Powered By Blogger

วันพุธที่ 29 มิถุนายน พ.ศ. 2554

Christine Lagarde ผู้อำนวยการ ไอเอ็มเอฟ คนใหม่

และแล้วก็เป็นไปตามที่ได้วิเคราะห์ไว้วันก่อน หัวข้อ "IMF หรือ กองทุนการเงินระหว่างประเทศ:ยาพิษในขนมหวาน"
ผู้อำนวยการไอเอ็มเอฟคนใหม่ เป็นชาวฝรั่งเศส ปัจจุบันเป็นรัฐมนตรีคลัง ฝรั่งเศส ชื่อ Christine Lagarde




ต่อไปนี้เป็น 10 สิ่งที่มีสื่อหลายสื่อ เขียนถึงเธอ ทั้งการงานและเรื่องส่วนตัว




ไม่ว่าใครจะเป็นผู้อำนวยการ ไอเอ็มเอฟ ก็ล้วนอยู่ใต้ปีก ภายใต้การบงการของประเทศที่เจริญแล้ว โดยเฉพาะประเทศสหรัฐอเมริกา ที่จะหาประโยชน์เข้าตัวผ่านสถาบันเหล่านี้ ไม่ได้มีนโยบายช่วยเหลือประเทศที่กำลังเดือดร้อนอย่างแท้จริง ประเทศยากจนก็ยังคงจนดักดานอยู่นั่นเอง 







วันพฤหัสบดีที่ 23 มิถุนายน พ.ศ. 2554

Chuvit Kamolvisit : "Yes I'm (A) Bad (Guy)" (chicken shit season !!)

จากข่าว "เสี่ยชูวิทย์" ขุมทรัพย์ 1400 ล้าน  ทำบัญชีแจ้งสรรพากร ธุรกิจขาดทุนเกือบหมด แม้แต่ ธุรกิจ อะพาร์ทเม้นท​์ให้เช่า อย่าง...
บริษัท ต้นตระกูล จำกัด  จดทะเบียนวันที่ 10 พฤษภาคม 2533  ทุน 170 ล้านบาท  ประกอบธุรกิจให้เช่าอสังหาริมทรัพย์  ที่ตั้งเลขที่ 909 ซอยสุทธิพร ถนนประชาสงเคราะห์ แขวงดินแดง เขตดินแดง กรุงเทพฯ   สินทรัพย์ 489.3 ล้านบาท ปี 2552  รายได้ 43,767,862  บาท   ขาดทุนสุทธิ 19,127,774  บาท   


โดยธรรมชาติของการทำธุรกิจ อะพาร์ทเม้นท์ให้เข่า  มีโอกาสขาดทุนน้อยมาก เพราะ ค่าใช้จ่ายแทบไม่มี นอกจากค่าจ้างพนักงานไม่กี่คน ค่าน้ำ ค่าไฟฟ้า ค่าโทรศัพท์ ที่ผู้เช่าห้องพักใช้ก็ถูกบวกเพ่ิมจากอัตราปรกติ เจ้าของจึงมีรายได้เพิ่มเติมจากรายได้ค่าเช่าห้องอีกส่วนหนึ่ง







แต่บริษัทนี้นายชูวิทย์ ทำบัญชีให้ขาดทุน เพื่อไม่ต้องจ่ายภาษี ซึ่งใช้วิธีการเดียวกับธุรกิจ เครือข่าย อาบ อบ นวด ที่นายชูวิทย์ ร่ำรวยมา 


ใครทำธุรกิจ อะพาร์ทเม้นท์ให้เช่าขาดทุนได้ก็ถือว่า "แปลก" อย่างยิ่ง เพราะธุรกิจนี้จะให้ผลตอบแทบมาก หรือน้อยเท่านั้น ปิดประตูขาดทุน หากไม่มีผู้เ่ช่าก็ปิดไป หรือเปลี่ยนไปทำอย่างอื่น ไม่มีใครทนแบกรับการขาดทุน ถึง กว่า 19 ล้านบาท แต่...นาย ชูวิทย์ทำได้  
ใครบางคนไม่เคยได้สำนึกในความเสียสละ เพื่อคนอื่น เอาแต่ได้ตลอดชีวิต แม้แต่ภาษี ก็ไม่ยินดีเสีย อยู่บ้านก็ โกงพ่อแม่พี่น้องตัวเอง อยู่มหาวิทยาลัยก็โกงข้อสอบ ทำธุรกิจก็โกงคู่ค้า โกงภาษี แล้วจะอาสา "ปราบคนโกง" หรือ??? ก็... นะ ในเมื่อกฎเกณฑ์เปิดช่องให้ใครก็ได้เล่นการเมืองได้ง่ายๆ นี่นา 

            

วันพุธที่ 15 มิถุนายน พ.ศ. 2554

การเมืองไทย : "หนีเสือปะจระเข้"

แม้นวันที่ 3 ก.ค 11 นี้ ต่อให้ผู้ไปใช้สิทธิ์ลงคะแนนเลือกตั้ง100% สามารถเปลี่ยนประเทศได้จริงหรือ??
มีการรณรงค์จากทุกฝ่ายบอกให้ไปใช้สิทธิลงคะแนนเลือกตั้งมากๆ โดยเฉพาะพลังเงียบทั้งหลาย แล้วสามารถเปลี่ยนประเทศได้!!!???



อุปมาอุปมัยให้เห็นภาพชัดๆอย่างนี้นะ.....
สมมุติว่า นาย ก.(ชาติและประชาชนชาวไทย) เป็นมะเร็งในสมอง มีคน(กกต.-คณะกรรมการการเลือกตั้ง)นำยา(นักการเมือง)คละเคล้ากันเต็มถุงใหญ่(ไม่มีระบบการคัดกรองนักการเมือง, ฯลฯ) มาให้นาย ก. เลือกกิน(ลงคะแนนเลือกตั้ง) ตามใจชอบ คนนำยามาให้บอกว่า เป็นยารักษามะเร็ง กินๆไปเถิด เดี๋ยวก็หาย !!! ถามว่า จะหายไม๊??? คนกิน หายไปจากโลกนี้ล่ะใช่
ทุกครั้ง(ทุกครั้งที่มีการเลือกตั้ง)ที่คน(กกต.-คณะกรรมการการเลือกตั้ง)นำยา(นักการเมือง)มาให้นาย ก.(ชาติและประชาชนชาวไทย) กิน ก็บอกว่า คราวนี้เด็ด จะต้องหายแน่ๆ  นาย ก. จึงมีอาการ "ทรง"กะ"ทรุด" หนัก(เพราะ ยาที่ว่านั้น ไม่มีตัวยารักษามะเร็ง มีแต่แป้งผสมกับสารไซยาไนด์!!!)

ทำนองเดียวกันในสนามการเมือง  ไม่ได้มีระบบการคัดกรอง เลือกเฟ้นคนดีมีความรู้ คู่คุณธรรม ในขณะเดียวกันก็กีดกันไม่ให้คนไม่พร้อมทำงานการเมืองเพื่อประชาชนอย่างแท้จริง เข้าสู่การเมืองได้ สนามการเมืองไทยทุกครั้ง ไม่ว่าสนามระดับชาติหรือท้องถิ่น จึงเต็มไปด้วยพวกไม่พร้อมไม่เสียสละ ไร้คุณธรรม ไร้ปัญญาแก้ไขปัญหาประชาชนได้ จึงมีแต่พวกแอบอ้าง สร้างภาพ ไม่ว่าผู้มีสิทธิเลือกตั้งจะเลือกใครก็ ไม่สามารถแก้ไขปัญหาประชาชนได้


  • ตราบใดที่ ระบบการคัดกรองนักการเมือง(Politician Filtration)ไม่มี อย่างที่เคยเขียนไว้หลายต่อหลายหน
  • ตราบใดที่เงินทางการเมือง(Money Politics) ยังไม่เคร่งครัด ยังให้พรรคการเืมืองยังสามารถรับเงินบริจาคได้มากๆ ง่ายๆ ทำให้นักการเมืองหาเงินทางการเมืองได้อย่างง่ายๆ จาก บริษัท ห้างร้านค้าต่างๆ เช่นจัดเลี้ยงโต๊ะจีน 1 ครั้งพรรคการเมืองบางพรรคได้เงิน700-800 ล้านบาท ง่ายมากๆ และเงินที่พรรคการเมืองได้รับมาก็ล้วน "ติดเงื่อนไข" ต้องทำตาม ต้องช่วยเหลือ "ตอบแทน"ผู้ให้เงินก่อน
  • ตราบใดที่สื่อกระแสหลักยังไม่ได้มาตรฐาน ต้องทำการปฏิรูปสื่อกระแสหลัก(Mainstream Media Reformation) ที่ยังไม่กล้าหาญเปิดพื้นที่ เปิดโปงพฤติกรรมที่ไม่ดี ไม่เหมาะสมของนักการเมือง ตั้งแต่อดีต กล้าหาญ เป็นปรปักษ์กับนักการเมืองที่ประวัติไม่ดี รวมทั้งเครือญาติด้วย ซึ่งหนีไม่พ้นเป็นตัวแทนแก่กัน ไม่ให้เข้าสู่้การเมืองได้ และทำอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้ประชาชนทั่วไปรู้เท่าทันนักการเมืองที่เข้ามาแสวงหา เข้ามาฉวยโอกาส กัดกินผลประโยชน์ของประชาชน ยิ่งระบบไร้มาตรฐาน ไม่มีการคัดกรองนักการเมืองที่ดีพอ ยิ่งต้องใช้สื่อกระแสหลัก(Main Stream Medium)ทำการขุดคุ้ยพฤติกรรมใครก็ตามที่จะทำงานสาธารณะ ที่ชี้เป็นชี้ตายของคนทุกคนในชาติ
  • ตราบใดที่ยังคงยึดพื้นที่เพื่อเป็นเกณฑ์แบ่งเขตเลือกตั้ง(Election Based Geographics) ที่ไม่สามารถแก้ปัญหาการซื้อเสียงได้ และที่สำคัญ ไม่สามารถตอบสนองต่อพฤติกรรม คุณภาพชีวิตที่ดียิ่งๆขึ้นไป ของประชาชนได้ตรงจุด แม่นยำเท่า การแบ่งเขตเลือกตั้งโดยยึดกลุ่มอายุ เกณฑ์รายได้(Election Based Demographics) ตามที่เคยแสดงทรรศนะไว้แล้ว
 การเมืองไทยไม่ว่าผู้มีสิทธิจะลงคะแนนเลือกใคร จึงมีแต่(เลว)คงที่หรือเลวร้ายลง เหมือนดั่งสุภาษิตไทยที่ว่า  "หนีเสือปะจรเข้" อยู่ร่ำไป

วันอังคารที่ 7 มิถุนายน พ.ศ. 2554

มนุษย์ และสิ่งมีชีวิตอื่นๆ ถูกวางระเบิดเวลาด้วย โรงไฟฟ้านิวเคลียร์ 442 โรงงาน !!!..จบ

ด้วยข้อเท็จจริงแล้ว โรงไฟฟ้านิวเคลียร์ ที่ ฟูกูชิมะ ไดอิชิ 3 ใน 6 โรงได้เกิดการหลอมละลายของแท่งเชื้อเพลิงนิวเคลียร์(fuel rods)ภายหลังแผ่นดินไหวไม่กี่วัน เท่านั้น

สำหรับประเทศไทยซึ่งยังไม่เคยมีโรงไฟฟ้าพลังงานนิวเคลียร์มาก่อน แต่ก็มีแผนจะก่อสร้าง 5 โรงภายในปี 2021 แต่นับว่าโชคดีที่ องค์กร IAEA แลเห็นถึงความไม่พร้อมอย่างยิ่งของไทยจึงไม่อนุมัติให้ก่อสร้าง

                  ทั่วโลกมีแผนจะก่อสร้างเพิ่มอีก 135 โรงงาน ประเทศไทย มี 2 โรงตามแผนเบื้องต้น

หอคอยสูง เท่าตึก20 ชั้น ผลิตพลังงานแสงอาทิตย์ สำหรับ 20,000 คน ที่ใหญ่ที่สุดในโลก บนเนื้อที่ดิน 250 ไร่ ตั้งอยู่ในทะเลทราย โมฮาวี รัฐแคลิฟอร์เนีย

ประเทศซาอุดิ อาระเบีย ส่งออกน้ำมันมากที่สุดในโลก และตั้งเป้าจะส่งออกพลังงานแสงอาทิตย์มากที่สุดในโลกในอนาคต เช่นเดียวกัน (ข่าว)

สำหรับประเทศไทยแล้ว พลังงานหมุนเวียน(Renewable Energy) ที่ดีที่สุดและเหมาะสมที่สุด และประชาชนต้องการใช้มากที่สุด คือพลังงานแสงอาทิตย์ (ข่าว) (ข่าว) แต่นักการเมืองทั้งที่ผ่านมาและที่เป็นอยู่ก็ไม่ได้สนใจที่จะส่งเสริม เร่งรัด วิจัย และพัฒนาอย่างจริงจัง ว่านี่คือจุดแข็งของประเทศไทยอีกอย่างหนึ่ง นอกจากเมืองอู่ข้าวอู่น้ำ การท่องเที่ยว และงานบริการอื่นๆ หากทำให้เป็นนโยบายแห่งชาติเมื่อหลายสิบปีก่อนเพื่อนำไปสู่นวัตกรรม เชิงพาณิชย์และเป็นเทคโนโลยีของคนไทย ไม่ต้องซื้อหา นำเข้าจากนอกประเทศ ป่านนี้ไม่ต้องวิ่งตามก้นใคร ไม่ต้องพึ่งพาพลังงานนิวเคลียร์ หรือ น้ำมันอย่างทุกวันนี้

วันพุธที่ 1 มิถุนายน พ.ศ. 2554

มนุษย์ และสิ่งมีชีวิตอื่นๆ ถูกวางระเบิดเวลาด้วย โรงไฟฟ้านิวเคลียร์ 442 โรงงาน !!!..1

จากข่าว  ข่าว  ข่าว เมื่อเร็วๆนี้ เป็นความรับผิดชอบ เป็นความกล้าหาญที่น่าชื่นชมเป็นอย่างยิ่ง ของ คณะรัฐบาล เยอรมนี นำโดย Angela Dorothea Merkel ซึ่งเป็น Chancellor of Germany(เทียบได้กับตำแหน่งนายกรัฐมนตรี) ที่กล้าหาญตัดสินใจสั่งการปิดเตาผลิตไฟฟ้านิวเคลียร์ จำนวน ที่เหลืออยู่ 17 โรงงาน คิดเป็น 23% ของกำลังการผลิตไฟฟ้าทั้งประเทศ ภายในปี 2022 หรือ อีก 11 ปีข้างหน้า หลังได้รับรายงานการวิจัยถึงผลกระทบ จากโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ และเห็นแบบอย่างจาก การรั่วไหลของ โรงงานไฟฟ้านิวเคลียร์  ที่ fukushima ภายหลังแผ่นดินไหว และ คลื่นยักษ์ สึนามิ พัดถล่ม

                                            หัวหน้ารัฐบาล เยอรมนี Angela Dorothea Merkel

หากนับถึง วันที่ 19 มาราคม 2011 โลกเรามีโรงงานผลิตไฟฟ้านิวเคลียร์ 442 โรงงาน ใน 30 ประเทศ กำลังการผลิตรวม 375 กิกกะวัตต์(GW) และกำลังอยู่ในช่วงการก่อสร้างอีก 65 โรงงาน กำลังการผลิตรวม 63  กิกกะวัตต์(GW) ใน 16 ประเทศ

สิ่งนี้จึงนับเป็นภัยคุกคามอย่างมหันต์ต่อสรรพสิ่งในโลกนี้ โดยนักการเมืองของแต่ละประเทศ โดยเฉพาะประเทศต่างๆที่มีโรงงานไฟฟ้านิวเคลียร์ ตั้งอยู่ เป็นการวางระเบิดเวลาต่อพลเมือง ต่อลูกหลานของตัวเอง ที่เหล่านักการเมืองทั้งหลาย ฝากเอาไว้ให้  แม้ในอดีตที่ผ่านมา 50ปี เคยเกิดอุบัติเหตุร้ายแรง มาบ้างแล้ว แต่ยังไม่มีคนตาย บาดเจ็บเรือนแสน จะแน่ใจได้อย่างไรว่า ในอนาคต จะไ่ม่เกิดอุบัติเหตุร้ายแรงอย่างไม่เคยพบเจอมาก่อน??? ลำพังภัยธรรมชาติร้ายแรง เป็นเหตุให้ผู้คนล้มตายเรือนเหมื่น เรือนแสน พอเข้าใจได้ เพราะ มนุษย์ไม่ได้ก่อโดยตรง  หรือคิดว่า ประเทศตัวเองจะล่มสลาย สูญหายไปในไม่ช้านี้

ตำแหน่งที่ตั้งโรงงานผลิตไฟฟ้านิวเคลียร์ตามภูมิภาคต่างๆทั่วโลก

ประเทศต่างๆที่มีโรงไฟฟ้านิวเคลียร์


                                         จำนวนโรงงานไฟฟ้านิวเคลียร์ที่อยู่ระหว่างการก่อสร้างให่อีก 65 โรงงาน


 อายุของแต่ละโรงงาน


                                        สัดส่วนของไฟฟ้านิวเคลียร์ที่ผลิตได้เมื่อเทียบกับพลังงานอื่นๆ


จริงอยู่ ไฟฟ้านิวเคลียร์เป็นพลังงานสะอาดรูปแบบหนึ่ง แค่ใช้ แร่ ยูเรเนียม 235 เพียงวันละ 3 กิโลกรัม สามารถผลิตไฟฟ้าเลี้ยงคนได้ 1 ล้านคน ณ ปัจจุบันนี้ นับว่าเป็นความคุ้มค่าทางเศรษฐกิจ ยิ่งกว่า พลังงานใดๆ  ภายหลังเหตุการณ์ สึนามิ ถล่มโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ ที่ญี่ปุ่นแล้ว ถึงบทสรุปว่า ความแน่นอนคือความไม่แน่นอนนั่นเอง   ....







วันเสาร์ที่ 28 พฤษภาคม พ.ศ. 2554

Chuvit Kamolvisit : "Yes I'm (A) Bad (Guy)"



ในการให้สัมภาษณ์สื่อ เดอะ แบงคอก โพสต์ (The Bangkok Post) ของนายชูวิทย์  ครั้งนี้ นาย ชูวิทย์ ตอกย้ำว่าตัวเองเป็นคนเลว (I'm a bad guy) อย่างน้อย 3หน ระหว่างการให้สัมภาษณ์ 5นาที 23 วินาที
แต่ได้สะท้อนนัยะแห่งปัญหาการเมืองไทย 3 ประการด้วยกัน..

1. แม้แต่คนเลวอย่างนายชูวิทย์ ก็สามารถ"เล่น"การเมืองได้ นั่นคือ ระบบการคัดกรองนักการเมือง ไม่มีเลย (ซึ่งเป็น 1 ในปัญหาหลักของการเมืองไทย)หรือที่ผมเรียกว่า ใช้ตระแกรงกรองน้ำกิน ไม่ได้ใช้เครื่องกรองน้ำที่มีคุณภาพ น้ำที่ได้จึงเป็นน้ำไว้สำหรับ"ล้างตีน"ได้เท่านั้น
คนเลวๆ อื่นๆก็สามารถเข้าสู่การเมืองได้เช่นเดียวกัน เข้าไปบริหารเงินภาษีประชาชน นับ สองล้านๆบาท/ปี  เข้าไปออกนโยบายสาธารณะต่างๆ ออกกฏหมายใช้บังคับประชาชน 70 ล้านคน นี่คือการเมืองที่ไร้มาตรฐานอย่างยิ่ง

2. พรรคการเมืองต่างๆ เป็นของบุคคล มีเจ้าของชัดเจน มิได้เป็นของประชาชนดั่งทฤษฎีว่าไว้ แม้แต่บุคคลที่ถูกศาลรัฐธรรมนูญตัดสินห้ามยุ่งเกี่ยวกับการเมืองเป็นเวลา 5ปี ก็ไร้ผล บุคคลเหล่านี้ก็ยังคงกด"รีโมต" สั่งการได้ ไม่ว่าจะอยู่ที่ไหนในโลกนี้ พรรคการเมือง จึงเป็นแค่รูปแบบ เท่านั้น แต่เนื้อหาเป็นเผด็จการโดยแท้  ประชาชนมีหน้าที่แค่ หย่อนบัตรลงคะแนน จบข่าว!!!

3. การเลือกตั้งทุกครั้งจึงเป็นการแข่งขันกันเองระหว่างคนเลวๆ ที่สร้างภาพว่าเป็นคนดี มีคุณธรรม มีความสามารถ เสียสละ มารับใช้ประชาชน "ตอแหล"ทั้งนั้น  ซึ่งเป็นความผิดพลาดอย่างมหันต์ของชาติในการปล่อยปละละเลยให้คนเหล่านี้ เข้าสู่แวดวงการเมือง แค่นี้ก็มองเห็นอนาคตของชาติไทยแล้ว ว่าจะไปในทิศทางใด ซึ่งที่จริงก็ล้มลุกคลุกคลานมาตลอด 70 กว่าปี





วิดีโอคลิปที่สองนี้ นายรักเกียรติ ได้ให้ข้อมูลซึ่งเป็นความจริงอย่างที่สุด นั่นคือ เงินทางการเมือง(Money politics)ซึ่งเป็น 1 ใน 3 ปัญหาหลักของการเมืองไทย ที่นักการเมืองได้เงินมาจากห้าง ร้าน ธุรกิจต่างๆ ซึ่งตามกฎหมาย ประกอบรัฐธรรมนูญ ปี 50 ให้พรรคการเมืองรับเงินบริจาคได้ไม่เกิน 10 ล้านบาท/ปี ซึ่งมากเกินไปมากมายนัก แต่ในความเป็นจริง บางพรรคการเมืองได้รับเงินมากมาย นับ ร้อยๆล้าน เมื่อนักการเมืองได้เข้าไปใช้อำนาจรัฐ ก็ไปทำงานให้เจ้าของเงินเหล่านั้นก่อนแน่ เช่น การทำเป็นไม่รู้ไม่ชี้ ของ นายก อภิสิทธิ์ กรณี บริษัืททรู ซื้อ บริษัทฮัช ผู้ให้บริการโทรศัพท์เคลื่อนที่ ซีดีเอ็มเอ (Hutch-CDMA Service Provider) และพยายามหาช่องทางโกงกิน เพื่อทั้งตัวเอง พวกพ้อง และพรรคไว้ใช้เลือกตั้งครั้งต่อไป เป็นอย่างนี้ ตลอดมา 70 กว่าปี ถามว่า ประชาชนอยู่ไหน ประชาชนมาก่อนจริงรึหรือเปล่า(ว่ะ)

ขอขอบคุณ คุณรสนา โตสิตระกูล ที่มีแนวคิดเหมือนกันและพยายาม ให้รัฐสภาเริ่มทำในสิ่งที่สมควร เช่น ทำบันทึกประวัติการทำงานของนักการเมือง อย่างระเอียดเพื่อให้ประชาชนไว้ศึกษา แต่รัฐสภาไม่เอาด้วย พยายามต่อไปนะครับ



คลิปสุดท้ายนี้เป็นการวิเคราะห์การเลือกตั้ง 3 ก.ค. 2554 นี้ ของ คุณทักษิณ

หลังการเลือกตั้ง 3 ก.ค. 54 นี้ เป็นวันเริ่มนับถอยหลังของรัฐบาลชุดใหม่ และ เริ่มความรุนแรงทางการเมืองรอบใหม่ ไม่ว่าใครจะเข้ามาใช้อำนาจบริหาร ต่อให้พรรคเพื่อไทยได้คะแนนเสียงเกินกึ่งนึง สามารถจัดตั้งรัฐบาลพรรคเดียว ได้ หรือ แม้พรรคประชาธิปัตย์ ได้เสียงมากกว่าครึ่ง(ซึ่งอีก 10 ชาติก็ไม่มีทางเป็นไปได้หากวิธีคิดและ วัฒนธรรมของพรรคยังเป็นแบบนี้) ก็หนีไม่พ้นความรุนแรงทางการเมืองรอบใหม่ และจะรุนแรงมากว่าทุกๆครั้งที่ผ่านมา 

วันศุกร์ที่ 27 พฤษภาคม พ.ศ. 2554

การสร้างภาพใหม่ของนักการเมือง(Politician Re-Branding)

รีแบรนด์ดิ่ง(Re-branding) หรือ Re-positioning ภาษาทางการตลาดหมายถึง กระบวนการสร้างการรับรู้ในตัวสินค้า หรือบริการ ให้แตกต่างไปจาก "ของเดิม" และ สอดคล้องกับกลุ่มผู้บริโภคเป้าหมายใหม่ เพื่อให้อยู่ในความคิด จดจำ ของผู้บริโภคกลุ่มเป้าหมายใหม่ เพื่อให้ซื้อและซื้อซ้ำ จนเป็นความภักดีต่อตัวสินค้า หรือบริการนั้นๆ หรือพูดให้เข้าใจง่ายว่า เป็นการสื่อสารทางการตลาดในทุกช่องทาง ไปยังกลุ่มคนเป้าหมาย ไม่ว่าจะเป็นช่องทาง สื่อทีวี หนังสือพิมพ์ วิทยุ สื่อใหม่(new media) ฯลฯ เพื่อให้เข้าใจและเชื่อตามนั้น



ส่วนตัวสินค้าหรือบริการนั้นๆจะดีจริง มีคุณสมบัติเป็นไปตามที่ "สื่อสาร" ออกมา หรือ "โฆษณา ประชาสัมพันธ์" หรือใหม่นั้น เป็นอีกเรื่องหนึ่ง จึงต้องมีหน่วยงานกลาง หรือ องค์กรกลาง หรือ องค์กรอิสระ ที่เข้มแข็ง เป็นกลาง(Neutrality) กำกับดูแล เพื่อคุ้มครองผู้บริโภคที่มีความแตกต่างกัน

มนุษย์เดินดินเหมือนกัน ย่อมนิยม ชมชอบให้คนอื่นๆ ชื่นชมตนเองมากกว่า ตำหนิ ติเตียนแน่ นักการเมืองก็เช่นเดียวกัน  ต้องการให้สาธารณะชนรับรู้แต่สิ่งดีดีของตัวเองเท่านั้น นักการเมืองบางคน พฤติการณ์ และพฤติกรรมสุดโสมม สุดต่ำช้า ตั้งแต่เล็กจนโต โกงพี่น้องตัวเอง ค้ากาม ค้าของเถื่อนโกงภาษี สารพัด ในที่สุดร่ำรวยนับ ร้อย นับพันล้านบาท  เรียกว่า ชาญฉลาดมาก แต่ล้วนเป็นเรื่องทำให้ตัวเอง แต่ เบียดเบียนผู้อื่น บูชาเงินตราเหมือนพระเจ้า สามารถทำเรื่องผิดกฏหมายได้ แต่ไม่ต้องรับผิดตามกฏหมาย และโด่งดังชั่วข้ามคืน มาบัดนี้สร้างภาพจะช่วยชาวบ้าน ปราบคนโกงกิน

ไม่มีอาชีพอะไรที่จะสร้างความร่ำรวย มีอานาจ มีเกียรติยศ ในช่วงเวลาสั้นๆ ง่ายๆ ได้ดีไปกว่าอาชีพนักการเมือง อีกแล้ว หากฉลาด"ซื้อคน" "ใช้สื่อกระแสหลัก" ให้เป็น สร้างข่าว สร้างภาพตัวเอง บนพื้นที่สื่อ ที่ฉาบฉวย ไร้สมอง ไร้วิจารญาณ  สามารถบิดเบือนเปลี่ยนภาพลักษณ์ จากเคยเป็น"ผู้ร้าย" จนจวนเจียนจะกลายเป็น"พระเอก" ในสายตาสาธารณะชนดูง่ายๆจากผลโพล แวดวงการเมืองจึงเต็มไปด้วย เสือ สิงห์ กระทิง แรด โสเพณี และ แมงดา

แต่เนื่องจาก นักการเมืองเป็นบุคคลสาธารณะที่จะเป็นผู้ออกกฏหมาย หรือ นโยบายสาธารณะต่างๆ จับต้อง บริหารเงินภาษีประชาชนนับสองล้านๆบาทต่อปี ที่ชี้เป็นชี้ตายให้แก่คนทุกคนได้ แต่ ....กระบวนการคัดกรองนักการเมืองไม่มี ปล่อยให้คน "เล่น" การเมือง เข้าสู่แวดวงการเมืองได้อย่างง่ายดาย ซึ่งล้วนไปสร้างปัญหาแก่ชาติไม่มีที่สิ้นสุด และนับวันจะยิ่งทวีความรุนแรง

“Insanity is doing the same thing over and over while expecting a different result,” Albert Einstein.


"ต้องเป็นคนวิกลจริตแน่ๆ ที่ทำอะไรเหมือนเดิมซ้ำแล้วซ้ำอีก แต่อยากให้ผลออกมาแตกต่างไปจากเดิม" อัลเบิร์ต ไอน์สไตน์


ประชาธิปไตยแบบไทยๆก็เช่นเดียวกัน การเลือกตั้ง ทุกฝ่าย รณรงค์ "ต้องการคนดี มีความสามารถ เพียบพร้อมด้วยคุณธรรม"แต่ทำเหมือนเดิม วิธีการเดิม ทุกๆครั้งตลอดมา