรรมดา)ให้น้อยที่สุด และเงิืนของผู้สมัครเองด้วย ให้ใช้ให้น้อยที่สุด หรือไม่อนุญาตให้ใช้เลย

เราจะแก้ปัญหาการเมืองให้ได้อย่างยั่งยืนนั้น ต้องแก้ไข แบบบูรณาการ เพื่อตัด วงจรอุบาทว์ แต่การเรียกร้อง ขอแก้ไขรัฐธรรมนูญ ของบรรดา นักการเมืองนั้น เป็นไปเพื่อตัวเองและพวกพ้อง และไม่มีความจริงใจจะทำงาน อย่างเสียสละ ทุ่มแทสักนิด แต่เงินเดือนอยากได้มากๆ ซึ่งคนเหล่านี้ ก็มีอยู่เต็มสภา สภาไทยจึงเต็มไปด้วยไขมันส่วนเกิน มีกล้ามเนื้้อ น้อยมาก

คิดดูก็แล้วกัน คนกำหนดนโยบาย บริหารประเทศชาติ เป็นแบบนี้ เรายังจะฝาก อนาคตของเยาวชน ไว้ได้หรือ??? ตราบใดที่ยังไม่มี ระบบการคัดกรองนักการเมือง ประเทศไทยก็ยังจมปลักอยู่กับปัญหา อยู่กับไขมันส่วนเกิน บ้านเมืองเต็มไปด้วย แก็งอิทธิพล คนดีกลับจะอยู่ในสังคมยาก แล้วคิดจะไปแข่งขันกับใครเขาได้

วันพฤหัสบดีที่ 21 มกราคม พ.ศ. 2553

ทำไม Google ขู่จะปิดเว็บไซต์ในจีน??


เมื่อปี 2004 นักสื่อสารมวลชนชาวจีนชื่อ Shi Tao และ Wang Xiaoning ไ้ด้วิพากษ์ วิจารณ์ และเผยแพร่ข้อมูลเกียวกับ เหตุการณ์ จัตุรัีสเทียนอันเหมิน (เกิดเมื่อปี 1989) ผ่านเว็บอร์ด ของ เว็บไซต์ Yahoo ผลถูกทางการจีน จับติดคุก 10 ปี จากการส่งข้่อมูล ตัวตน ผู้โพสต์ ของYahoo ให้แก่ทางการจีน จากกรณีนี้เอง ทำให้ Yahoo ถูก สภาคองเกรสสอบสวน และ สังคมอเมริกันประณาม Yahoo สำนึกผิด ด้วยการประกาศรับผิดชอบค่าใช้จ่ายในการต่อสู้คดี ให้แก่ผู้เสียหายทั้งสอง และแล้ว 18 เมษายน 2007 ผู้เสียหายที่ติดคุก มอบหมายให้ทนาย ฟ้องร้อง Yahoo นอกจากนี้ผู้ถือหุ้น Yahoo ชื่อ Andrew Knopf ฟ้องYahoo อีก ในข้อหา ทำให้บริษัทเสียหายในคุณค่า และชื่อเสียง (company's goodwill and reputation) และถูก องค์กรด้านสิทธิมนุษยชนโลก ฟ้องร้องYahoo ต่อศาล ซานฟรานซิสโก แทนผู้เสียหาย อีกด้วย


ปี 2008 ยังษ์ใหญ่ทั้งสาม ได้แก่ Microsoft Google and Yahoo ได้จับมือร่วมกัน ทำจรรณยาบรรณสื่อ (code of conduct) เพื่อป้องกันเหตุทำนองนี้อีก (ข่าว)

ส่วนกรณี Google ที่ขู่จะถอนตัวออกจากประเทศจีนนั้น เกิดจาก(อ้างว่า) ถูกโจมตี(แฮก) ข้อมูลจากโครงสร้างพื้นฐานในหลายระดับ Google มีหลักฐาน ว่า บริษัทต่างชาติที่มีชื่อเสียง จำนวน 20 บริษัท ถูกกระทำอย่างนี้มาแล้ว มีทั้งบริษัท ด้านการเงิน อินเตอร์เน็ต เคมี สื่อ ที่สำคัญ โจมตี ที่ Gmail เพื่อ แฮกข้อมูลของนักกิจกรรมด้านสิทธิมนุษยชน แต่ทางการจีน บอกว่า Google ละเมิดกฎหมาย ปล่อยให้ประชาชน โพสต์ขายบริการทางเพศ Google ได้รับคำยกย่องจาก สภาคองเกรส สื่อมาลชน และ ประชาชนทั่วไป โดยเฉพาะ นาง Hilary Clinton รัฐมนตรีต่างประเทศ เปิดแถลงข่าวขอความชัดเจนจากรัฐบาลจีน ภายหลังได้รับข้อมูล ข้อเท็จจริง จาก Google

หาก Google ถอนตัวออกจากตลาดจีนจริง นักวิเคราะห์ คาดการณ์ว่า จะทำให้ Google สูญเสียรายได้ประมาณ ปีละ 600 ล้านดอลลาร์ และทำให้คู่แข่งด้านการสืบค้นข้อมูล (search engine) สัญชาติจีน Biadu ซึ่งกินส่วนแบ่งการตลาด อันดับหนึ่งอยู่แล้ว ยิ่งโดดเด่นยิ่งขึ้น แต่ในที่สุด เม็ดเงินที่หายไปเหล่านี้ จะกลับคืนมา จาก ความกล้าหาญ จุดยืนที่แข็งแกร่ง และแน่วแน่ ความมีชื่อเสียงที่โดดเด่น ของ Google ซึ่งหาได้ยากยิ่งในบรรษัทอื่นๆ ที่มักละทิ้งจุดยืน และเลือกที่จะกำเงินไว้แทน

วันพุธที่ 20 มกราคม พ.ศ. 2553

ใครต้องการเป็นเพื่อนกับ บิล เกตส์ มาทางนี้ !


ทันที่ที่ บิล เกตส์ สมัครใช้ Twitter เป็นช่องทางสื่อสารเพิ่มอีกช่องทางหนึ่ง บนโลกออนไลน์ ผล....ภายใน 8 ชั่วโมง มีผู้ติดสอยห้อยตาม (Followers) บิลเกตส์ มากกว่า 100,000 คน !! เฉลี่ย ชั่วโมงละ 12,500 คน นาทีละ 208 คน เชิญ....สมัครเป็นผู้ติดตาม บิล เกตส์ได้ที่ @BillGates


ภาพที่1 แสดงถึง จำนวนผู้ใช้ Twitter ทั่วโลก ยอดรวม เกือบทะลุ 100 ล้านคน

ภาพที่2 แยกผู้ใช้ twitter หลัก ตามประเทศ

เมื่อต้นปีที่แล้วได้เม็ดเงินใหม่ 35 ล้านดอลลาร์ จากบริษัทร่วมลงทุน (Venture capital) Twitter ใช้เงินลงทุนไปแล้ว 55 ล้านดอลลาร์ ก่อนได้เม็ดเงินนี้ Facebook ได้ทาบทามซื้อในราคา 500 ล้านดอลลาร์ แต่ Evan Williams and Biz Stone หุ้นส่วนผู้ร่วมก่อตั้ง Twitter ไม่ขาย ถึงแม้ตัวเว็บไซต์เองจะมีปัญหาด้านเทคนิค ไม่น้อย เรียกว่า แนวความคิดดี แต่ โค๊ดดิ้งไม่ดี

ไม่น่าเชื่อว่า เม็ดเงินเป็นพันๆล้านบาท เพื่อสร้างเว็บไซต์ ระดับโลก หนึ่งเว็บไซต์

ถึงแม้น เว็บไซต์ ด้านเครือข่ายสังคมออนไลน์ (social networking) จะดังเป็นพลุแตก เติมโตได้รวดเร็ว ปีละ เป็น100% แต่รูปแบบธุึรกิจ ที่สามารถทำเงินได้ อย่างเป็นกอบเป็นกำ ยังหาไม่พบ ไม่ว่าจะเป็น youtube Myspace Facebook และ น้องเล็กอย่าง Twitter ก็ตาม

วันจันทร์ที่ 18 มกราคม พ.ศ. 2553

มองดูความช่วยเหลือ ไฮติ ย้อนกลับมองประเทศไทย


แผ่นดินไหว ขนาด 7 ริกเตอร์ ในไฮติครั้งนี้ ใหญ่ในรอบ สองร้อยปี คาดว่าจะมีผู้เสียชีวิต ร่วม สองแสน ราย ไร้ที่อยู่อาศัย ร่วม สามล้านชีวิต ทำให้รัฐบาลไฮติเอง จัดการอะไรไม่ได้เลย แทบทุกอย่างเป็นอัมพาธไปหมด ภาพผู้คนที่ติดอยู่ภายในตึกที่ถล่มทับ กลบทับทั้งยังหายใจอยู่ นับหมื่น นับแสนราย มีทั้งเด็ก ผู้ใหญ่ ชาย หญิง แม้แต่คนตั้งครรภ์ รอความช่วยเหลือ รอการถูกค้นพบ ผ่านไปทุกๆวินาทีอย่างเจ็บปวด ทรมาร แต่กำลัง พลังความช่วยเหลือ ก็ยังช่วยได้ช้า เกินไป(ในแง่ผู้ประสบเคราะห์กรรม)


สื่อสารมวลชน ทั้งสื่อเก่า และสื่อใหม่ มีส่วนอย่างสำคัญยิ่งในการบอกเล่า เรื่องราวให้ชาวโลกที่รับรู้ รับทราบถึงสภาพ ความเจ็บปวด ทรมาน ความหิวโหย อย่างแสนสาหัส อย่างชัดเจน สร้างความสะเทือนใจ เวทนา ที่ใครเห็นก็แทบกลั้นน้ำตาไว้ไม่ไหว ต่อผู้ประสบเคราะหฺ์กรรม และเข้าใจได้ไม่ยาก ของผู้ปล้นสดมภ์เพราะความหิวโหย

ทั้งทรัพยากร แรงกาย แรงใจจากทั่วมุมโลกหลั่งไหลสู่ประเทศไฮติ อย่างมากมาย ประชาชนชาวไทยเองก็ช่วยกันบริจาคผ่านบัญชี "กองทุนคนไทยช่วยผู้ประสบภัยเฮติ" หรือ ผ่านสภากาชาดไทย (ผู้บริจาคกรุณาตรวจสอบเบอร์บัญชีให้แน่นอน) น่าจะได้ นับ 10 ล้านบาท เป็นพลังที่ช่วยเหลือ เกื้อกูล ในชะตากรรมต่อเพื่อนมนุษย์ด้วยกัน ในยามทุกข์ยาก ซึ่งเป็นสิ่งที่อยู่ในวิญญาณ จิตสำนึกของสัตว์ที่เจริญแล้วอย่างมนุษย์

หันกลับมามองประเทศไทย ที่แกนนำ เสื้อสีเหลือง สีแดง และนักการเมือง บางคน กลับ ยุแหย่ให้คนในชาิติตัวเองแท้ๆ เกลียดกัน บาดหมางกัน ร้าวลึก ด้วยความคิด ทัศนคติ ที่คับแคบอย่างยิ่ง แต่อวดอ้าง เสแสร้ง แสดงตัวอยากมีอำนาจ จะแก้ไขปัญหาประเทศ ...ทุเรศสิ้นดี

เคราะห์กรรม ทุกข์ยาก อันเกิดจาก ภัยพิบัิติตามธรรมชาติ เกิดในประเทศใด ส่วนใดของโลก ผู้คนทั่วโลกเทแรงกาย แรงใจ ช่วยเหลือ เคียงบ่าเคียงไหล่กันเสมอมา แต่ ในกรณีประเทศไทยที่สร้างเรื่อง ยุแหย่ กันเองจน ทำร้ายคนในชาติกันเองเยี่ยงนี้ ชาวโลกมีแต่สมเพท สมน้ำหน้า !!

วันอาทิตย์ที่ 17 มกราคม พ.ศ. 2553

ล๊อตเตอรี แพงๆมั๊ยคร๊าบบบ...จบ


3. จะบริหารจัดการอย่างไรไม่ให้มีสลากเกินราคา??

อันที่จริง ไม่น่าจะยากนะ ถ้า่จริงใจและตั้งใจแก้ไขปัญหา ไม่แกล้งโง่ หรือ เงิน ผลประโยชน์ปิดปาก กองสลาก เป็นองค์กรที่มีไขมันส่วนเกินแยะมาก ถึงมากที่สุด กล้ามเนิ้อแทบไม่มีเลย ทำธุรกิจผูก
ขาด ใครทำแข่งก็ไม่ได้ แต่ดันยอมเสียค่าตัวแทนจำหน่าย ปีๆหนึ่ง จ่ายให้ตัวแทนจำหน่ายสลากกินแบ่ง สองพันกว่าล้านบาท ตัวกองสลากเองแทบไม่ต้องทำอะไรเลย ก็ยังมีค่าบริหารสูงปีละ นับพันล้านบาท


Dynamic pricing: real-time pricing model รูปแบบการบริหารราคาที่สามารถขึ้นลงได้ตามความต้องการของตลาด แบบทันที

รูปแบบนี้ใช้กันอย่างแพร่หลายในระบบโรงแรมเครือข่ายทั้งในประเทศไทยและต่างประเทศ เช่น เครือโรงแรม แมรีออท หรือ การจองตั๋วเครื่องบิน หรือแม้แต่ การกู้เงินจากสถาบันการเงินต่างๆ เช่น ผู้กู้ เสียดอกเบี้ย MLR + 1 บ้าง +2 บ้าง หรืออาจจะ -1 หรือ -2 เป็นต้น ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับ เครดิตของผู้กู้ การกำหนดราคาแบบนี้เรียกว่า
การกำหนดราคาอิงข่วงเวลา (Time -based pricing)

ซึ่งเหมาะสมมากๆ ในแง่กองสลากจะนำไปใช้ เพราะ ไม่มีคู่แข่ง จึงสามารถ เก็บข้อมูล ทั้งประวัติผู้ซื้อสลาก โดยเฉพาะพฤติกรรมการซื้อสลาก โดยไม่ต้องกังวลราคาจากคู่แข่งขันอื่นๆ

ผลดี
1. ตัดคนกลางออกไป ไม่จำเป็นต้องมีตัวแทนจำหน่าย ทำให้กองสลากประหยัดเงินทันทีปีละ 2พันล้านเป็นอย่างน้อย
2. ประหยัดจากการพิมพ์สลาก กำจัดสลาก อื่นๆ
3. เมื่อผู้ซื้อสลากได้โดยตรงผ่านเครื่องที่ว่า ราคาสลากจะไม่นิ่ง จะขึ้นลงตามความต้องการของตลาด ตาม"เลขเด็ด" ที่แต่ละคน แต่ละสถานที่จะคาดการณ์กันไป
4. เมื่อผู้ซื้อสลากที่เคยซื้อสลากใบละ แพง ๆ ถึง 120 บาท เมื่อได้ซิ้อในราคาที่ถูกลง เกิดความพึงพอใจ ภาษานักการตลาดเรียกว่า Consumer surplus ที่คิดว่าตัวเองได้กำไร จากที่เคยซื้อแพง แล้่วซื้อได้ถูกลง
5. เป็นการสร้างกำไรสูงสุด (maximize profit) โดยราคาจะถูกกำหนดโดยความต้องการของตลาด
6. มีความเป็นธรรม กับผู้ซื้อสลากทุกคน เลขสลากเด็ดๆ ก็อาจต้องจ่ายแพงหน่อย ส่วนสลากที่ไม่เป็นที่นิยมก็ ถูกลงแน่นอน แต่ก็มีโอกาสถูกรางวัลได้เท่าเทียมกัน
7. บรรลุเป้าหมายคือ สลากเกินราคา เพราะไม่มีราคาแน่นอนตายตัว 80 บาทเหมือนแต่ก่อน

ส่วนเงินรางวัลนั้น ก็สามารถออกแบบอย่างไรก็ได้ ให้สัมพันธ์ กับจำนวนผู้ซื้อลขสลากนั้นๆก็ได้ เช่น เมื่อมีผู้นิยม เลข ที่เหมือนๆกัน จำนวนมาก ก็กำหนดให้ถัวเฉลี่ยเงินรางวัลกันไป เป็นต้น

วันเสาร์ที่ 16 มกราคม พ.ศ. 2553

ล๊อตเตอรี แพงๆมั๊ยคร๊าบบบ...3


2 การเพิ่มสลาก เข้าสู่ระบบแก้ปัญหาสลากเกินราคาไม่ได้ เพราะ เท่าที่ฟังดูเพิ่ม14 ล้านฉบับ(ข่าว) คนที่คิดเรื่อง Demand pull, supply push strategy เพื่อแก้ปัญหาสลากเกินราคานั้น ไม่น่าจะได้ผลในกรณีนี้ ซึ่ง เมื่อสลากเพิ่มขึ้น ผู้ค้าสลากที่มีเงิน(ซึ่งในระบบ มีมากจริงๆ ตราบใดที่โครงสร้าง การจัดจำหน่ายสลากของกองสลาก ไม่เป็นธรรม ยังผูกขาดได้ สมคบคิดกันได้ และกฎหมายไม่ศักดิ์สิทธิ์ ไม่รุนแรง)ก็ จะ ยิ่งเก็งกำไร ทุ่มเม็ดเงินสู่ตลาดมากยิ่งขึ้น แม้บางครั้งกำไรต่อหน่วยอาจจะลดลง แต่เมื่อ ได้ปริมาณ ที่เพิ่มขึ้น ตัวกำไรก็ไม่ลดลง ผลเสียกลับกลายเป็น คนขายสลากจะรุกหนัก ทำให้ตลาดขยายตัว ทำให้คนเล่่นเพิ่มมากยิ่งขึ้น เมื่อคนเล่นมากขึ้นเรื่อยๆ สลากเกินราคาก็ยังคงไม่ได้รับการแก้ไข กองสลากก็จะต้องเพิ่มสลากเข้าสู่ระบบอีก ต้องทำอย่างนี้ไปเรื่อยๆ หรืออย่างไร ?? ซึ่งไม่น่าจะตรงประเด็น จึงไม่น่าจะแก้ปัญหาได้

จากภาพด้านบน ป้ายราคาที่ขายเกินติดไว้ให้เห็นอย่างชีัดเจนยังไม่มีปัญญาบังคับใช้กฎหมาย

สมมุติว่าเพิ่ม อีก เท่าตัว หรือ อีก 100 ล้านฉบับล่ะ?? เรียกว่า ให้เหลือแน่ๆ ล่ะ

ยิ่งไม่ควรทำเพราะ ...
1 เท่ากับมอมเมาประชาชน อย่างหนัก
2. แก้ปัญหาไม่ตรงจุด
3. สิ้่นเปลืองทรัพยากร ต้นทุนในการพิมพ์ การกำจัด การรับคืนสลาก แพงขึ้น
4. อาจต้องเพิ่มเงินรางวัล เพราะ โอกาสถูกยิ่งน้อยลงทำให้ไม่น่าสนใจ พอเพิ่มเงินรางวัล ก็กระตุ้นตลาดให้โตอีก วนกลับมาที่เดิม คือ ขายเกินราคา
5. ฯลฯ

ที่แน่ๆ เม็ดเงินกำไร ของผู้ค้าสลากรายใหญ่ๆ ที่เป็นเสือนอนกิน(เงินคนยากจน) เป็นผู้อุปถัมภ์ ค้ำชู พรรคการเมือง บางพรรค หรือทุกพรรค แน่ หรือ เกี่ยวโยงกันกับผลประโยชน์อื่นๆ ต้องมีแน่ ดั่งที่หม่อยอุ๋ยตั้งข้อสังเกต เพราะความสกปรก ผลประโยชน์ ตรงนี้มีมากเหลือเกิน แต่ยากที่จะชำระล้างให้หมดไปได้
ผลประโยชน์ตรงนี้ได้ตั้งแต่ รมต. มหาดไทย และ หรือ รมช.มหาดไทยถูกใส่พานให้โดยตำแหน่ง สำนักงานตำรวจแห่งชาติ นักการเมือง พรรคการเมือง ผอ.กองสลาก คณะกรรมการกองสลาก ใครจะได้มากน้อยเท่าไหร่ เท่านั้นล่ะ ที่จริง แก้ปัญหาสลากเกินราคาง่ายมากเลยนะ แค่เอา ใครก็ได้ ที่ซื่อสัตย์ สุจริต มุ่งมั่น จริงจัง ไปเป็น ผอ. กองสลาก ก็แก้ได้แล้ว(เอาคนดี เก่ง มีคุณธรรมไปสร้างระบบที่ดี) แถมยังทำให้ผลประกอบการกองสลากดีขึ้นอย่างไม่เคยเป็นมาก่อนด้วย

ท่านนายก อภิสิทธิ์ เหลือเวลาไม่มากนักหรอกนะ ถ้าตั้งใจจะทำงานให้บ้านเมือง อย่างที่ใจมุ่งมั่น น่ะ เพราะ ณ ขณะนี้เป็นผู้บริหารสูงสุด ยังไม่มีปัญญาแก้ไข ซึ่งหลายต่อหลายเเรื่อง ของบ้านเมือง ไม่ว่าจะเป็น ความเป็นธรรมในสังคม ผู้บริโภคถูกเอารัดเอาเปรียบ จากผู้ประกอบการ ในทุกกลุ่มอุตสาหกรรม แก้ปัญหาการเมืองที่แค่แนวความคิด ก็ผิดแล้ว ที่ไปโทษรัฐธรรมนูญ ระบบราชการที่เล่นพรรคเล่นพวก ซื้อขายตำแหน่ง คุณธรรมความดีงาม ความสามารถ อยู่รั้งท้ายของเกณฑ์วัดผล ดูที่สำนักงานตำรวจแห่งชาติเป็นตัวอย่าง จนบัดนี้ ท่านนายก อภิสิทธิ์ ยังไม่สามารถตั้งผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติได้เล้ยยยย ประชุม ก.ตร. กี่ครั้งมาแล้ว แค่นี้ก็อนุมานได้แล้วว่า เมืองไทย มีปัญหาหนักหนาสาหัสแค่ไหน ผมถึงกล้าฟันธงว่า ถ้าไม่มีระบบการคัดกรองนักการเมือง ซึ่งจำเป็นอย่างยิ่ง ในระบบทุนนิยมเสรี ประเทศไทยจะถดถอยลงทุกวัน ต่อไป ใครฆ่าใคร ที่ไหนก็ได้ ไม่มีใครกลัวใคร เพราะกลุ่มอิทธิพล ครองเมือง เหมือนอย่างประเทศฟิลิปปินส์ที่มีการสังหารหมู่ 57 ศพ ออ.... เมืองไทยก็มี กลุ่มอิทธิพลพกปืน ยิงคนคัดค้านที่ตลาดสดคลองเตย (ข่าว) หรือ การลอบสังหาร คุณสนธิ ลิ้มทองกุล จนบัดนี้เรื่องเงียบไปแล้วววว หาคนลงมือ คนสั่งการไม่ได้ ความเป็นธรรมในสังคมอยู่ไหน ??? หรือว่า คนถืออาวุธจะเป็นคนบอกว่า ความเป็นธรรมในสังคมอยู่ไหน?? อย่าคิดว่าเรื่องเหล่านี้เป็นเรื่องเฉพาะตัว เฉพาะคน เป็นเรื่องของระบบที่ไปเสริมสร้างคน กลุ่มคนที่ไม่เห็นคุณค่า ชีวิตคนอื่น ไม่เคารพกฎหมาย เห็นแต่ประโยชน์ฺตน แต่ยังคงอยู่ในสังคมได้อย่างสง่าผ่าเผย เชื่อเถิด..... คนดีจะห่างหายไปจากสังคมไทย เพราะคนทำดีจะไม่ไ้ด้รับการปกป้อง ดูแล สังคมไทยจะกลายเป็นสังคมที่ไม่น่าอยู่อีกต่อไป นี่คือสิ่งที่ในหลวงทรงห่วงพระทัย

ตอนต่อไปค่อยว่ากันเรื่อง แนวทางการบริหารจัดการ สลากเกินราคาให้หมดไป

วันพฤหัสบดีที่ 14 มกราคม พ.ศ. 2553

ล๊อตเตอรี แพงๆมั๊ยคร๊าบบบ...2


เนื่องจาก การจำหน่ายสลาก ของกองสลาก เป็นการจัดสรรผลประโยชน์กันเอง แล้วไม่รับผิดชอบต่อสังคมอะไรเลย นอกจากนี้ยังสร้างระบบที่ไม่เป็นธรรมในสังคม เอาเปรียบคนยากคนจน ที่พอจะฝากความหวังแม้จะลมๆแล้งๆ แต่ก็เป็นความหวังเดียว ที่คนจนๆ สามารถหวังได้ ด้วยตัวเอง เพราะรัฐ หรือนักการเมืองไม่สามารถทำให้คุณภาพชีวิต การศึกษา ของเขาดีขึ้น ระบบที่กองสลากทำอยู่จึง เหมือนดูดเงินคนยากจนไปปรนเปรอ คนมีเงิน ดูแล้วไม่เข้าท่า


ด้วยมูลค่าตลาดเฉพาะล๊อตเตอรี่ ที่ราคา 80 บาท มีมุลค่า 44,160 ล้านบาทต่อปี ถ้ารวมการออกสลากพิเศษด้วยแล้วอาจจะร่วม 50,000 ล้านบาทได้ และกองสลากผูกขาด ขายคนเดียว แต่ไปยอมเสียเงินให้กับ ตัวแทนขายสลาก เหมือนยกเงินประชาชนไปให้คนอื่นโดยง่ายๆ เมื่องวดปี 2549 เป็นเงิน ถึง 2,300 กว่าบาท เป็นอย่างนี้มาทุกๆปีๆละเป็นพันๆล้าน เรียกว่าเป็น "ค่าส่วนลดผู้แทนจำหน่าย" ค่าบริหารจัดการอีกปีละ 1,000 กว่าล้าน นี่คือขุมทรัพย์ อภิมหาขุมทรัพย์ ที่ใครๆก็อยากได้ อยากเป็น อยากเข้ามาบริหาร เพราะเป็นเสือนอนกิน (เงินคนยากจน) แถมยังทวงบุญคุณได้อีกว่า หาเงินให้รัฐปีละเป็นพัน เป็นหมื่นๆล้าน

ตอบคำถามที่คราวที่แล้วถามว่า...

1. การเก็งกำไร เกิดขึ้นได้อย่างไร ??
เกิดจาก ความต้องการเทียบ (Artificial demand) ของผู้ค้าสลาก หรือตัวแทนจำหน่ายที่กองสลาก ขายผ่าน นั่นแหละ "ปั่นราคา" "กักตุน" "ทุ่มตลาด" ของคนมีเงิน เหมือน "ปั่นหุ้น" แต่ปั่นหุ้นผิดกฎหมาย ปั่นหวย(ล๊อกเตอรี่) ไม่ผิดกฎหมาย โดยอิงความต้องการจริงบ้าง ตามสถานการณ์

ผู้ค้าสลาก ทราบแน่นอนอยู่แล้วว่า กองสลากออกสลากงวดละกี่ฉบับ ? (46 ล้านฉบับ) ไม่มากกว่านี้แน่นอน ราคาที่เคยขายส่งอยู่แต่ละทอด แต่ละช่วงต่อที่เรียกว่า ยี่ปั้ว ซาปั้ว สี่ปั้ว ไปเรื่อยๆ เม็ดเงินของผู้ต้องการเก็งกำไร หรือ ต้องการปั่นราคา มีมากมาย เกินกว่า จำนวนฉบับสลาก มากมายนัก ราคาจึงวิ่งขึ้นลง วันละหลายหน ตัวแทนผู้ค้าสลากรายใหญ่ ที่มีเล่มสลากอยู่ในมือมากๆ เป็นหมื่นๆ แสนๆเล่ม(เล่มละ 100 ใบ) มีช่องทางรวบรวม หรือมีช่องทางหาซื้อได้เก่ง ก็จะเป็นตัวเล่น (play maker) พวกนี้เป็นคน "ปั่นราคา" เมื่อได้ราคาพอใจ หรือ ถึงกำหนดเวลา ก็ขายออก ผู้ค้ารายย่อยเป็นเครื่องมือ เป็นช่องทางการจำหน่าย ซื้อแพงก็ขายแพง และผู้ค้าสลากรายย่อยเหล่านี้ เป็นผู้รับความเสี่ยงเองหากขายสลากไม่หมด หรือเลขสลากที่ไม่เป็นที่นิยม

พวกที่อ้างว่ามีต้นทุนแพงเพราะ ต้้อง ดั้นด้น เสาะหา รวมเลขสลากเด็ดๆ เป็นชุดๆ ไว้ บริการนั้น เป็นข้ออ้าง เพราะถ้าเป็นอย่างนั้นจริง ราคาสลากก็น่าจะแพงเฉพาะ ชุดๆ นี่แพง (แม่งงงงง) ทุกใบ ราคาแพงเหมือนกันหมด

ล๊อตเตอรี แพงๆมั๊ยคร๊าบบบ...1


เท่าที่ผมได้เข้าเยี่ยมชม เว็บไซต์กองสลากกินแบ่ง ที่หน้าเว็บไซต์บอกว่าเปิดให้บริการตั้งแต่ปี ก.ค. 2548 แต่กลับมีผู้เยี่ยมชมเพียง 115,776 ครั้ง หรือประมาณวันละ 72 ครั้ง สรุปว่า ทั้งการออกแบบเว็บไซต์ การวาง layout สีสรร เมนูการเรียกใช้ เรียกว่า "ฮ่วยสุดๆ" (ออ...แล้วก็ ไม่ค่อยตอบรับกับบราวเซอร์โครม(Chrome) ของ Google ซึ่งทางเว็บบราวเซอร์ แจ้งทุกครั้งว่า ที่เว็บไซต์กองสลากมี ไวรัส หรือสปายแวร์ ที่อาจทำอันตรายเครื่องได้ ...ป็นไปได้อย่างไร??) โปรแกรมสำเร็จรูปที่มีให้ใช้ฟรีๆ บนอินเตอร์เน็ต สมัยนี้ยังทำได้ดีกว่ามากมายนัก และส่วนใหญ่ เว็บไซต์ทางราชการก็จะเป็นทำนองนี้ มีให้รู้ว่ามี เท่านั้นพอ ไม่สนใจถึงคุณประโยชน์ กองสลาก ยังมีแผนการลงทุน ระบบ ไอที และสำนักงาน ผมไม่่ทราบเหตุผลว่า ทำไม สำนักงานกองสลากไม่ไปอยู่รวมกันที่ศูนย์ราชการ ถนนแจ้งวัฒนะ เหมือนส่วนราชการอื่นๆ


ข้อเท็จจริง
สำนักงานกองสลาก ขึ้นอยู่กับกระทรวงมหาดไทย 1 เดือนออกสลาก สองงวดๆละ 46 ล้านฉบับๆละ 40 บาท คู่ละ 80 บาท (ราคาหน้าสลาก) แต่กองสลากขายให้ตัวแทนที่เป็นเอกชน ในราคา 73.60 บาทต่อฉบับ เอกชนที่ได้จัดสรร เป็นตัวแทนจำหน่ายแทนกองสลากมีส่วนต่างอยู่ 6.40 บาทต่อคู่ หรือ 8 % ของราคาหน้าสลาก ก่อนหน้านี้ให้ 7% ถ้าจำหน่ายหมด เป็นเงิน 256 ล้านบาทต่องวดโดยประมาณ เดือนละ 512 ล้านบาท อันนี้ผู้ค้าสลากรับไปแบ่งกำไรกัน ไม่รวมส่วนที่เกินจาก 80 บาท และไม่รวมการออกสลากพิเศษ

กองสลาก มอบหมายให้เอกชนรับไปจำหน่าย อ้างว่าลดความเสี่ยง ฮ่าๆ ฮ่าๆ เสี่ยงมาก เลย กองสลากก็เลยกลายเป็นเสือนอนกิน(เงินคนจน) โดยให้ส่วนลดตามที่บอก แต่ไม่มีปัญญาควบคุมสลากเกินราคาได้!!
ควาจริงไม่ใช่ไม่มีปัญญาหรอก สมคบคิด กันต่างหาก ของผู้มีส่วนได้-เสีย เพราะกฎหมายค้ำคอไว้ ที่ 73.60 บาท ต่อใบ(คู่) แต่ด้วยความละโมบ ไม่สนใจความถูกต้องดีงาม จึงเป็นอย่างที่เห็น

ทุกปีงบประมาณ กองสลากส่งรายได้ร้อยละ 28 ให้รัฐ(จากเว็บไซต์กองสลาก)
2542 เป็นเงิน 7,304.89 ล้านบาท
2543 เป็นเงิน 9,373.44 ล้านบาท
2544 เป็นเงิน 4,885.96 ล้านบาท
2545 เป็นเงิน 5,456.17 ล้านบาท
2546 เป็นเงิน 7,504.82 ล้านบาท
2547 เป็นเงิน 8,872.30 ล้านบาท
2548 เป็นเงิน 10,358.49 ล้านบาท
2549 เป็นเงิน 11,174.31 ล้านบาท
2550 เป็นเงิน 14,000.57 ล้านบาท
โดยมีประโยตทองว่า.."ผู้ซื้อสลากกินแบ่งทุกคนมีส่วนร่วมในการพัฒนาประเทศ"

ตามกฎหมายกองสลาก หมวด 6 มาตรา 39 กำหนดบทลงโทษไว้ ว่าผู้ใดขายสลากเกินกกว่าราคาหน้าสลากต้องถูกปรับเป็นเงิน 2,000 บาท เท่านี้ จริงๆๆๆๆๆ

สภาพที่เป็นจริง

ผู้ชอบเล่น ชอบเสี่ยงรายย่อย(end users) ซึ่งเป็นความหวังว่าจะรวยๆเมื่อถูกล๊อตเตอรี่ ต้องซื้อสลากบางครั้งสูงถึง ใบละ 120 บาท ผมเพิ่งทราบเหมือนกันว่า สลากกินแบ่งรัฐบาลไทยสามารถเก็งกำไรได้วันละหลายๆหน ราคาวิ่งขึ้น - ลง ตลอดเวลา เหมือนหุ้่น หรือ สินค้าโภคภัณฑ์ โดยมีตลาดซื้อขายที่สามารถตรวจสอบราคาได้ที่หน้ากองสลาก ถนนราชดำเนิน และ อ. วังสะพุง จ.เลย เป็นไปได้อย่างไร??

1. การเก็งกำไร เกิดขึ้นได้อย่างไร ??
2. การเพิ่มสลากเข้าสู่ระบบแก้ปัญหาสลากเกินราคาได้หรือไม่ ?? ตอบเลยว่้าไม่ได้
3. แล้วจะจัดการอย่างไรดี??

วันพุธที่ 13 มกราคม พ.ศ. 2553

นักการเมือง,ข้าราชการ : ไขมันส่วนเกิน ....2


เมื่อวันศุกร์ที่แล้วไ้ด้เขียนถึง ไขมันส่วนเกินที่ ก.พ. เก็บรักษาไว้ วันนี้ จึงอยากจะให้เห็นภาพ ว่าไขมันส่วนเกินใน ก.พ. นั้น มีลักษณะเป็นเช่นไร ...เชิญอ่านได้ที่นี่ ซึ่งหลายคนอาจจะเคยได้ทราบมาบ้างแล้ว


ผมไม่รู้ว่า ไขมันส่วนเกินในระบบราชการ มีกี่คน กี่เปอร์เซ็นต์ ของจำนวนข้าราชการทั้งประเทศ 1.28 ล้านคน
เมื่อปี 2550 งบรายจ่ายบุคคลากร คิดเป็น 27.20% ของงบประมาณแผ่นดิน

ข้าราชการพลเรือนประกอบด้วย

1. ขรก. ครูและบุคคลากรทางการศึกษา จำนวน 463,565 คน คิดเป็น 36.35%
2. ขรก. พลเรือนสามัญ จำนวน 364,486 คน คิดเป็น 28.58%
3. ขรก. ตำรวจ จำนวน 211,604 คน คิดเป็น 28.58%
4. ขรก. พนักงานส่วนตำบล จำนวน 64,736 คน คิดเป็น 5.07%
5. ขรก. พนักงานเทศบาล จำนวน 57,712 คน คิดเป็น 4.21%
6. ขรก. พลเรือนในสถาบันอุดมศึกษา จำนวน 53,084 คน คิดเป็น 4.16%
7. ขรก. กทม. จำนวน 35,417 คน คิดเป็น 2.78%
8. ขรก. องค์กรอิสระตามรัฐธรมนูญ จำนวน 11,553 คน คิดเป็น 0.91%
9. ขรก. อบจ. จำนวน 8,160 คน คิดเป็น 0.64%
10. ขรก. ตุลาการ จำนวน 3,813 คน คิดเป็น 0.30%
11. ขรก. อัยการ จำนวน 2,854 คน คิดเป็น 0.22%
12. ขรก. รัฐสภา จำนวน 2,366 คน คิดเป็น 0.19%

"อันคนในอำนาจ พิษวาสดั่งใจปอง
ไม่ีเหลียงและแลมอง ตอบสนองประชาชน
เป็นข้าราชการ ทำเป็นมารมิเคยสน
กิจการบ้านเมืองตน ยังเวียนวนและวุ่นวาย
ถึงที่มิทำงาน มีแต่ญาณมิมีกาย
ฤาว่าสุขสบาย บนทุกข์ของประชา
ผองชนขอช่วยเหลือ ข้าราชฯเบื่อมิเยียวยา
ใครต่างพากันว่า เป็นขี้ข้า ราชการ"

กลอนจาก..บล๊อกนี้

วันอังคารที่ 12 มกราคม พ.ศ. 2553

ฮอลลีวู๊ด โมเดล (Hollywood Model)


สมัยก่อน ผู้กำกับภาพยนตร์ ฮอลลีวู๊ด ที่ต้องการ "ทุนทำหนัง" แค่บินไปตะวันออกกลางพร้อมด้วยกระดาษ เอสี่ 3-4 แผ่น แล้วพูดคุยกับ ชีค เจ้าผู้ครองนครรัฐ หนึ่งรัฐใด ก็สามารถได้ทุนทำหนัง ขนาด 50 ล้านดอลลาร์ได้สบายๆ แต่ปัจจุบันนี้ ไม่ได้แล้ว


ปัจจัยแห่งความสำเร็จ

ตลาดภาพยนตร์ที่ใหญ่ เป็นที่รู้จัก มี 4 ประเทศ ได้แก่ สหรัฐอเมริกา อินเดีย ฮ่องกง และ ไนจีเรีย เฉพาะ สหรัฐอเมริกา จากข้อมูลวิจัย มีมูลต่าตลาดภาพยนตร์ เมื่อปี 2003 ประมาณ 9.2 พันล้านดอลลาร์(ปัจจุบันประมาณ 13 พันล้านดอลลาร์) เฉลี่ย คนดูหนัง 5.74 เรื่องต่อคนต่อปี เฉลี่ยค่าตั๋วหนังใบละ 6.04 ดอลลาร์ เทียบได้กับจำนวนประชากรที่ดูหนังได้ 265 ล้านคน หรือ 90% ของประชากรทั้งประเทศ

การบริหารจัดการที่เรียกว่า ฮอลลีวู๊ด โมเดล(Hollywood Model) เป็นการแบ่งงานตามความถนัดให้กับบุคคล หรือคณะบุคคล ไปทำตามเงื่อนไข ระยะเวลาที่กำหนด โดยที่ทุกๆ คน จะรับทราบ เข้าใจดีถึงเป้าหมาย และผลสำฤทธิ์ของงาน และทุกๆคนจะต้องสามารถติดต่อได้ตลอดเวลา ภายใน 24 ขั่วโมงเรียกพบตัวได้ถ้าจำเป็น และงานที่ได้รับมอบหมายให้แต่ละคนไปทำนั้น ผู้จัดการโครงการสามารถเรียก ทดสอบ งานดูความคืบหน้าของงานได้ตลอดเวลา ผ่าน ระบบคลาวด์ หรือ เซิร์ฟเวอร์กลาง จะเห็นได้ว่า ฮอลลีวู๊ด โมเดล(Hollywood Model) ใช้ประโยชน์จากโลกที่แบนราบได้ดีมาก ทำให้ลดค่าใช้จ่ายประจำได้มากมาย คนทำงานก็มีอิสระในการทำงานเป็นอย่างยิ่ง

เทคโนโลยี ที่ก้าวหน้ามาก สมจริงอย่างยิ่ง อย่างเรื่อง อวตาร (Avatar) ที่ใช้ห้องเล็บด้านเทคนิคของ Weta ในประเทศนิวซีแลนด์ ซึ่งเป็นผู้เชี่ยวชาญระดับโลกเรื่อง วิชวล เอฟแฟกซ์ (Visual Effects) ซึ่งเคยทำงานให้กับ ลอร์ด ออฟ เดอะริง(Lord of the ring) และกำลังทำงานให้ Steven Spielberg เรื่อง The Adventures of Tintin: Secret of the unicorn กำหนดฉายปี 2011

ชื่อเสียง ของผู้เขียนบทภาพยนตร์ และผู้กำกับการแสดง อย่าง James Cameron ซึ่งเป็นทั้งสองอย่าง ในเรื่องอวตาร (Avatar) นี้ เขียนบทภาพยนตร์จากจินตนาการ (Imagination)ของตัวเอง จากการค้นคว้า ศึกษา ไม่ได้แปลงบทภาพยนตร์มาจากหนังสือของใคร หรือเอาเรื่องเก่า มาทำใหม่ จึงเป็นความท้าทาย เป็นความสดใหม่ ของยุคสมัย เป็นการขายจินตนาการ(Imagination) ผ่านแผ่นฟิล์ม ซึ่ง คนอย่าง James Cameron ผู้เป็นที่ปรึกษาให้กับองค์การนาซ่า เป็นคนที่ทะเยอทะยานที่เก่ง ซึ่งเค้ายึดหลักปรัชญาประจำตัวว่า "If you set your goals ridiculously high and it's a failure, you will fail above everyone else' s success" ถึงแม้นเค้าจะล้มเหลว(จากเป้าหมายที่ตั้วไว้) แต่ก็ยังเหนือกว่าคนอื่นๆที่ประสบผลสำเร็จ (เพราะคนอื่นๆตั้งเป้าไว้ต่ำเกินไป)

ทั้งตลาดที่ใหญ่โตมาก รูปแบบการบริหารจัดการ เทคโนโลยี และความสามารถเฉพาะบุคคล ล้วนเป็น ปัจจัยสำคัญ เสริมสร้างความมั่นใจให้แก่เจ้าของเงินทุน ในการ "ร่วมเสี่ยง" ไปกับจินตนาการของคุณ ทั้งๆที่กระแสการละเมิดลิขสิทธิ์ต่างๆ ทั้ง ออฟไลน์ และ ออนไลน์ ก็ทวีความเข้มด้วยเช่นเดียวกัน


วันจันทร์ที่ 11 มกราคม พ.ศ. 2553

อวตาร ภาพยนตร์ สามมิติ(Avatar) ทำลายสถิติรายได้โลก


หลายท่านอาจจะได้ชมภาพยนตร์ เรื่องอวตารแล้ว ความยาว 162 นาที เป็นภาพยนตร์ ที่เขย่า วงการโลกเซลล์ลูลอยด์ ตั้งแต่ต้นปี ด้วยรายได้ 4 สัปดาห์แรก สามารถทำรายได้ถล่มทะลาย แซงหน้า ภาพยนตร์เรื่อง ไททานิค (ปี 1997) เรียบร้อยแล้ว โดยทำรายได้ 4 สัปดาห์แรก ถึง 1.34 พันล้านดอลลาร์ (เฉพาะ อเมริกา 430.8 ล้านดอลลาร์- 32.1% นอกอเมริกา 910.8 ล้านดอลลาร์-67.9% ) โดยสัปดาห์ที่สี่ที่พึ่งผ่านไป ฟันรายได้ถึง 48.5 ล้านดอลลาร์ เหนือกว่าเมื่อครั้ง ภาพยนตร์เรื่อง ไททานิค ที่ทำได้ 20 ล้านดอลลาร์ จึงมีคนคาดการณ์ไว้ว่า ภาพยนตร์เรื่อง อวตารนี้ จะลบสถิติ หนังทำเงินตลอดกาล เรื่อง ไททานิค ที่ 1.84 พันล้านดอลลาร์ (62,560 ล้านบาท!!) ได้ไม่ยาก


งบลงทุน และค่าการตลาดของหนังเรื่องนี้ 500 ล้านดอลลาร์ (17,000 ล้านบาท!!) มโหฬารที่สุด เท่าที่ฮอลลีวู๊ดเคยสร้างมา

James Cameron เป็นผู้กำกับ ให้กับ ค่าย 20th century fox มี News Corp เป็นบริษัทแม่ ที่มี Rupert Murdoch เป็นเจ้าของ Cameron ใช้เวลาเตรียมงานเรื่องนี้นานถึง 14 ปี เขาเคยสร้างภาพยนตร์ที่มีชื่อเสียงและทำเงินมาแล้วหลายต่อหลายเรื่องเช่น Terminator 1-2, True lie, Alien และ Titanic เป็นต้น

ทุนการสร้างหนังที่บานปลายจาก 300 ล้านดอลลาร์ เป็น 500 ล้านดอลลาร์นี้มาจากไหน?

ยังมีนักลงทุนหรือหุ้นส่วนอื่นอีก 2 บริษัทที่ร่วมลงทุน และ ให้เิงินกู้ด้วย โดย 20th century fox ลงทุนเพียงเล็กน้อย 60% เป็นของ private equity(อธิบาย) ชื่อ Dune Entertainment (ข่าว)and Ingenious Media (ข่าว)

ด้วยเม็ดเงินมากมายมหาศาลขนาดนี้ ทั้งคนคิด คนทำ คนลงทุน กล้าเสี่ยงได้อย่างไร ? มีรูปแบบธุริจอย่างไร? กัน ค่อยว่ากันนะ

วันศุกร์ที่ 8 มกราคม พ.ศ. 2553

นักการเมือง,ข้าราชการ : ไขมันส่วนเกิน


ประธานสภาฯ ขัย ขิดชอบ บอกว่า กฎเหล็ก 9 ข้อใช้ได้เฉพาะสมาชิกพรรคประชาธิปัตย์เท่านั้น ท่านชัย คงเข้าใจอะไรแค่เป็นส่วนๆ นี่คือตัวอย่างนักการเมืองตกยุค เช่นเดียวกับสมาชิกพรรคภูมิใจไทย ที่ออกมาแถลง การกลับมติพรรค แค่ชั่วข้ามคืน แบบ 180 องศา จากมติพรรค (ข่าว) ให้นาย มานิต นพอมรบดี รมช. สาธาณสุข ไม่ต้องลาออก เป็นให้ลาออก เป็นเพราะท่าที ท่าน นายก อภิสิทธิ์ จริงจังมาก แม้จะเชื่องช้าไปสักหน่อย แต่ก็ถือว่า ท่านนายกแสดงท่าทีได้ชัดเจนขึ้นแล้ว นี่คือท่าทีของนักการเมืองด้วยกันเอง ซึ่งนักการเืมืองในพรรคภูมิใจไทย ไม่สนใจประชาชนอยู่แล้ว และนักการเมืองเหล่านี้ เป็นไขมันส่วนเกิน ต่างกับ คุณ เรืองไกร ลีกิจวัฒนะ ส.ว. สรรหา นี่เป็นตัวอย่าง ของกล้ามเนื้อ ซึ่งเรื่องของหลักการ ประโยชน์สาธารณะ ต้องเที่ยงธรรมและ ต้องศักดิ์สิทธิ์ ผู้ออกนโยบาย ( policy maker) ต้องพึงสังวรณ์ให้มาก ประเทศไทย ต้องการกล้ามเนื้อครับ เพื่อความแข็งแรง เพื่อสมรรถนะที่เข็งแกร่ง จะได้อยู่ในโลกที่แบนราบได้อย่างมั่นคง เพื่อลูก หลานเราต่อๆไป


คน คือสิ่งที่มีค่าที่สุดในระบบ ไม่ว่าจะทำเรื่องอะไร การคัดสรร หรือ การสร้างคนที่ดี มีคุณภาพ มีคุณธรรม จึงเป็นหน้าที่หลักๆ ของผู้บริหารองค์กร นั้นคือการสร้างกล้ามเนื้อ และพยายามรีดไขมันส่วนเกินออก

หนึ่งในความผิดพลาดตลอดกาลจนบัดนี้ของ คณะกรรมการข้าราชการพลเรือน( ก.พ.) ที่ถือเป็น องค์กรที่บริหารบุคคล (Human Capital Resource)-HCR) ของประเทศ คือ ปรัชญา ขององค์กร ที่ยังคง ยึดหลักการจ้างงานตลอดชีวิต( Long Life Employment) ซึ่งไม่ใช่ การให้ได้มีงานทำตลอดชีวิต (Long Life Employability) เพราะการให้ได้มีงานทำตลอดไป เป็นการโยนความรับผิดชอบการจะได้มีงานทำ เป็นเรื่องของผู้คนนั้นๆเป็นสำคัญ ไม่ใช่องค์กรอย่างเดียว ผู้ทำงานจะต้องขวนขวาย กระตือรือร้น ในการพัฒนาตนเอง ในทุกๆด้าน ให้มีสมรรถนะสูง ( High competency) เพื่อเพิ่มขีดความสามารถ (Capacity) จนเป็นกำลัีงแรงงานที่มีความสามารถ ( Knowledge workforce) หากคนๆนั้นทำไม่ได้ถึงเกณฑ์วัดผล ก็ต้องให้ออกไป ไม่ใช่เก็บไว้ เลี้ยงดูไว้ทุกคน เหมือนไขมันส่วนเกิน แทนที่จะค่อยๆรีดไขมันส่วนเกินนี้ออกไป ก.พ. กลับเก็บไว้สะสมไว้ รังแต่จะทำให้สุขภาพขององค์กรเสื่อมถอยลง แต่ค่าใช้จ่ายสูงขึ้น ซึ่งสวนทางกัน ในที่สุดก็ไปทอนความสามารถในการแข่งขันของประเทศ เมื่อแข่งขันสู้เค้าไม่ได้ คิดง่ายๆ ก็ ลดค่าเงินบาทอีก ฮ่าๆๆ... เหมือนที่เคยทำ ทำแบบนี้ไปเรื่อยๆ ฮ่าๆ ฮ่าๆ

การเลี้ยงดู "ไขมันส่วนเกิน" ด้วยภาษีของประชาชนอย่างที่เป็นอยู่ จนคนๆนั้นตายจากไป อย่างที่ท่านนายก อภิสิทธิ์ วิตก "ข้าราชการเบิกจ่ายค่าพยาบาลสูงมาก" (ข่าว)

หรือแม้แต่แผนยุทธศาสตร์พัฒนาข้าราชการไทย 2551-2555 ก็ ไปไม่ถูกทิศ เช่นเขียนไว้ ทำนองจะจัดให้มี เว็บไซต์ท่า (Portal websites) เพิ่มมากขึ้น หน่วยงานภาครัฐเป็นการบริการประชาชน เป็นส่วนๆ แต่เน้นให้บริการประชาชน จึงควรเป็น เว็บไซต์กลางที่ให้บริการ (Web service) ข้อมูล ภาครัฐทั้งหมด จะมีก้อนมหีมา ถ้าเป็นเว็บไซต์ท่า จะเป็นปัญหามากในการดึงข้อมูลจากที่ต่างๆ เช่น ต่างระบบกันบ้าง(platforms) หรือ ใช้ซอฟท์ฺแวร์ต่างยี่ห้อกันบ้างเป็นต้น (stand alone software but different vendors)) รัฐต้องพัฒนา ระบบ ไอที ให้เป็น e-gov เพืี่อสอดรับกับ ประชาธิปไตยภาคพลเมือง สอดคล้องกับ ระบบการคัดกรองนักการเมือง เมื่อนั้นนักการเมือง ข้าราชการ โกง กิน ยากมากละ

วันอังคารที่ 5 มกราคม พ.ศ. 2553

นักการเมืองไทยในโลกที่แบนราบ


ในโลกที่แบนราบลงเรื่อยๆ ที่กำแพงแทบทุกด้านถูกทำลายลง สนามแข่งขันแทบทุกสนามถูกปรับสภาพให้ใครก็ได้เข้าสู่การแข่งขันได้เสมอภาคกันมากยิ่งขึ้น ที่...ทุกๆวันมีการสร้างสรรค์ข้อมูลทางดิจิตอลในทุกรูปแบบทั้ง ข้อความ, ภาพ, เสียง มากกว่า วันละ 15 petabyte หรือเทียบได้กับการบรรจุข้อมูลเหล่านี้เก็บไว้ในไอพ๊อด จนเต็ม ได้ 30,000 ล้านเครื่องทุกๆวัน ....ที่มีความร่วมมือห้องวิจัยระดับโลก (collaboratory) ของบริษัท IBM ...เมื่อกลางทศวรรษที่แล้ว ใครจะเชื่อว่า ที่หน้าเว็บไซต์ หน้าหนึ่งทางอินเตอร์เน็ต จะสามารถหารายได้มากว่า 20 ล้านบาทต่อหนึ่งวัน
..ที่มีการประดิษฐ์คิดค้นเทคโนโลยีแปลกๆใหม่ๆเพิ่มขึ้นทุกวินาที เพื่อ เสนอ สนองความสะดวกสบาย แก่มวลมนุษย์ ที่ผู้คนในโลกเดินทาง ใช้ชีวิตที่ไหนก็ได้อย่างสะดวก สบาย ปลอดภัย และยังสามารถรู้ตำแหน่ง พิิกัด ที่อยู่ได้แบบ real-time ด้วย ตลอดจนการร่วมกันของทั้งภาครัฐและเอกชน มากกว่า 145 ประเทศทั่วโลก เพื่อหาทางหยุดยั้ง แก้ไข ภาวะโลกร้อน(global warming) ขององค์กร GWIC (Global Warming International Center)

แต่... แต่.. นักการเมืองไทยไม่สำเหนียก ไม่รับรู้ ไม่สนใจ สิ่งที่ตัวเองเคยเรียกว่า "เสียงสวรรค์" ที่ตอนนี้กลายเป็น "เสียงนกเสียงกา" ทั้งดื้อด้าน ไร้ยางอาย ไม่พยายามปรับวิธีคิด อุทิศตัว ทำงานให้แก่ส่วนรวมอย่างทุ่มเท กลับสนใจหมกมุ่น แต่ผลประโยชน์เฉพาะหน้าของกลุ่มก้อนตัวเอง ไม่สนใจความผิด-ถูก ประโยชน์ สาธารณะ หรือประโยชน์ส่วนตัว เป็นอยู่อย่างนี้มาเนิ่นนาน และนับวันจะยิ่งหนักข้อมากยิ่งขึ้น

ไปดู งานวิจัยขององค์กรตรวจสอบการโกงกินแห่งนานาชาติ (Transparency International--TI) สิ โุแค่ย้อนหลังไป 12 ปี อันดับการโกงกิน (corruption) ได้คะแนน(ตามตัวชี้วัด--CPI) ระหว่าง 3.2-3.8 จากคะแนน เต็ม 10 และอันดับก็ตกต่ำลง จากอันดับ 60 กว่า ไปสู่ 84 ในปี 2009

อย่างที่เคยเขียนถึงไว้ วงจรอุบาทว์การเมืองไทย, รูปแบบประชาธิปไตย(political platform) อย่างที่เราใช้กันอยู่นี้ไม่ตอบโจทย์ซักข้อ ของประชาธิปไตยภาคพลเมือง เมื่อนักการเมืองสร้างความเสียหายแล้ว หรือกระทำตัวไม่เหมาะสม จะถอดถอนก็ดี อภิปรายในสภาก็ตาม ในกระบวนการอย่างไทยๆแล้ว เอานักการเมืองออกจากตำแหน่งยากเหลือเกิน ยิ่งเอาผิดตามกฎหมายด้วยแล้ว เแทบจะทำไม่ได้เลย

อย่างกรณี นายมานิต นพอมรบดี รมช. สาธารณสุข มีความผิดตามมติของคณะกรรมการฯ จนบัดนี้ยังลอยนวล นายก อภิสิทธิ์ ก็ยังไม่กล้าปรับออก แม้นจะบอกว่ามีจุดยืน มีกฎเหล็ก 9 ข้อ แต่ก็ไม่กล้าหาญเพียงพอที่จะลงมือ"เชียด" นักการเมืองก็ยังจะถ่วงเวลา หัวหน้า่พรรคภูมิใจไทย นาย ชวรัตน์ ชาญวีรกุล พ่อนาย อนุทิน ชาญวีรกุล ที่ไม่ให้ฟังกระสังคม อ้างต้องปรึกษา นายสมศักดิ์ เทพสุทิน(วิดีโอข่าว) ซึ่งถูกศาลคดีการเมืองสั่งยุติบทบาททางการเมือง 5 ปี ฮ่า..ฮ่า..ฮ่า... กลับกลายเป็น ผู้มีบทบาทสูงสุด ในการจะให้คนผิด "อยู่หรือไป" การเมืองไทย ทั้งคนและระบบเพี้ยนหมดแล้ว!!

เพื่อเช็ดดูท่าที ทั้งทางการเมือง และ กระแสสื่อว่าจริงจังแค่ไหน สื่อกระแสหลัก ก็ไม่แสดงบทบาท จุดยืนเรื่องความถูกต้อง อย่างจริงจัง และรุนแรงต่อนักการเมืองแบบนี้ และ "นักการเมืองสายพันธุ์" นี้ ก็มีดีเอ็นเอ ทนทาน ต่อแรงเสียดทาน ซึ่่งโลกนี้ไม่ต้องการ ด้วยวิธี สงวนท่าที ทำนองนี้ไปเรื่อยๆ ก็จะสร้างวัฒนธรรมทางการเมือง ความคุ้นเคยให้แก่ ทั้งตัวนักการเมืองเอง(ว่า..เห็นมะ..ไม่เห็นเป็นไรเลย ยังอยู่ได้) สื่อกระแสหลัก และ ประชาชน ให้ค่อยๆยอมรับ แม้นไม่เต็มใจแต่ก็ทำอะไรไม่ได้ จนกลายเป็น "การเมืองแบบไทยๆ" เรียกว่า เมื่อเจอคนเน่า ก็หวังว่าระบบจะกำจัดออกไปได้ ก็เจอระบบเน่าอีก

การโกงกินตามที่เห็นเป็นข่าวตามสื่อต่างๆนั้น เป็นเพียง 0.0001 % เท่านั้น แต่สิ่งที่ไม่เป็นข่าว ดูเหมือนเรียบร้อยดี ปรกติดี ไม่ได้หมายความว่า ไม่เกิดการทุจริต ไม่มีการโกงกินหรอกนะ ที่ไม่เป็นข่าวเพราะ ตรวจสอบไม่ถึง แบ่งผลประโยชน์กันเองลงตัวดี โกงกินได้อย่างเนียบเนียนดี ต่างหาก

ดังนั้น การมีระบบการคัดกรองนักการเมืองจึงเป็นเรื่องจำเป็นอย่างยิ่งในระบบประชาธิปไตย ที่กระแสทุนนิยมเสรีไหลเชี่ยว สดๆร้อนๆ แม้แต่ในสหรัฐอเมริกา เอง ก็หนักหนาสาหัส ไม่แพักัน ซึ่งในเนื้อข่าว นั้นสอดคล้องกันสิ่งที่ผมเคยเขียนถึงไว้ ว่า ต้องจำกัดการให้เงินอุดหนุนนักการเมือง และพรรคการเมือง ให้น้อยที่สุด

อืมมม....นึกอยากร้องเพลง "นางแมวยั่วสวาท" ของ วงหินเหล็กไฟ เวอร์ชั่น ฮิปฮอป ที่มีตอนนึงว่า...."ไป ไป....ไปลงนรกเสียเถิด......"

วันจันทร์ที่ 4 มกราคม พ.ศ. 2553

นายก อภิสิทธิ์ เสี่ยงทำผิดกฎหมาย กลต.. ??


ท่านนายก อภิสิทธิ์ ให้ข่าวผ่านสื่อ เรื่อง เตรียมการจะ"ล้มหวยออนไลน์" เพราะไม่เห็นด้วย หรืออะไรก็ตาม แต่ท่านอาจเข้าข่ายทำผิดกฎหมาย กลต. ได้ เพราะ ทำให้หุ้นของผู้ได้รับสัมปทานออกหายออนไลน์ คือ หุ้นLoxley หล่นไป 18.06% เมื่อก่อนปิดตลาดช่วงเช้่าวันนี้ ทำให้นักลงทุนที่ลงทุนหุ้น ดังกล่าวเสียหาย โดยที่ยังหาข้อสรุปอะไรยังไม่ได้ ว่าจะ "ล้มหวยออนไลน์" ทำได้หรือ ไม่ แค่ไหน ?

แทนที่ท่านนายก อภิสิทธิ์ จะตั้งคณะทำงานขึ้นมาเองเงียบๆ (กำชับไว้ชั้นความลับซะหน่อย) ศึกษาข้อกฎหมายให้แน่ชัด ถ้าล้มหวยออนไลน์ ไม่ได้ ก็นิ่งเฉยไว้ "ไม่เสียรังวัด" ถ้าศึกษาแล้วมีช่องทางทำได้ จึงค่อยออกให้ข่าวต่อประชาชน จะงดงามยิ่งกว่า นะท่าน... ว่าป่ะ ? ทำแบบผมว่ามีแต่ได้กับได้ หรือเมื่อศึกษาดีแล้วเห็นว่าไม่มีช่องทางทำได้ แต่อยากสื่อสารบอกประชาชน ก็ย่อมทำได้ เพราะ เป็นการแสดงจุดยืนตัวเอง ว่าไม่เห็นด้วย จึงให้ทีมงานไปศึกษา แต่ติดขัดตรง โน่น.. นี่.. นั่น.. ก็ว่าไป

ผมเชื้อมั่นในตัวท่านนายก อภิสิทธิ์ ว่าท่านไม่ได้เตรียมการอะไร กะใครแน่ ว่าใครจะได้ประโยชน์ เสียประโยชน์จากการที่ท่านให้ข่าวแล้วทำให้ หุ้นLoxley ตก

วันเสาร์ที่ 2 มกราคม พ.ศ. 2553

ได้เงินจากการใช้ twitter 340,000 บาท !!


ดารา(xxx ด้วย) นางแบบ พิธีกร Kim Kardashian ได้รับเงินจากการที่เธอใช้ Twitter ที่มีผู้ที่ติดตาม(followers) มากถึง เกือบ 2.7 ล้านคนทั่วโลก เพียงแค่เธอเขียนข้อความผ่าน twitter ว่า "The Carl's Jr grilled chicken salads came out yesterday!! I'm on my way to Carl's Jr for lunch now....have you tried them yet?" (ข่าว)
Kim Kardashian ได้เงินจากการ tweet 340,000 บาท(10,000 ดอลลาร์) Photo by Doria Anselmo.

นี่เป็นรูปแบบการโฆษณาอย่างหนึ่งผ่านช่องทาง เครือข่ายทางสังคม (social networks) ที่เรียกว่า Twitter แล้วเค้าทำกันยังไงเหรอ...(ถึงได้ตังค์มากมายหยั่งงั้)?

จะมีเว็บไซต์ตัวกลาง หรือนายหน้า ด้านการโฆษณา อย่าง Ad.ly. ที่ ให้ทั้งผู้ใช้ twitter เข้าลงทะเบียน และ ผู้ต้องการโฆษณาผ่าน twitter ลงทะบียน(หรือติดต่อฝ่ายขาย) หลังจากนั้น จะทำศึกษากลุ่มเป้าหมายของสินค้าหรือบริการของผู้โฆษณา ที่ต้องการจะสื่อสารทางการตลาด ให้ตรงกลุ่มเป้าหมาย และคิดประโยคเด็ดๆ โดนใจ หรือประโยคที่พิจารณาแล้วว่าน่าจะมีอิทธิพลต่อกลุ่มเป้าหมายได้ดี ได้ผลทันที เพราะ การ โฆษณาผ่านการ tweet เป็นเหมือนการชักชวนแบบสดๆ เมื่อ คิดคำโฆษณาได้แล้วก็ ให้ผู้ที่มีผู้ติดตามมากๆ และ ตรงกับกลุ่มเป้าหมายของสินค้า หรือบริการนั้นๆ เป็นผู้ tweet ข้อความดังกล่าว

ในกรณี Kim Kardashian นี้ ผู้โฆษณาคือ ร้าน Carl's Jr fastfood chain เป็นผู้จ่ายเงิน ให้กับ Ad.ly. แน่นอน Ad.ly. รับเงินมากกว่า 10,000 ดอลลาร์ แน่ ถ้าตามลักษณะธุรกิจนี้ (business practice) เว็บไซต์ Twitter และ Kim Kardashian จะได้รับเงินประมาณ 27-30%(ใกล้เคียงกับ Google Adsense) ส่วน ที่เหลือ เป็นของ Ad.ly. ซึ่ง จะมีระบบการวิเคราะห์(Analytics)ให้ลูกค้าด้วย เช่น ข้อความที่ tweet ออกมาแล้ว มีคนเห็นกี่คน มีคนคลิกเข้าไปดูกี่ครั้ง กี่คน ? ชายกี่คน หญิงกี่คน ?อยู่ที่ไหนกันบ้าง ? ดูได้แบบสดๆ เป็นต้น

ข้อมูลทางการตลาดที่ศึกษาโดย Penn State University (U of Penn) ของ Twitter บอกว่า ทุกๆ 1ใน 5 tweets ที่โพสต์ จะเกี่ยวพันกับ ตราสินค้า และเป็นตราสินค้าที่มียี่ห้อซะด้วย