วันจันทร์ที่ 14 มิถุนายน พ.ศ. 2553

CSR 3 ระดับ

ความรับผิดชอบต่อสังคมของบรรษัทเอกชน หรือ CSR (Corporate Social Responsibility)

ความรับผิดชอบต่อสังคม ของบรรษัทเอกชน (CSR) มี 3 ระดับ



1. CSR- after process บรรษัทเอกชนไม่ได้ใส่ใจเรื่อง คน สินค้า และสิ่งแวดล้อมสักเท่าได ครั้นเมื่อเกิดปัญหาค่อยใช้เงิน ความสัมพันธ์ส่วนตัว หรือ อิทธิพล เข้าแก้ไขภายหลัง นับว่าเป็นบรรษัทชั้นเลว เอาเปรียบทุกขั้นตอน ทุกคน เพื่อตัวเองเท่านั้น

2. CSR- in process เป็นบรรษัทที่ดูแลทุกๆสิ่งที่เกี่ยวข้อง ในทุกขั้นตอนการจัดซื้อ การผลิต (Responsible in every touch points) เพื่อให้ผู้ที่เกี่ยวข้องพึงพอใจ เช่น ไห้สวัสดิการที่ดีมากแก่พนักงาน เลือกซื้อวัตถุดิบที่ดี ควบคุมดูแลสินค้าที่ผลิตให้ได้ตรงตามความต้องการของลูกค้า และ มีมาตรฐานสูง ไม่มีพิษภัย ลดการทำร้าย ทำลายสิ่งแวดล้อมให้มากที่สุด เรียกว่าเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม ทั้งตัวสินค้า และรูปแบบขบวนการผลิต (Green products & processes) ให้มากที่สุด หรือไม่มีเลย ขณะเดียวกันก็ ต้องรับผิดชอบต่อผู้ถือหุ้นด้วย ขั้นตอนนี้เรียกอีกอย่างได้ว่าเป็น Triple Bottom Lines- 3BL กล่าวคือ บรรษัทต้องหาจุดลงตัว เหมาะสม พอดี ระหว่างทั้งคน สิ่งแวดล้อม และ ตัวกำไรของผู้ถือหุ้น อันนี้เป็นแนวทางของบรรษัทสมัยใหม่ที่ต้องมีวิสัยทัศน์ นับแต่บัดนี้เป็นตันไป

3. CSR- as a process เป็นบรรษัทที่ไม่ได้มุ่งแสวงหากำไร ทำเพื่อสังคม เป็นหลัก

ส่วนการบริจาคเงิน สิ่งของต่างๆ เป็นแสน เป็นล้าน เพื่อการกุศล สาธารณะ ของบรรษัทเอกชนนั้น ว่ากันที่จริงแล้วก็พอยอมรับได้หาก สามารถเป็นผลประโยชน์ในระยะยาวต่อบรรษัทเอง ไม่ใช่เพื่อหน้าตาของผู้บริหารเท่านั้น เพราะ ผู้บริหารมีหน้าที่ต้องรับผิดชอบต่อผู้ถือหุ้นเป็นหลััก ตามกฎหมายมหาชน เรียกได้ว่า ยึดหลักการผลประโยชน์ที่ดีที่สุด (The best benefits principle) ของผู้ถือหุ้น


วันเสาร์ที่ 12 มิถุนายน พ.ศ. 2553

FUNNY VDO

Cute pets



Chalerm Rap Talk



Advertising



Smart dog can calculate number

วันอังคารที่ 8 มิถุนายน พ.ศ. 2553

สร้างวัฒนธรรม "ประณาม" สามารถหยุดยั้งความเสียหายรุนแรงทางสังคมได้

คงไม่ต้องขยายความว่า การประณามหมายถึงอะไร ที่จริงการประณาม เป็นสิ่งติดตัวมากับสัตว์สังคมอย่างมนุษย์ ที่มีความนึกคิด มีการยึดถือในหลักคุณธรรมความดีงาม (Virtue principle) มีจิตใจที่รักสงบ รักความเป็นธรรม เห็นอกเห็นใจ เป็นความรัก เป็นทุกข์ร้อนในชะตากรรมของเพื่อนมนุษย์ด้วยกัน ทั้งนี้ก็เพื่อให้สังคมอยู่กันได้อย่างผาสุก เกื้อกูลกัน เรียบร้อยดี ส่วนความเกลียดชังกันนั้นมาทีหลังเป็นการแต่งแต้มกันภายหลัง



การประณามจึงเป็นวัฒนธรรมทางสังคมที่ผู้อาศัยอยู่ในสังคมส่งสัญญาณ(ทางลบ) กำกับพฤติกรรม ท่าที ของคนในสังคมด้วยกัน ที่กำลังแสดงพฤติกรรม หรือท่าที ต่างๆที่ผิดธรรมนองคลองธรรมอันจะสร้างความเดือดร้อน ความวิบัติมาสู่สังคมโดยรวมได้ให้รับทราบ ให้แก้ไข ปรับเปลี่ยนท่าที พฤติกรรมอันไม่พึ่งปรารถนานั้นเสีย เพราะสังคมที่รักสงบ รักความเป็นธรรมไม่ต้องการ ก่อนให้กฎหมายบ้านเมืองเข้าดูแล จัดการ

ใครควรถูกประณาม ใครเป็นผู้ประณาม และประณามเมื่อใด อย่างไรดี??

ในสังคมอย่างประเทศไทยนั้น ย่อมมีทั้งคนดีและคนไม่ดี แม้แต่ในคนๆเดียวกันก็ยังมีทั้งส่วนที่ดี(Superego) เป็นพลังใฝ่ดี สร้างสรรค์ และไม่ดี (id) เป็นพลังใฝ่ต่ำ ดิบๆ ทำลาย ไม่สร้างสรรค์ ใครก็ตามที่เป็นบุคคลสาธารณะ หรือ ผู้มีอานาจหน้าที่ให้คุณให้โทษต่อบุคคลอื่นได้ในวงกว้าง หรือผู้ที่จะเป็นแบบอย่างให้คนในสังคมทำตาม เอาเยี่ยงอย่าง ทั้งอุปโลกน์ตัวเอง และสังคมยกให้เป็น เช่น นักการเมือง ข้าราชการ บุคคลในองค์กรอิสระต่างๆ ผู้นำจิตวิญญาณ นักวิชาการ ครู อาจารย์ นักสื่อสารมวลชน เป็นต้น บุคคลดั่งตัวอย่าเหล่านี้ หากมีพฤติกรรม ท่าที ที่ส่อ หรือผิดธรรมนองคลองธรรม ย่อมสร้างผลกระทบ ต่อสังคมโดยรวมได้ หากปล่อยให้ยังคงมีพฤติกรรมที่ไม่พึ่งประสงค์ ด้านผู้ประณามนั้นเป็นใครก็ได้ ยิ่งเป็นผู้น่าเชื่อถือของสังคมและสื่อสารผ่านสื่อที่มีพลัง เข้าถึงผู้คนหมู่มากได้ ยิ่งได้ผล ทั้งนี้ผู้ประณามต้องตั้งมั่นอยู่ในหลักของคุณธรรมความดีงาม (Virtue principle) ที่สังคมที่รักสงบต้องการ

การประณามเป็นกระบวนการทางภาคประชาสัีงคมผ่านสื่อสร้างสรรค์ต่างๆ เช่น สื่อกระแสหลัก (Mainstream media) ทั้งสื่อดั้งเดิม (Traditional media) และสื่อใหม่ (New media) เช่นเครือข่ายทางสังคมออนไลน์รูปแบบต่างๆ เช่นการเกิดปรากฎการณ์การรวมกลุ่มกันของชาว Facebook เป็นต้น 



วันอาทิตย์ที่ 6 มิถุนายน พ.ศ. 2553

นายก อภิสิทธิ์ อย่าซื้อเสียงทางอ้อม

ในระบบทุนนิยมเสรี เอกชนทุกระดับเกิดได้ ดำรงค์อยู่ได้เพราะความเป็นรัฐประเทศ(Nation state) ไม่ได้เกิดได้เอง (Natural entity) ทุกๆกิจกรรมที่เอกชนทำ ก็ล้วนทำเพื่อตัวเองเป็นหลัก หากำไรให้แก่ตัวเอง แถมยังอาศัยรัฐช่วยขยายบทบาท การค้า การลงทุนติดต่อปฏิสัมพันธ์ไปยังรัฐประเทศอื่นๆอีกด้วย เช่นทำการค้า ลงทุนต่างประเทศ บริษัท ห้างร้าน เอกชนต่างๆ จึงมีหน้าที่ต้องเีสียภาษีให้ตรง ถูกต้องครบถ้วน หากปราศจากรัฐประเทศเสียแล้ว บริษัท ห้างร้าน เอกชนต่างๆ ก็ไม่เหลือ ไม่มีสภาพให้เห็นเลยจริงๆ ก็ต้องล้มหายตายจากไปกับรัฐ นั่นเอง ไม่ว่า บริษัท ห้างร้านนั้นจะมีทรัพย์สินเป็นหมื่น เป็นแสนล้านก็ตาม ดังนั้น นอกจากหน้าที่ที่ต้องเสียภาษีแล้ว ยังมีหน้าที่ส่งเสริมความเป็นรัฐประเทศ (Nation state) ให้มั่นคง แข็งแกร่ง ไม่ใช่ ให้เงินทุนสนับสนุน ใครบางคน กลุ่มนักการเมืองใดๆ ล้มล้างความเป็นรัฐประเทศ (Nation state)

  สภาพอาคารที่ถูกเพลิงไหม้

ส่วนความเสี่ยงอย่างหนึ่งที่ บริษัท ห้างร้านต่างๆ ต้องแบกรับเอง คือ การขาดทุน หรือ เจ๊ง ไม่ว่าจะด้วยสาเหตุใดๆก็ตาม ผู้บริหารบริษัท ห้างร้านต่างๆ ต้องรู้จักประกันความเสี่ยงด้านต่างๆไว้เอง เพื่อชดเชยความสูญเสียอันไม่อาจควบคุมได้

การช่วยเหลือที่รัฐบาลพอจะทำได้ ได้แก่ 

1. ผู้กระทบรายย่อย ลูกจ้าง หาสถานที่ค้าขายให้ ค้าขายฟรีๆบนพื้นที่สาธารณะ เช่น ปิดถนนบางสาย บางวันให้ผู้ได้รับผลกระทบไปค้าขายฟรีๆ
2.หากจำเป็นต้องชดเชยเป็นเงินให้แก่ผู้ค้ารายย่อย และลูกจ้าง ให้พิจารณาจากการเคยเสียภาษีย้อนหลังของผู้นั้นเป็นรายๆไป หาำกไม่เคยเสียภาษีให้รัฐเลย ไม่สมควรชดเชยให้เด็ดขาด

รัฐบาล นายก อภิสิทธิ์จึงไม่มีหน้าที่จะเอาภาษีของคนทั้งประเทศไปให้ใคร กลุ่มใดๆ โดยพละการ
อย่าใช้อำนาจผิดๆ คราวก่อนก็หนหนึ่งแจกเงินเป็น "เช็คช่วยชาติ" 2,000 บาท แก่คน 9 ล้านคน หมดเงินไปกว่า 18,000 ล้านบาท อ้างว่ากระตุ้นเศรษฐกิจ ชาวนา ชาวไร่ ที่ยากจน มากกว่า คนมีงานทำที่ได้รับแจกเสียอีก ไม่ได้รับแจกด้วย ความเป็นธรรมอยู่ตรงไหน ?? หรือว่าอยู่ตรงที่ "ผู้มีอำนาจ"

มาคราวนี้ ข่าวห้างเซ็นทรัลเสียหาย1,000 ล้าน ท่านนายก อภิสิทธิ์ จะชดเชยความเสียหายอันเกิดจาก การจลาจล เพลิงไหม้ให้แก่ผู้เสียหายอีก และได้มีการแจกเงินไปบ้างแล้ว รายละ 50,000 บาทในเบื้องต้น ข่าว บีทีเอส ขอชดเชย 100 ล้านบาท

การที่ นายก อภิสิทธิ์ตัดสินใจบังคับใช้กฎหมายให้เด็ดขาด และจริงจังนั้นเป็นสิ่งที่ถูกต้อง และต้องใช้อำนาจรัฐอย่างเป็นธรรม ใช้ภาษีของประชาชนอย่างเป็นธรรม อย่าได้ใช้อำนาจผิดๆ (power abuse) อีก

หากท่าน นายก อภิสิทธิ์ นำภาษีประชาชนทั้งประเทศ ไปแจก บริษัท ห้างร้านอีก เท่ากับ...

1. ปล้นเงินภาษีประชาชนไปให้คนรวย เป็นพฤติกรรมตีเมืองขึ้นไว้เป็นฐานทางการเมือง โดยเฉพาะ บริษัท ห้างร้านที่ร่ำรวยอยู่แล้ว เช่น บีทีเอส เซ็นทรัล โรงแรมระแวกราชประสงค์ ซึ่งสมควรทำประกันความเสี่ยงต่างๆไ้ว้ แต่กลับ "งก" ละเลยไม่ทำไว้

2. มีพฤติกรรม "ซื้อเสียง" โดยการนำภาษีประชาชนไปแจกผู้ค้ารายย่อย ลูกจ้าง ที่ได้รับผลกระทบ

พฤติกรรมเยี่ยงนี้เป็น นักการเมืองไขมันส่วนเกิน ไม่ใช่กล้ามเนื้อ

วันพุธที่ 2 มิถุนายน พ.ศ. 2553

นายก อภิสิทธิ์ :ความชาญฉลาดทางการเมืองยิ่งที่ให้มีการอภิปรายไม่ไว้วางใจตอนนี้

เมื่อเกิดเหตุการณ์ 10 เมษายน เรื่อยมาจนถึง 19 พฤษภาคม 2553 มีคนตายร่วมร้อยบาดเจ็บนับพัน อาจปฎิเสธได้ยากยิ่งที่บอกว่า การปฎิบัติการของเจ้าหน้าที่นั้นถูกต้องครบถ้วนไม่ผิดพลาดเลย การทำงานล้วนมีข้อบกพร่องผิดพลาดได้ แต่ต้องไม่เกิดจากความตั้งใจ ความจงใจให้เกิด หรือพูดง่ายๆว่า "ตั้งใจฆ่า"  อันนี้สำคัญกว่า "ตัวเลข"ผู้ตายและบาดเจ็บ โดยเฉพาะ การมีกองกำลัีงการก่อการร้ายที่มีอาวุธสงครามอยู่เป็นจำนวนมากปะปนอยู่กลุ่มผู้ชุมนุม ซึ่งผิดกฎหมาย และสังคมที่รักสงบไม่ต้องการ และกลุ่มคนเหล่านี้ได้ "รับคำสั่ง" สร้างสถานการณ์ ทำให้เรื่องบานปลาย จนทำให้รัฐบาลชุดนี้อยู่ไม่ได้
อันเป็นความยากลำบากยิ่งต่อการปฎิบัติการของเจ้าหน้าที่

ดูวิดีโอเสียงนายสมัคร สุนทรเวช จริงๆ คลายเครียด ฮาๆ
 

โดยการอ้าง โพนทนาว่า รัฐบาล "สั่งฆ่า" ประชาชนผู้บริสุทธิ์ ถ้าทำได้ก็เป็นไปตามแผนของพรรคเพื่อทักษิณ(เพื่อไทย)

เมื่อการชุมนุมประท้วงได้ยุติลง หนทางหนึ่งที่ชอบธรรมอย่างยิ่งทางการเมืองในระบอบ ก็คือเปิดอภิปรายไม่ไว้วางใจซะ ให้ได้ตรวจสอบโดยสภา เป็นการลดอุณหภูมิทางการเมืองได้ส่วนหนึ่ง เพราะฝ่ายค้านโดยพรรคเพื่อทักษิณ(เพื่อไทย)  จะได้ฟ้องประชาชนได้อย่างชอบธรรม และรัฐบาลก็ทำได้เช่นเดียวกัน
และจากการชี้แจงของฝ่ายรัฐบาลในเหตุการณ์ดังกล่าวนี้ ด้วยภาพ ข่าว วีดิโอคลิปต่างๆ ถือได้ว่าชัดเจนมากระดับหนึ่งที่ไม่ได้มีการ "ตั้งใจฆ่า" ประชาชน ดังคำกล่าวอ้างของพรรคเพื่อทักษิณ (เพื่อไทย) เว้นแต่กรณี 6 ศพในวัดปทุมฯ ซึ่งยังต้องรอความชัดเจนอีกระยะหนึ่ง

ผลจากการลงคะแนนเสียงไม่ไว้วางใจนายก อภิสิทธิ์ เช้าวันนี้ 186:246 เสียง

จากผลคะแนนเสียงนี้ นายก อภิสิทธิ์ สามารถนำไปอ้างอิงได้ตลอดเวลานับจากนี้ไป จนกว่าผลการตรวจสอบของคณะกรรมการกลางจะได้ตรวจสอบเหตุการณ์เหล่านี้ เสร็จสิ้น และเปิดผลสอบออกมาเป็นอย่งอื่น

ส่วนพรรคเพื่อทักษิณ(เพื่อไทย) จากข่าว คงไปสร้างความเข้าใจผิดๆให้กลุ่มตัวเองเช่นเดิม และทำนายได้ว่า "คลื่นใต้น้ำ" กำลังก่อตัวเป็นลูกคลื่นใหญ่ยักษ์ ต่อไป ขอให้สังคมไทยที่รักสงบ "จับตา" และรุมประณาม เพื่อ กำกับ ปรับเปลี่ยนพฤติกรรม ท่าที ที่สัีงคมที่รักสงบไม่ต้องการ