Powered By Blogger

วันพฤหัสบดีที่ 28 เมษายน พ.ศ. 2554

ปธ. Obama เป็นคนอเมริกันหรือไม่??? (จบ)

ในที่สุด ทางเจ้าหน้าที่ทำเนียบขาว ได้แถลง แสดงหลักฐาน ในสูติบัตร ของปธ. Obama



ความจริงแล้วเรื่องกล้วยๆ มากๆ ในการไปคัดลอกสำเนาใบเกิดของใครๆก็ได้ ก่อนจะโพนทะนาข่าว แต่.. "นักการเมืองชั้นเลว" ก็เล่น ตีข่าว เกาำะกระแสให้ตัวเองดังเพื่อหวังผลทางการเมือง

Donald Thrump เมื่อแพ้ความจริง ก็ตีหน้า แก้เก้อไปเล่นประเด็นอื่นๆต่อไป




หากในสมัยหน้า ปี 2012 สหรัฐอเมริกาได้  ประธานาธิบดี 1 ใน 11 คนตาม Chart ด้านล่างนี้ ที่สมัครเป็นตัวแทนพรรค Rebublican ถือว่า ถึงคราวซวยสุดสุดของอเมริกันชน และของโลก ด้วย และโดยเฉพาะอย่างยิ่ง หากได้ นาย Donald Trump เป็นประธานาธิบดี ละก็ การค้าระหว่าง สหรัฐอเมริกากับ จีน จะ ลุกเป็นไฟ เพราะ Trump เชื่อว่า จีนแย่งงานไปจากสหรัฐ และจะตอบโต้ด้วยการขึ้นภาษีสินค้านำเข้าจากจีน

โฉมหน้าผู้สมัครเข้ารับคัดเลือกเป็นตัวแทนพรรค Republican ไปชิงประธานาธิบดีสหรัฐในปี 2012

สหรัฐอเมริกา เป็นตัวอย่างการเมืองที่ไม่มีมาตรฐาน และระบบเศรษฐกิจแบบการตลาดสุดขั้ว(Market Fundamentalism) ที่ผลักภาระ(Externalities) ของเสียต่างๆไปไว้นอกรั้วบริษัท ไปไว้กับสิ่งแวดล้อม และมุ่งแสวงหาแต่กำไรอย่างไม่บันยะบันยัง

วันพุธที่ 27 เมษายน พ.ศ. 2554

ปธ. Obama เป็นคนอเมริกันหรือไม่???

ตามรัฐธรรมนูญอเมริกา คนที่จะดำรงตำแหน่ง ประธานาธิบดี ได้ ต้องเกิดในประเทศอเมริกาเท่านั้น
จึงเป็นที่มาของขบวนการ Birther conspiracy movement ที่จะเอา ปธ. Obama ออกจากตำแหน่งให้ได้ แต่ยังไม่สามารถนำพยานหลักฐานมาแสดงได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง นาย Donald Thrump เศรษฐีอสังหาริมทรัพย์ ชาว นิวยอร์ค และ จะลงสมัครเป็นตัวแทนพรรค Republican ชิงตำแหน่งประธานาธิบดี ในปี 2012 เช่นเดียวกับ นาง Sarah Palin ผู้ซึ่งกำลังเป็นที่ชื่นชอบสมาชิกพรรค


                                  ป้าย cut out ถามหาใบสูติบัตร ของ ปธ. Obama (from Wikipedia)



ผู้สนใจสมัครเข้าชิงเป็นตัวแทนพรรค Republican เพื่อแข่งขันเป็นประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกา 2012 (from NYT)





ส่วน Fox News รายงานว่า ปธ. Obama เป็นคนอเมริกันแน่นอน พร้อมแสดงหลักฐานประกอบ



การเมืองที่ไม่เคยมีมาตรฐาน ไม่เคยมีคนคิดทำให้เป็นมาตรฐานในโลกนี้ จึงนำโลกนี้ไปสู่หายนะในอัตราเร่ง  


วันพฤหัสบดีที่ 24 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2554

The Amazing Global Online Ads Share/Spending!!!

I realized the world online advertising share and growth for 6 years ago. Up to the minute, the report says(by Jack Myers)








  • Digital share of total 2010 Advertising & Marketing: 8.0%
  • Digital share of total 2020 Advertising & Marketing: 40.0% est.
    What's that means?
In   2010 global advertising ecosystem is worth $600 billion 
In   2010 global online advertising ecosystem is worth $47.60 billion, market share 8%
By 2020 global advertising ecosystem could be worth $759 billion, growth 26.5% (for entirely 10  years) 
By 2020 global online advertising ecosystem could be worth $307.25 billion, market share would get up to  40%, growth more than 545% !! wonderful indeed, right?

Looking back in Thailand ads market, it's total worth roughly 100,000 million Baht in the year 2010, in the amount, online advertising is just only 1% share.

HOW COULD IT FLY HIGH? ... Absolutely, rockets to the sky.

Would u know the third screen, mobile ads trend?
Woow!! ridiculously amazing one to focus on or would miss the train for sure!!

วันอาทิตย์ที่ 20 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2554

ใครว่า Steve Jobs อยู่ได้อีกแค่ 7 วัน??

นี่เป็นภาพข่าว จาก White House โดยมี Steve Job นั่งอยู่ติดกับ Prez.Obama ถ่ายเมื่อคืนวันศุกร์ นี้

ใครช่างวิเคราะห์ว่า Steve Jobs ซึ่งเป็นมะเร็งตับอ่อน เพิ่งเปลี่ยนตับไปเมื่อสองปีที่แล้ว จะอยู่ได้ไม่นาน



ฝรั่งก็มั่วเก่งเหมือนกัน

วันอาทิตย์ที่ 6 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2554

แก๊งค์เสื้อเหลือง แก๊งค์เสื้อแดง, แก๊งค์รัฐบาล: ความระยำของนักการเมือง

สุดเอือมระอา สุดทนทาน สุดจะพรรณาในพฤติกรรมขอเหล่านักการเมืองทุกคน ทุกพรรค ทหาร และแก๊งค์เสื้อสีต่างๆ ล้วนไร้ปัญญาแก้ไขปัญหาในทางสร้างสรรต์ เงินภาษีประชาขน มีไว้สร้างความอยู่ดีมีสุขให้กับประชาชนให้มีคุณภาพชีวิตที่ดียิ่งๆขึ้นไป กลับไปใช้ในการทำสงคราม โกงกิน แย่งชิงอำนาจ ผลประโยชน์ ไม่ทราบจะเปรียบเทียบเป็นอะไรดี

แก๊งค์เสื้อเหลือง เสิ้อแดง มีพฤติกรรมแยี้ยงแก๊งค์อันธพาล ไม่ทำมาหากินได้แต่กวนเมือง ข่มขู่ ท้าทายอำนาจรัฐ สร้างความเดือดร้อนครั้งแล้วครั้งเล่า ลงสมัครรับเลือกตั้งก็ไม่ได้รับเลือกแต่ไม่ได้ชะโงกดูเงาตัวเอง

ไม่ว่าจะนำเหตุการณ์ไหนๆมาเป็นตัวอย่างก็ล้วนสื่อ ส่อให้เห้นว่า การเมืองที่ไร้มาตรฐาน นำโดยนักการเมืองที่ไร้ปัญญา ได้ผู้นำ(ทุกระดับ)ที่ไร้ปัญญาในการสร้างสรรค์สัีงคม การศึกษา คุณภาพชีวิตที่ดีให้แก่ประชาชน

การเปิดแนวรบ การทำสงครามระหว่างกัมพูชา เป็นความผิดพลาดอย่างร้ายแรง และ ไม่ควรได้รับการให้อภัยไดๆ ของนายก อภิสิทธิ์ ที่ไร้ภาวะผู้นำในการยังยั้งสงคราม หรือร้ายกว่้านั้น หากสนับสนุนให้ก่อสงคราม

วันเสาร์ที่ 29 มกราคม พ.ศ. 2554

Participatory Technocracy(1)

เนื่องจาก การเมืองในโลกนี้ไม่เคยมีมาตรฐานใดๆเลย ไม่ว่าจะเป็นต้นแบบประชาธิปไตย อย่างประเทศ อังกฤษ หรือแม้แต่ประเทศสหรัฐอเมริกา ที่เน้นระบบตลาดสุดขั้ว(Market Fundamentalism) ยิ่งไม่คยมีมาตรฐาน หามาตรฐานใดๆไม่ได้เลย

แต่แปลกมาก เรากลับไว้วางใจให้คนบางกลุ่ม บางพวก ที่เราเรียกกันเสียสวยหรูว่า "นักการเมือง" เล่นแร่ แปลธาตุ แม้แต่ชีวิตเราให้เป็นอะไรก็ได้ เรายอมไว้วางใจ มอบหมายหน้าที่ ให้บริหารเงินงบประประมาณภาษีประชาชนปีละ 2ล้านล้านบาท สำหรับประเทศไทย ปีละ 6.53 ล้านล้านดอลลาร์(196 ล้านล้านบาท) ในประเทศสหรัฐอเมริกา ทำไม??? เพราะ เราหลงผิด เชื่อผิดๆ น่ะซี !!!ทางธรรมเรียกว่า มิสฉาฑิฐิ แล้วเราก็คิดว่า มันถูกแล้ว มันดีแล้ว มันเหมาะสมแล้ว

ในทุกหมวดหมู่สินค้า และบริการในโลกนี้ กำลังถูกทำให้มีมาตรฐาน(To be standardized) มากยิ่งขึ้นเรื่อยๆ เช่น ISO เป็นองค์กรระดับโลกที่คอยกำหนดมาตรฐานในสินค้าอุตสาหกรรมและบริการ หรือ มอก. กำหนดมาตรฐานอุตสาหกรรมและบริการในประเทศไทย เป็นต้น

ยกตัวอย่างให้เห็นภาพชัดๆ หากในอุตสาหกรรมยาไม่มีมาตรฐาน หรือมาตรฐานต่ำ ใครอยากทำอะไร ผลิตอะไรทำไป ให้ผู้บริโภคเลือกซื้อหา กิน ใช้กันเอาเอง อะไรจะเกิดขึ้น แม้ปัจจุบัน ขนาดมีมาตรฐานระดับหนึ่งยังมีปัญหามากมาย ในทำนองเดียวกับ การเมืองในโลกนี้ก็เช่นเดียวกัน โดยเฉพาะอย่างยิ่งในประเทศไทยเราเอง ตั้งแต่อดีตจวบจนปัจจุบัน และไม่รู้อีกนานเท่าใดในอนาคต กว่าจะทำให้เป็นมาตรฐานได้

แต่ภาคการเมืองที่บงการชีวิตคนยิ่งกว่าใดๆ จับเงินภาษีของเรามากกว่าใครๆ เป็นคนกำหนด ออกแบบ(Policy Maker) นโยบายสาธารณะ(Public Policy)ที่กระทบคนทั้งโลก ทั้งประเทศ กลับไม่เคยมีคนทำให้เป็นมาตรฐาน ให้มีมาตรฐาน ให้ได้คนที่ดี มีความรู้ มีคุณธรรมเป็นมาตรฐาน อย่างน้อยหากเลือกคนผิดพลาดก็ผิดพลาดบนมาตรฐาน ที่ผ่านเกณฑ์ "ระบบการคัดกรองนักการเมือง" (Politician Filtration) ไว้แล้ว

โลกเราทุกวันนี้ที่เป็นปัญหาด้านสิ่งแวดล้อมอย่างยิ่งก็เพราะ การเมืองที่ไม่มีมาตรฐาน ได้คนที่ไร้มาตรฐานบริหารบวกกับระบบเศรษฐกิจที่ละโมบโลภมาก กักขฬะ เห็นแก่ได้ เห็นแก่ตัว จนเกินพอดีไปมากมาย

นี่คือสิ่งที่ผิดเพี้ยนตั้งแต่วิธีคิด ไล่ลงมาจนถึงระบบ เมื่อวิธีคิดผิด ทำยังไงก็ไม่ถูกต้อง

วันอังคารที่ 25 มกราคม พ.ศ. 2554

แนวคิดการแก้ปัญหาเครือข่ายการซื้อเสียงของนักการเมือง

สิ่งที่ผู้ทรงคุณวุฒิ นักการเมืองจากพรรคการเมืองต่างๆ นักวิชาการ เสนอแนะสูตรต่างๆ ในการกำหนดสัดส่วนสมาชิกสภาผู้แทนฯ และ ส.ส. ปาร์ตี้สิสต์ ว่า จะกำนดในสัดส่วนเป็นเท่าใด(375:125 หรือ 400:100 หรือ 380:120)นั้น ล้วนแล้วแต่เป็นเรื่อง "พายเรือในอ่าง" ทั้งสิ้น ไม่ได้สร้างสรร ไม่ว่าจะกำหนดสัดส่วนเป็นเท่าใด ก็ล้วนไร้ซึ่งหนทางแก้ปัีญหาการซื้อเสียงไปได้ ยังคงซื้อหนักข้อ เหิมเกริม มากยิ่งขึ้นทุกขณะ และ ไม่ได้ตอบโจทย์เรื่อง "ตัวแทน"ได้ดีสักเท่าใด ยังคง ล้าหลัง ไร้จุดหมาย ล่องลอย อยู่นั่นเอง

 การแบ่งเขตเลือกตั้ง ตามลักษณะทางภูมิศาสตร์(Geographic Targeting) นั้นไม่น่าจะตอบสนองพฤติกรรม การใช้ชีวิต คุณภาพชีวิตของผู้คนให้ดียิ่งๆขึ้นไปได้อีกต่อไป
เพราะในโลกที่นับวันจะแบนราบลง ไร้พรมแดน ข้อจำกัด ขวากหนาม กฎเกณฑ์ต่างที่เคยมีมาจะค่อยๆ ทะลายหายไป การใช้ลักษณะทางภูมิศาสตร์มากำหนด ในการแบ่งเขตเลือกตั้งของบรรดา ส.ส. จึงเป็นสิ่งที่ล้าสมัย แทบหาประโยชน์ใดๆ ต่อประชาชนทั้งประเทศไม่ได้เลย

การกำหนดสัดส่วน ส.ส.ตามลักษณะทางสังคมและเศรษฐกิจ(Demographic Targeting)เป็น
สิ่งหนึ่งที่สำคัญ(ในหลายๆสิ่งผนวกร่วมกัน เช่นที่มาของเิงินทางการเมือง-Money Politics, ระบบการคัดกรองนักการเมือง-Politician Filtration)
ดังนั้นสิ่งที่เหนือกว่า ดีกว่า ทันสมัยกว่า สอดคล้อง และเป็นประโยชน์อย่างยิ่งต่อประชาชนทั้งประเทศ ในการกำหนดสัดส่วน ส.ส. นั้นควรเป็นหรือพูดได้ว่า ต้องแบ่งเป็นลักษณะทางสังคมและเศรษฐกิจ(Demographic Targeting) กล่าวคือ
1. แบ่งตามกลุ่มอายุผู้ประชากรของประเทศและ รายได้ของประชากร เช่นเด็กที่มี อายุตั้งแต่
    0 - 07 ขวบ(มีกี่คนในประเทศ)มีผู้แทนได้กี่คน?
    08-15 ปี (มีกี่คนในประเทศ)มีผู้แทนได้กี่คน?
   16- 23 ปี (มีกี่คนในประเทศ)มีผู้แทนได้กี่คน? เป็นต้น
  กลุ่มคนที่มีรายได้ตั้งแต่ 0- 30,000บาทต่อเดือน มีผู้แทนได้กี่คน?
  กลุ่มคนที่มีรายได้ตั้งแต่ 30,001-60,000บาทต่อเดือน มีผู้แทนได้กี่คน? เป็นตัวอย่าง

ซึ่งการกำหนดสัดส่วน ส.ส. ตามกลุ่มอายุของประชากร และ กลุ่มรายได้นี้เป็นการตัดระบบ วงจรเครือข่ายของนักการเมืองในการซื้อเสียง วางมวลชน หาแนวร่วม วางเครือข่ายแบบผิดๆไปได้อย่างสิ้นเชิง เพราะ กลุ่มคนลักษณะดังกล่าวมีอยู่ทั้งทุกภูมิภาค ทุกจังหวัด ทุกอำเภอ ยากที่บรรดานักซื้อเสียงจะกระทำได้สำเร็จ และเป็นการตอบโจทย์ คำว่า"ตัวแทน" อย่างแท้จริงยิ่งขึ้น

เชื่อหรือไม่ว่า ต่อไป(ไม่น่าจะนานนัก)ระบบการเลือกตั้งแบบตัวแทนนี้(Representative Election)หรือ ประชาธิปไตยแบบตัวแทน(Representative Democracy) นี้จะหมดไปจากโลก จะเปลี่ยนไปสู่ ประชาธิปไตยแบบมีส่วนร่วมที่นำระบบเทคโนโลยีช่วยอำนวย(Participatory Technocracy) อันประกอบด้วย....ค่อยว่ากันตอนหน้า