วันพุธที่ 30 ธันวาคม พ.ศ. 2552

นายก อภิสิทธิ์: You Can Lead, But Can You Inspire?


ผมเชื่อมั่นอย่างสนิทใจ ว่า ท่านนายก อภิสิทธิ์ เป็นคนดี ไม่มีนอก ไม่มีใน เรื่องไม่ดีงามกับใครแน่ แต่ ท่านก็ไม่สามารถ บริหารจัดการให้เป็นไปอย่างเต็มประสิทธิภาพได้ แม้่เพียง ครึ่งนึง ก็ยากยิ่ง


หน้าที่ความรับผิดชอบหลัก ของนายกรัฐมนตรี ต้องวางคน ใช้คนให้เหมาะ กับงาน และควบคุม ดูแล พลักดัน ตลอดจน สร้างแรงบันดาลใจ สร้างความหึกเหิมให้ทุกๆคน ทำงานอย่างทุ่มเท เสียสละ ทุกคนทำงานให้หนุนเนื่องกัน ประสานกัน บริหารเงินภาษีอากรของประชาชน ให้เกิดประสิทธิผลมากที่สุด ให้เป็นไปตามเป้าประสงค์ ตามที่ได้แถลงนโยบายไว้ ทั้งนี้ก็เพื่อชาติไทย คนไทยของเราเอง

แค่รัฐมนตรี หรือตำแหน่งงานสำคัีญๆของข้าราชการประจำ บริหารได้ไม่เต็มที่ หรือพูดตามภาษาชาวบ้านว่า "ไม่คุ้มค่าจ้าง" ถ้าเป็นบริษัทเอกชน รับรองได้ว่า โดนไล่ออก หรือ จ้างให้ออก แน่นอน ไม่มีบริษัทไหนในโลกเก็บไว้แน่

ยิ่ง เกิดการโกงกินของนักการเมือง ข้าราชการ ด้วยแล้ว ยิ่งไม่ต้องพูดถึง และ เป็นเหมือนกันหมดทุกพรรค ไม่ว่ายุคไหน สมัยไหน เพราะ นักการเมือง เป็นอาชีพที่ลงทุนน้อย กำไรงาม หรือ แทบไม่ได้ใช้เงินตัวเองลงทุนเลยด้วยซ้ำ แต่ผลตอบแทนไม่จำกัด แล้วแต่โอกาสใครจะโกงกิน ได้เก่งกว่ากัน แนบเนียนกว่ากัน กินคำใหญ่กว่ากัน

ที่จริง มีรัฐมนตรีมากว่าครึ่ง ครม. ที่ ทำงานไม่เป็น และ มีพฤติกรรม ไม่น่าไว้วางใจ เลยเชียวล่ะ แค่นี้ก็ เหนื่อยแล้ว คนไทย

ด้วยข้อจำกัดในตัวบุคคล ระบบ วัฒนธรรมการเมือง ที่เป็นอยู่ ทั้งในพรรคประชาธิปัตย์เอง และพรรคร่วมการเมืองอื่นๆ พรรคฝ่านค้าน ฝ่ายแค้น ฟันธงได้เลยว่า ใครก็ตามที่เข้าสู่การเมือง จนได้บริหารราชการแผ่นดิน แม้น ได้เสียงข้างมาก เหมือนอย่างสมัย คุณทักษิณ ก็ไม่้สามารถสร้างชาติได้ ไม่สามารถ สร้างคุณภาพชีวิต การศึกษาที่ดีขึ้นเรื่อยๆ ให้กับประชาชนได้ เพราะทั้งคน และระบบ เน่ามานานแล้ว

วันอังคารที่ 29 ธันวาคม พ.ศ. 2552

The timing could not have been better



การที่ รมต.สำนักนายกฯ สาทิตย์ วงศ์หนองเตย(ประวัติ) พรรคประชาธิปัตย์ ออกให้สัมภาษณ์ผ่านสื่อวันนี้ กรณี มติ (วิดีโอข่าวข่อง9) (ข่าวthaigov.go.th)

คณะกรมการตรวจสอบงบไทยเข้มแข็ง กระทรวงสาธารณสุข ที่มี นพ. บรรลุ ศิริพานิช เป็นประธาน ทำนองว่า ยังไม่เสียหาย เงินงบประมาณยังไม่ได้ใช้ "เงินเข้ากระเป๋าใครหรือยัง ประเด็นมันอยู่ตรงนี้"(เสียดายที่นักข่าวท่านที่สัมภาษณ์ ไม่ได้ถามต่อว่า " ถ้าท่านเป็น ท่านนายก อภิสิทธิ์ กรณีนี้ท่านจะตัดสินใจอย่างไร?) นี่คือสันดาน ของนักการเมืองกระโหลกหนา ที่ไม่ยอมรับรู้ว่า งานสาธารณะ คืออะไร คนทำงานด้านนี้ ลักษณะนี้ ควรมีคุณสมบัติอย่างไร ควรมีพฤติกรรมอย่างไร ที่ดี ที่เหมาะที่ควร ที่น่าห่วงอย่างยิ่งก็คือ ทัศนคติทำนองนี้ วิธีคิดแบบนี้ ลูกหลานเราได้เห็นข่าว ฟังข่าวแล้ว จะเป็นอย่างไร?...อนาจใจหลาย หลาย

อยากจะบอก ท่านสาทิตย์ สมมุติว่า มีคนวางแผนจะยิง ท่าน รมต. แล้ว เจ้าหน้าที่ รู้ข่าว แล้ววางแผนจับ คนที่จะยิงท่านได้ครบชุด พร้อมหลักฐาน ถามว่า ต้องปล่อยให้ท่านรมต. โดนยิงตายก่อนใช่หรือไม่? จึงจะลงโทษ คนยิงได้ อย่าทำตัวเหมือน "พวกมากลากไป" ทั้งๆที่ ลากประเทศชาติ และประชาชนลงเหว

นักการเมืองเมื่อทำผิด ก็หาข้ออ้างไปเรื่อยๆ แถไปเรื่อย มีปากก็พูดไป แต่พฤติการณ์ มันฟ้องอยู่ และ คนทั้ง
โลก ไม่ได้โง่นะ(โว้ยยยย) ที่จะมองไม่ออกเทียวหรือ ว่า ท่าที คนโกงกินเป็นอย่างไร

ด้านนักการเมือง ที่มีความผิด พยายามลอยตัวเหนือปัญหา ก็รู้ๆกันอยู่ เป็นอย่างนี้เรื่อยมา

บทบรรณาธิการไทยโพสต์ บอกไว้เหมื่อนกันว่า เป็นโอกาสสุดท้ายท่านนายก อภิสิทธิ์

อยากจะบอกท่านนายก อภิสิทธิ์ว่า....

The timing could not have been better : คงไม่มีช่วงจังหวะไหนเหมาะไปกว่านี้อีกแล้ว
(ที่จะตัดสินใจปราบคนคิดทุจริต) ก่อนที่หอกทุกเล่มจะพุ่งเป้ามาที่อกท่าน นายก อภิสิทธิ์ เสียเอง

ข่าวล่าสุด 11.00 น. ท่านรมต. วิทยา แก้วภราดัย ได้ลาออกแล้ว มีผลพรุ่งนี้ !!

Employability during difficult times

Check out this SlideShare Presentation:

วันจันทร์ที่ 28 ธันวาคม พ.ศ. 2552

ผลตรวจสอบทุจริตกระทรวงสาธารณสุข:ผิดยัน รมต.วิทยา แก้วภราดัย


คณะกรรมการตรวจสอบ แถลงวานนี้(ข่าว)(ลำดับข่าว)ว่าจะเปิดเผยผลตรวจสอบได้ วันนี้ ผลสอบ (วิดิโอข่าวช่อง9) (ข่าวโพสต์ทูเดย์)ทั้งรมต. วิทยา แก้วภราดัย (ประวัติ) และ นาย มานิต นพอมรบดี (ประวัติ) รมช. สาธารณสุข (ก่อนหน้านี้ กกต. มีมติให้พ้นเก้าอี้-ข่าว) ซึ่งไม่มีหน้าที่ เกี่ยวข้องกับงบไทยเข้มแข็งเลย แต่ ไปก็ไปเกี่ยวจนได้ มีความผิด อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ได้ฟังน้ำเสียง คุณหมอแถลง ด้วยความฉะฉาน กระชับ ตรงประเด็น ดีมากๆๆๆ ครับ
ทั้ง รมต รมช. ปรึกษารมต. วิทยา แก้วภราดัย "ปากมัน" เป็นแถว ถึงคราว รับกรรมบบ้างแล้ว ขอขอบคุณคณะกรรมการครับ

งานนี้ ถ้าหาก นายก อภิสิทธิ์ ไม่ลงโทษ คนผิดตามมติ คณะกรรมการฯ หรือลงโทษ แต่น้อยเกินไป ฟันธงไว้เลยว่า อนาคตทางการเมือง ของ นายก อภิสิทธิ์ เตรียมตัวนับถอยหลังได้ นับเร็วๆด้วย และจะแพ้การเลือกตั้งอย่างมากมาย

แต่ถ้า นายก อภิสิทธิ์ กล้าหาญ และกระทำในสิ่้งที่ถูกต้อง สมควร ยึดถือมติคณะกรรมการฯ ลงโทษคนผิด ท่านนายก อภิสิทธิ์ ก็จะได้รับเสียงปรบมือ จากคนทั่วไปแน่นอน หาก มีการเลือกตั้ง ภายในปี 2553 ก็ยังพอมีลุ้น ได้กลับมาเป็นนายกอีกหน

ขอปรบมือให้ นพ. บรรลุ ศิริพานิช ประธานคณะกรมการฯ และ คณะกรรมการท่านอื่นๆ ด้วยความเคารพ และจริงใจครับ เมืองไทยยังพอมีหวังครับ

จะสังเกตุเห็นได้ว่า นักการเมือง ข้าราชการ ทุกคน โกงกิน ได้ตลอดเวลา เมื่อมีโอกาส จึงจำเป็นอย่างยิ่งยวด ที่จะต้องใช้ระบบการคัดกรองนักการเมือง เป็น การป้องกันในเชิงรุก(active protection) การลงโทษเป็นการป้องกันในเชิงรับ(passive protection)

วันเสาร์ที่ 26 ธันวาคม พ.ศ. 2552

สื่อกระแสหลัก กับ กรณี คุณ นาธาน โอมาน


วันนี้หนังสือพิมพ์ไทยรัฐพาดหัวข่าวตัวโต ว่า "นาธาน เอาอีกแล้ว โกงอายุ..." รายการของคุณสรยุทธิ์ ก็รายงานข่าวไม่มีเว้น แนบแน่นจริงๆ อย่างที่เคยเขียนถึง ถ้าสื่อกระแสหลัก เกาะติดข่าวการโกงกิน ขุดคุ้ย ตีแผ่ ต่อพฤติกรรม ของนักการเมือง ข้าราชการ และกำกับ ตามติดจนกว่า คนโกงกิน จะได้รับโทษ สังคมก็จะตื่นตัวมากว่านี้มาก ทำอย่างกับที่ทำกับคุณนาธาน โอมาน นะ ผมเชื่อว่า นักการเมืองจะ คิดโกงกิน น้อยลง


กรณีคุณนาธาน โอมาน(ประวัติส่วนตัว) สื่อกระแสหลัก เหมือนหมาขี้เรื้อนแก่ๆ ที่แลเห็นเหยื่อ(นาธาน) ที่กำลังอ่อนแอ เพลี้ยงพล้ำ ก็กรูกันไล่ขย้ำ เหยื่อ(นาธาน)ให้ดูเหมือน "ข้ายังไหว" ยังมีพิษสงอยู่ ทุเรศ สิ้นดี ผมไม่ได้ปกป้องคนทำผิด ไม่รู้จักคุณนาธาน แต่กำลังกระตุก "ต่อมกล้า" และจัดพื้นที่ เวลา ของสื่อกระแสหลัก ให้กล้าๆ ทำ กับคนโกงกินให้ถึงพริกถึงขิงหน่อย อย่า"แปะมือ"กันนักเลย สื่อกระแสหลัก มีส่วนอย่างยิ่งต่อการสร้าง ทัศนคติมวลชน ให้ชินชากับการโกงกิน สื่อกระแสหลักไทย กับประทศที่เจริญแล้วต่างกันอย่างมาก ก็ตรงนี้



วันพฤหัสบดีที่ 24 ธันวาคม พ.ศ. 2552

วงจรอุบาทว์ระบบการเมืองไทย


จากภาพที่ 1 เป็นขั้นตอน วิธีการได้เงินมาทำงานการเมืองของนักการเมืองและพรรคการเมือง(money politics) ต่างๆ ของไทย และประเทศอื่นๆ ด้วย(รวมทั้งสหรัฐอเมริกา,อังกฤษ) ซึ่งไม่ตอบโจทย์ การมีส่วนร่วมทางการเมืองของภาคประชาชนอย่างแท้จริง เงินทุนทางการเมือง นี้ ก็จะหวนกลับไปตอบแทน"นายทุนทางการเมือง" ที่เป็นคนให้เงินมา นักการเมืองจึงไม่แคร์ ไม่สนใจ "เสียงสวรรค์" สนใจแต่เพียง จะได้เงินเท่าไหร่ และมีวาระต้องตอบแทนอย่างไร


ในภาพที่ 2 เป็นกลุ่มประเทศ 5 กลุ่ม ที่ถูกจัดว่าเปิดเผยข้อมูลทางการเงินของนักการเมืองและพรรคการเมืองสูงที่สุด ลดหลั่นกันลงไปจนกลุ่มสุดท้ายที่ไม่มีกฎหมายให้ต้องเปิดเผย โดยมี ประเทศไทยอยู่ในกลุ่ประเทศที่เปิดเผยสูงที่สุด ร่วมกับ ประเทศสหรัฐอเมริกา ญี่ปุ่น บราซิล ฟิลิปปินส์ กลุ่มประเทศเปิดเผยปานกลาง มีประเทศสิงคโปร์ ที่น่าสนใจในกลุ่มประเทศที่ไม่เปิดเผยเลย มี สวีเดน และ สวิสเซอร์แลนด์ ร่วมอยู่ด้วย จากรายงานชิ้นนี้วิเคราะห์ได้อย่างหนึ่งที่มีนัยะสำคัญ นั่นคือ การเปิดเผยข้อมูลทางการเงินของนักการเมืองและพรรคการเมืองไม่ได้ช่วยให้นักการเมือง เกรงกลัว กฎหมาย อะไรเลย เพราะ นักการเมืองอย่างประเทศไทย ฟิลิปปินส์ สามารถหลบ เลี่ยงกฎหมายได้ หรือซุกซ่อน ปกปิดได้


ระบบการเมืองของโลก ควรมีระบบการคัดกรองนักการเมือง และผู้ทำงานสาธารณะ ที่มีผลกระทบต้่อสังคมหมู่มาก ประเทศไทย และโลกจะเย็นลงอย่างไม่เคยปรากฎมาก่อน




















วันพุธที่ 23 ธันวาคม พ.ศ. 2552

เว็บไซต์ไหนค่าโฆษณาแพงที่สุดในโลก..??

เมื่อสิ้นปี 2008 มีผู้ใช้อินเตอร์เน็ตทั่วโลกประมาณ 1007 ล้านคน (นับคนอายุ 15+) แยกตามทวีป
แต่ถ้านับหมดทุกอายุ ที่เข้าถึงอินเตอร์เน็ตได้ ตาม IWS อยู่ที่ 1,734 ล้านคน

ประเทศจีนแซงหน้าสหรัฐอเมริกาได้เรียบร้อยแล้ว

เว็บไซต์ที่มีผู้ใช้บริการมากที่สุดในโลก 15 เว็บไซต์
จำนวนผู้เข้าชมของเดือน ธันวาคม 2008


จากการรายงานโดย Adage.com (ไล่ดูที่ไสลด์โชว์) หน้า โฮมเพ็จ(หน้าแีรก) ของ Yahoo ณ วันนี้ ได้รับค่าโฆษณา $600,000 ต่อวัน (20,400,000 บาทต่อวัีน) นี่ขนาดสถานการณ์ทางเศรษฐกิจไม่ค่อยดีนะ ซึ่งอัตราค่าโฆษณาโดยรวมลดลง เฉลี่ย ค่าโฆษณาํํYahoo แบบ cpm ละ $60 (2,040 บาท ต่อพันหน ของผู้เห็นโฆษณา)

ที่หน้า โฮมเพ็จของ Yahoo มีผู้เยี่ยมชมประมาณ 10,000 ล้านหนต่อวัน(10 billion ad impressions a day) มีผู้เยี่ยมชมเว็บไซต์ Yahoo แบบไม่ซ้ำไอพี ประมาณ 562.571 ล้านคนต่อเดือนทั่วโลก ใหญ่เป็นอันดับ 3
รองจาก Google และ Microsoft

ทางด่วนดอนเมืองโทลล์เวย์ : 1 ใน การกินสินบน


การให้สัมปทานประกอบกิจการแก่เอกชนทุกโครงการ นักการเมือง เจ้าหน้าที่รัฐที่เกี่ยวข้องที่เขียนสัญญาให้ประเทศชาติ และ ประชาชนผู้รับบริการ เสียเปรียบมากๆ เปิดช่องให้ผู้ได้สัมปทาน คิดค่าบริการเกินสมควร
บริการหลังการขาย ไม่ได้มาตรฐานสากล ฯลฯ เช่น สัมปทานโทรศัพท์เคลื่อนที่ทุกค่าย เค
เบิ้ลทีวีค่ายทรูที่ได้รับอนุญาตจาก อสมท. ให้มีโฆษณาได้ สัมปทานทีวีช่อวง 3, ช่อง 7 และคอยจับตา ใบอนุญาต 3G ที่จะมีการประมูล เร็วๆ นี้ ผลประโยชน์ของประเทศชาติ ประชาชน เสียหายมากมาย เป็นต้น พูดให้ชัดก็คือทุกสัมปทานที่รัฐให้สัมปทานเอกชนไปทำธุรกิจ ล้วนแล้วแต่ ผ่านการ "กินสินบน"(bribery) แล้วทั้งสิ้น ประเทศชาติได้รับค่าสัมปทาน ต่ำกว่าความเป็นจริงมากๆๆๆๆๆๆ เงินส่วนหนึ่งเอกชนที่ได้รับสัมปทานไปจ่ายเป็น "ค่าวิ่งเต้น" จ่ายให้นักการเมือง เจ้าหน้าที่ของรัฐ ก่อนเอกชนเปิดให้ใช้บริการ

ถ้ามี ระบบการคัดกรองนักการเมือง สิ่งเหล่านี้จะค่อยๆหมดไปจากระบบ ระบบการคัดกรองนักการเมือง เป็นการปรับ ระดับการคัดกรอง ซึ่ง ทุกวันนี้ วิธีการคัดเลือกผู้สมัคร ทำงานการเมือง ทุกระดับ ก็ถือเป็นการคัดกรองอย่างหนึ่ง แต่เหมือนเครื่องกรองน้ำราคาถูกๆ แต่ระบบการคัดการองนักการเมืองที่นำเสนอ นี้ เป็นเสมือนเลือกซึ้อเครื่องกรองน้ำ ที่ดี มีคุณภาพ เมื่อวันนี้เรารู้แล้วว่า น้ำที่เราจะกรองนั้น ไม่ค่อยมีคุณภาพ มีสิ่งแขวงลอย สิ่งที่เป็นอันตรายอยู่มาก

กลับมาเรื่อง ดอนเมืองโทลล์เวย์(ข่าว) การเรือกร้องให้เอกชนลดค่าบริการ ก็ดี ชลอการขึ้นค่าบริการ ก็ดี เป็นเรื่องปลายเหตุมากๆ สมัยหนึ่งรัฐบาลเคยทำได้นั้น ก็ ต้องชดเชยผลประโยชน์รัฐ ก็ผลประโยชน์ประชาชนอีกนั่นแหละ แลก เปลี่ยนกับเอกชน เช่นขยายระยะเวลาสัมปทานให้ เอกชน ไม่มีทางลดค่าบริการให้ฟรีๆ หรือ แลกเปลี่ยนผลประโยชน์กันแล้วผู้ได้สัมปทานได้ประโยชน์น้อยลงแน่นอน อย่าได้หวัง เพราะมันขัดกับ "หลักการผลประโยชน์ที่ดีที่สุด" (The best interest principle)

การที่รัฐมนตรีกระทรวงคมนาคม นายโสภณ ซารัมย์ บอกประชาชน ให้ไปใช้เส้นทางอื่นนั้น เป็น "ความคิดสวะๆ" (ข่าว) เพราะ เป็นความจำเป็น เป็นบริการสาธารณะ ที่ผู้คนหมู่มาก ต้องใช้ เรื่องนี้ผู้รับสัมปทานรู้ดี ไม่ว่าจะเป็น โทรศัพท์เคลื่อนที่ หรือเคเบิ้ลทีวี ฯลฯ

ข่าววันนี้ รายงานว่า ผู้คนใช้ทางด่วนดอนเมืองโทลล์เวย์น้อยลง แต่รายได้กลับเพิ่มขึ้น วันละ 3-4 แสน บาท !!

ด้วยแนวคิด ที่ประชาชนต้องได้รับการคุ้มครองสิทธิขั้นพื้นฐานแห่งรัฐ ตามรัฐธรรมนูญ เพื่อให้อยู่ในสังคมได้อย่างมีคุณภาพ ไม่ถูกผู้ประกอบการอื่นใด เอารัดเอาเปรียบ นับจากนี้ไป ไม่น่าจะเนิ่นนานนักที่เมืองไทยจะได้คลอดกฎหมายแบบรวมกลุ่ม(class action lawsuit) ซึ่งประเทศอังกฤษ และสหรัฐอเมริกา มีมานานมากแล้ว

ค่ายโทรศัพท์เคลื่อนที่ต่างๆน่าจะเป็นกลุ่มแรกๆ ที่ถูกฟ้องแบบรวมกลุ่ม เพราะ ละเมิดสิทธิส่วนบุคคลชัดเจน โดยเอา เบอร์โทร ที่อยู่ของผู้ใช้บริการ ไปขายให้บุคคลที่สาม เราจะสังเกตได้ว่า จู่ๆก็มีคนขายคอนโด บ้าง ให้ซื้อโน่นนี่ บ้าง ให้โทรไปเบอร์ที่กำหนดบ้าง

วันอาทิตย์ที่ 20 ธันวาคม พ.ศ. 2552

Collaboratory: เครือข่ายความร่วมมือห้องวิจัยระดับโลกของ ไอบีเอ็ม


John E. Kelly หัวหน้านักวิจัยของ บริษัท ibm ที่คิดใหญ่ ทำใหญ่ จริงจังกับงานวิจัยตลอด 27 ปี กับ ไอบีเอ็ม เขากำลังทำงานกับคนทั้งโลกที่เกี่ยวกับงานวิจัย Kelly เรียกมันว่า Collaboratory และเมื่อเร็วๆนี้ ibm มีสัญญาร่วมวิจัยกับรัฐบาล Saudi Arabia เน้นวิจัยเรื่อง nanotechnology และประเทศอื่นๆอีกเช่น จีน สวิตเซอร์แลนด์ ไอร์แลนด์ ไต้หวัน และอินเดีย และกำลังเจรจากับอีกหลาย 10 ประเทศทั่วโลก


เมื่อวันที่ 5 สิงหาคม 2009 ระหว่างการพบกันของ Luiz Inacio Lula Da Silva ประธานาธิบดี ของ บราซิล กับ Samuel J. Palmisano ประธานเจ้าหน้าที่บริหารของ ibm กำหนดการพบกัน 30 นาที แต่ ท่านประธานาธิบดีขยายเวลาเป็นเกือบ 60 นาที บราซิล กำลังจะลงทุนเรื่องการวิจัยต่างๆ ขนานใหญ่ 2.2 หมื่นล้านเหรียญยูเอสพอดี โดยจะเริ่มปี 2010 จึงสนใจอย่างยิ่งที่จะเริ่มโครงการกับ ibm ด้วย (จาก businessweek thailand ประจำเดือน ตุลาคม 2552 หน้า 65)

เมื่อก่อน งานวิจัยจะเริ่มจากภายในองค์กร มีงบประมาณ มีคน มีสถานที่ ทำกันเอง ใช้องค์ความรู้เท่าที่มี หาได้จากภายในบริษัท เรียกว่า Inhouse research ผลงานวิจัยที่ได้ ราว 90% เก็บไว้บนหิ้ง ไม่ได้ใช้ประโยชน์อะไร ขายก็ไม่ขาย ร่วมลงทุนกับใครก็ไม่ค่อยกล้า เพราะ ความคิดยังไม่เปิด หวงแหนงานวิจัย กอดเก็บไว้เอง

ต่อมา แนวคิดผู้บริหารเริ่มเปิด เพราะองค์ความรู้ต่าง ทุกๆ เรื่องมีอยู่ทั่วโลกเต็มไปหมด และสามารถ เชื่อมต่อ ช่วยเหลือ ร่วมมือกันได้ ผลประโยชน์แบ่งปันกัน แล้วแต่ตกลงกันก่อนเริ่มงาน ผลลัพธ์ ต้นทุนต่ำลง ใช้เวลาน้อยลง และผลที่ได้กลับยิ่งใหญ่

กรณีศึกษาของบริษัท P&G (Procter&Gamble) บริษัทที่ยิ่งใหญ่แห่งหนึ่งของโลก มีนักวิจัย 8,600 คนทั่วโลก งานวิจัยสมัยก่อนทีี่ได้ก็ได้จากบุคลากรภายใน เมื่อวันหนึ่งวิธีคิดของผู้บริหารตีบตัน และท้าทายให้นักวิจัยทั่วไป ตอบโจทย์ปัญหาที่ติดค้างอยู่ ผลปรากฎว่า มีนักวิจัยจากทั่วโลก หลายแสนคน เข้ามาแก้ปัญหาให้ นักการตลาดเรียกความร่วมมือ นี้ว่า เครือข่ายความร่วมมือแบบเปิด (OCN--Open Collaborative Networks) องค์ความรู้จากภายนอก ที่กระจัดกระจายกันอยู่ เหมือนจิ๊กซอว์ ที่ยังไม่ได้ประกอบ งานวิจัยต่างๆที่ว่า ยากๆ ก็สามารถทำได้ลุล่วงในเวลาไม่นานเท่าเมื่อก่อน เงินทุนก็ใช้น้อยกว่า

สิ่งที่ ibm กำลังมุ่งมั่นทำนี้เป็นการตอกฝาโลง วิธีคิด วิธีวิจัยแบบเดิมๆ เพราะต่อไป บริษัทไม่จำเป็นต้องจ้างนักวิจัยจำนวนมาก มีเท่าที่จำเป็นไว้คอยประสาน จัดการโครงการให้เดินหน้าได้ตามแผนงาน ลดค่าใช้จ่ายมากมาย ความเสี่ยงจากการวิจัยล้มเหลว ที่สมัยเดิมๆ มีอยู่ราว 90 % ก็ลดน้อยลง ความสำเร็จ มีเพิ่มมากขึ้นมาก

นอกจากนี้มี บริษัทยา Eli lilly ที่ใช้ กลยุทธิ์ OCN ด้านการวิจัยทำนองนี้

โลกไปไกลมาก สามารถสร้างความร่วมมือต่างวัฒนธรรม ได้อย่างยิ่งใหญ่ แต่ประเทศไทย มีนักการเมือง เหมือน ไก่ที่ถูกจับมัดไว้ในเข่ง แล้วจิก ตีกันเอง ท่านหมอประเวศ วสี เปรียบเทียบให้เห็นภาพชัดเจน

วันอังคารที่ 15 ธันวาคม พ.ศ. 2552

นิคมอุตสาหกรรมมาบตาพุด: Externality And 3BL..(จบ)


การบริหารจัดการสมัยใหม่ที่มุ่งสร้างจิตสำนึกพนักงานทุกระดับ ขององค์กรจนนำไปสู่วัฒนธรรมองค์กรที่ดี มีคุณธรรม รักษ์โลก เข้าใจระบบนิเวศน์ คิด วางแผน รับผิดชอบทั้งสามส่วนไปพร้อมๆกัน ได้แก่ โลก (planet) ที่เราอาศัยอยู่ มนุษย์ (people) และ ตัวกำไรของบริษัท (profit) องค์กรที่มีคุณธรรมนี้ จะให้ความสำคัญแก่คน มากที่สุด โดยมุ่งเลือกคนที่ทั้งดี และเก่งมาช่วยกันทำงาน ดังนั้น ภายในองค์กร จะให้ความสำคัญ ด้าน "ทุนมนุษย์" (Human capital) มากกว่าองค์กรแบบเดิมๆมาก นั่นคือ ..องค์ที่ดี มีคุณธรรม จึงต้องมีจิตสำนึก สามบรรทัดสุดท้ายของ 3 P ไปพร้อมๆกัน เกื้อกูลกัน

กลุ่มปัจจัยทำให้โลกร้อนขึ้น

3ฺBL จึงสอดคล้องกับแนวทางปรัชญา เศรษฐกิจพอเพียง ของในหลวงเรา ที่ทรงดำรัสไว้ก่อนนานแล้ว ที่เราจะทำอะไรต้องเกื้อกูลกัน เหมือนเป็นระบบนิเวศน์ตามธรรมชาติ จะเกิดความยั่งยืนเพราะ
1. รู้จักตัวเอง
2. มีความพอดี
3. มีเหตุมีผล
4. มีภูมิคุ้มกัน

ทศวรรษที่แล้ว เป็นเรื่องยาก และสังคมไม่ค่อยให้ความสำคัญ บริษัทต่างๆ ก็เพิกเฉยที่จะสร้างตัวชี้วัด วิเคราะห์ ว่า เมื่อองค์กรหนึ่งทำดีด้วยจิตวิญญาณ ลดภาวะโลกร้อน ไม่ซ้ำเติมสภาวะโลกร้อนให้รุนแรงยิ่งขึ้น นั้น มีแนวทาง สูตรคณิตศาสตร์ คำนวณเป็นตัวเลข เป็นภาพ เป็นแผนภูมิ ให้เห็น เข้าใจได้ เชื่อถือได้อย่างไร

ทุกวันนี้ทำได้หมด มนุษย์บนโลกใบนี้ตระหนก ตระหนักถึง "ภัยคุกคาม"อันใกล้มากๆ ที่มนุษย์อีกนั่นแหละสร้างขึ้น ก่อให้เกิดขึ้นตั้งแต่อดีตนับร้อยๆปีต่อเนี่อง จวบจนปัจจุบัน "carbon footprint"(ความหมาย) เป็นตัวอย่างหนึ่งในการ ตรวจสอบ ตรวจวัด การปล่อยก๊าซเรือนกระจก(greenhouse gas) ที่ทำให้เกิดภาวะโลกร้อนขึ้น ในทุกขั้นตอนการผลิต ประเมินย้อนกลับไปยังวัตถุดิบแต่ละอย่าง แต่ละชิ้น แต่ละขั้นตอน ว่าทำมาจากอะไร มีที่มา ที่ไป เป็นอย่างไร แต่ละขั้นตอนนั้น จะมีเกณฑ์มาตรฐาน(ISO 14040) กำหนดค่าไว้ หากวัสดุชิ้นนั้น หรือขั้นตอนนั้นๆ มีค่า มากกว่าค่ามาตรฐาน แสดงว่า เพิ่มสภาะโลกร้อน ไม่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม จะต้องปรับเปลี่ยนรูปแบบการผลิต หรือ ถึงขั้นรูปแบบธุรกิจกันเลยที่เ้ดียว ถ้าต้องการอยู่ในตลาดอย่างยั่งยืนต่อไป...นักการเมืองไทยทำอะไรอยู่??

วันจันทร์ที่ 14 ธันวาคม พ.ศ. 2552

นิคมอุตสาหกรรมมาบตาพุด: Externality And 3BL..(3)


เมื่อถามนักปราชญ์ แห่งศตวรรษ 3 ท่าน ถึึงองค์กรที่มีคุณธรรม ( CSR-corporate social respensibility)
Milton Friedman นักเศรษฐศาสตร์รางวัล Noble Prize ปี 1976 ผู้มีอิทธิพลอย่างยิ่งต่อแนวคิดเรื่องทุนนิยมเสรี ให้ทรรศนะ ทำนอง ว่า ไม่ใช้หน้าที่ของบรรษัท ที่จะเอาเงินของผู้ถือหุ้นไปใช้ในกิจการอย่างอื่น เช่นดูแลสิ่งแวดล้อม สร้างโรงเรียนหรืออื่นใดที่ไม่เกี่ยวข้องกับบรรษัท ผู้บริหาร ไม่ว่าจะอยู่ตำแหน่งใด ยิ่งใหญ่แค่ไหนก็เป็นลูกจ้างผู้ถือหุ้น หากต้องการช่วยเหลือสังคม ก็ต้องใช้เงินตัวเอง
ส่วน Peter Drucker กูรูด้านการตลาดของโลก ให้ความ

เห็นว่า ความรับผิดชอบต่อสังคมของบรรษัทเป็นการบิดเบือนหลักการธุรกิจที่อันตราย "หากคุณมีผู้บริหารสักคนที่ต้องการแบกรับผิดชอบต่อสังคม" ท่าน Drucker บอกว่า "ไล่เขาออกซะ...เร็วๆด้วย" และ เช่นเดียวกับ Debora L. Spar ศาสตราจารย์ของ Harvard Business School ยืนยันว่า บรรษัท "ไม่ใช่สถาบันที่ก่อตั้งขึ้นเพื่อเป็นองค์กรด้านจริยธรรม...มันเป็นสถาบันที่มีภารกิจเพียงหนึ่งเดียวเท่านั้น นั่นคือเพิ่มมูลค่าให้ผู้ถือหุ้น" ต้องยึดหลักการที่บอกว่า หลักการผลประโยชน์ที่ดีที่สุด (The best interest principle) นั่นคือผลประโยชน์ของผู้ถือหุ้น
นี่คือสาเหตุสำคัญข้อหนึ่งของวิกฤติโลกร้อน (Climate Change) เมื่อกฎหมายนับร้อยๆฉบับ ในแทบทุกประเทศทั่วโลกที่ใช้ระบบทุนนิยมเสรี ยึดหลักการผลประโยชน์ที่ดีที่สุด ทุกคนจึงกอบโกย เข้าใส่ตัวเอง และก็ทิ้งภาระ(Externality) ให้สังคม สิ่งแวดล้อม

ด้วยเพราะ บรรษัทมีสถานะเป็นนิติบุคคล มีศักดิ์และสิทธิ์ เป็นบุคคล โครงสร้างขององค์กรมีคณะกรรมการ มีกลุ่มผู้บริหาร และ แยกออกจากกลุ่มผู้ถือหุ้น หรือเจ้าของ Adam Smith รู้ถึงจุดอ่อนของบรรษัท จึงได้เขียนเตือนไว้ใน The Wealth of Nations ว่า เราจะไว้วางใจผู้ดูแล หรือ ผู้บริหาร บรรรษัท ให้จัดการทุกๆเรื่องแทนผู้ถือหุ้น ได้อย่างไร เพราะความสะเพร่า สุรุ่ยสุร่าย ละโมบโลภมาก ของคน ย่อมนำมาซึ่งความเสียหายแน่นอน และก็เป็นดัง Adam Smith คาดไว้ไม่ผิด ตัวอย่างที่เห็นกันอยู่จนทุกวันนี้ที่บรรษัท ฉ้อโกง ฉ้อฉล ล้มบนฝูก

อย่างไรก็ตาม ในทรรศนะของ Milton Friedman บรรษัทก็พอจะทำเพื่อสังคมได้ ถ้าอธิบายได้ว่าเกี่ยวโยงกับบรรษัท ทำให้ผลประกอบการของบรรษัทดีขึ้นในระยะยาว

แล้วเราจะสร้างบรรษัททีี่มีคุณธรรมด้วย สร้างผลตอบแทนให้ผู้ถือหุ้นด้วย ได้หรือไม่ ?? ตอบว่าได้แน่นอน และน่าจะเป็นแนวทางที่ยั่งยืนได้ดีเสียด้วย

Beyond profit >> 3BL--Triple Bottom Line -- Planet, People and Profit

วันอาทิตย์ที่ 13 ธันวาคม พ.ศ. 2552

นิคมอุตสาหกรรมมาบตาพุด: Externality And 3BL..(2)


Externality ในทางเศรษฐศาสตร์ หมายถึง ผลกระทบจากกิจกรรมทางเศรษฐกิจ เป็นต้นทุน หรือผลประโยชน์ ทางสังคมที่ผู้ประกอบการไม่ได้นำมาใส่ไว้โดยผลักภาระเหล่านั้นใปสู่สังคม สิ่งแวดล้อม แทนที่ผู้ประกอบการจะดูแล เอาใจใส่เองตั้งแต่ต้น อาทิเช่น โรงงานในนิคมอุตสาหกรรมมาบตาพุด ปล่อยของเสียในทุกรูปแบบสู่สิ่งแวดล้อม สังคม ชุมชนใกล้เคียงจนได้รับผลกระทบ บ้านเรือนแถวนั้น ต้องทำความสะอาด ข้าวของเครื่องใช้บ่อยๆ และถึงขั้นร้ายแรง จนกระทบกับวิถีชีวิต สุขอนามัย อย่างที่เป็นความกันอยู่

Negative externality เป็นผลกระทบในเชิงลบ ดังกล่าวข้างต้น

Positive externality เป็นผลกระทบของกิจกรรมทางเศรษฐกิจในเชิงบวก ได้แก่ การอุดหนุน(subsidy) ต่างๆ อาทิเช่น ใน ยุโรป ญี่ปุ่น โดยเฉพาะในสหรัฐอเมริกา มีชาวนาอยู่ประมาณ 25,000 ครอบครัว(ชาวนาไทยมี 3.7 ล้านครอบครัว) แต่รัฐบาล ใช้เงินภาษีประชาชน นับแสนล้านดอลลาร์ต่อปี อุดหนุนราคาข้าว ให้มีราคาสูงๆเข้าไว้ พืชผลทางการเกษตรอื่นๆก็ทำเช่นเดียวกัน ประเทศไทยก็เช่นเดียวกัน มีตั้งแต่ประกันราคา รับจำนำ ให้เงินกู้แก่โรงสีข้าวโดยคิดดอกเบี้ยถูกกว่าท้องตลาดโดยหวังว่า โรงสีจะช่วยเหลือชาวนาอีกทอดหนึ่ง(แต่คิดผิด และ ไม่ยอมคิดใหม่) สิ่งเหล่านี้ รัฐก็ต้องนำภาษีประชาชนไปใช้ ไปช่วย นักการเมืองไทย ข้าราชการ พ่อค้า จำนวนมาก "ปากมัน" ไปกับนโยบายการอุดหนุนของรัฐ โดยที่ผลประโยชน์จริงๆ ตกถึงมือเกษตรกรน้อยมาก

ในการประชุม WTO รอบโดฮาครั้งแรก เมื่อปี 2001 (2544) ก็ต้องการแก้ปัญหานี้ โดยแลกกันกับประเทศกำลังพัฒนาให้ลดภาษีสินค้าอุตสาหกรรมบางรายการลง ให้ประเทศผู้เจริญทั้งหลาย(ยุโรป, สหรัฐ, ญี่ปุ่น นำ)ลดการอุดหนุนภาคเกษตรลง เรื่อยๆ แต่ก็ไร้ผล ประเทศที่เจริญแล้ว ไม่มีความจริงใจจะแก้ไข นี่คือการค้าเสรี ที่ไม่มีความเป็นธรรม ในระบบทุนนิยมเสรี

ต้นสัปดาห์หน้านี้ จะเริ่มมีการประชุม WTO อีกหน ในรอบ 4 ปี(ข่าว) ก็คงจะทำนายผลการประชุมได้เลยว่า "ไม่เป็นมักเป็นผล" เหตุที่เป็นอย่างนี้ สาเหตุหลัก ก็คือ ประเทศที่เจริญแล้วได้ประโยชน์อย่างมาก จากการประชุมแบบทวิภาคี โดยเปิดเสรีระหว่างประเทศคู่เจรจา เป็นรายประเทศ เจรจากับประเทศใดได้ก่อนก็ ทำข้อตกลงกัน เช่น การค้าเสรีระหว่างไทยกับสหรัฐ(ข่าว) ไทยกับจีน ไทยกับนิวซีแลนด์ ไทยกับออสเตรเลีย เป็นต้น

การทำ FTA แบบทวิภาคีนี้ น่าห่วงมาก เพราะ เหมือนยื่นหมูยื่นแมว ง่ายต่อผู้เจรจาที่จะหยิบยื่นผลประโยชน์ชาติให้ประเทศคู่เจรจา สิ่งไหนตัวเอง หรือพวกพ้องได้ประโยชน์ก็จะแลกกัน

การผลักภาระ (externality) ให้กับสังคม สิ่งแวดล้อม ของโรงงานในนิคมอุตสาหกรรมมาบตาพุด บอกได้ว่า ผู้ประกอบการไม่ได้สนใจ"แก่นแท้"ของ CSR (corparate social responsibility) หรือองค์กรที่มีคุณธรรม เป็นได้แค่ CSR after process มีปัญหาแล้วค่อยเยียวยา แก้ไข(มีปัญหาแล้วค่อยเอาเงินฟาดหัว) นี่คือ ทุนนิยมกักขฬะ รูปแบบหนึ่ง

ชุมชนมีอยู่ก่อนนิคมอุตสาหกรรม หาก โรงงานเหล่านี้มองไม่เห็นคุณค่าของชุมชน ของสังคม สิ่งแวดล้อม คนในชุมชนก็ย่อมคิดได้แบบเดียวกัน

วันเสาร์ที่ 12 ธันวาคม พ.ศ. 2552

นิคมอุตสาหกรรมมาบตาพุด: Externality And 3BL..(1)

ปัญหาสิ่งแวดล้อมเนื่องจาก โรงงานในนิคมอุตสาหกรรมมาบตาพุด(บล๊อกเพื่อนบ้าน) เป็นความล้มเหลวเชิงนโยบายของรัฐ ที่มุ่งแต่ส่งเสริมแต่ไม่บังคับใช้กฎหมายสิ่งแวดล้อมอย่างเข้มงวด หรือ เลือกลักษณะประเภทอุตสาหกรรมที่สร้างมลพิษน้อยที่สุด พูดให้ชัดก็คือ เลือกส่งเสริมอุตสาหกรรมที่สร้างคุณค่า(value creation) ไม่ใช่สร้างมูลค่าเพิ่ม(value added) ไทยใกล้จะเป็นกองขยะของโลกอยู่แล้ว เพราะ อุตสาหกรรมอันตราย ก่อมลพิษสูงๆ ก็จะมาปักหลักอยู่ในประเทศไทย แล้วก็ทิ้งภาระ(Externality)ไว้กับ ชุมชน สังคม สิ่งแวดล้อม เหมือนที่เป็นอยู่


การสร้างคุณค่า (value creation) จะหมายรวมถึง ทุกๆขั้นตอนในการผลิตสินค้าหรือบริการใดๆ(value chain) จะมีการดูแล ใส่ใจ ห่วงใย ทั้งตัวสินค้า หรือบริการที่ผลิตเพื่อเพิ่มคุณค่า(เช่นใส่ design, platform, innovation เป็นต้น) และผลกระทบออกไปภายนอก เพราะ ในที่สุดหากไม่ดูแลสิ่งแวดล้อม มันก็จะเป็นมุมเมอร์แรง เหวี่ยงกลับมาหา ไ่ม่ช้าก็เร็ว เช่นโรงงาน 76 โครงการที่ถูกศาลปกครองสูงสุดสั่งให้หยุดก่อสร้างชั่วคราว ในนิคมอุตสาหกรรมมาบตาพุด และควรตรวจสอบ นิคมอุตสาหกรรมที่อื่นๆ โรงงานทั่วประเทศ ด้วยจะเป็นการดี

การสร้างมูลค่าเพิ่ม (value added) คิดแค่เพียง ทำอย่างไรถึงจะขายได้มูลค่าเพิ่มขึ้น เช่นโรงงานไปซื้อวัตถุดิบมาผลิตแล้วขาย โรงงานผลิตเสื้อผ้าโหล, โรงงานรับจ้างผลิตตามคำสั่งซื้่อ(OEM--Original Equipment Manufacturing) เจ้าของโรงงานก็จะกินค่าแรงเป็นหลัก นั่นหมายถึง กดค่าแรงผู้ร่วมงาน สวัสดิการมีให้น้อยที่สุด ใช้งานแยะๆ ให้เงินน้อยๆ รูปแบบธุรกิจแบบนี้เรียกว่า ทำมากได้น้อย (More for less) รัฐไม่ควรส่งเสริมอุตสาหกรรมแบบนี้ แต่ควรให้องค์ความรู้ ต่างๆ ตลอดจนแหล่งเงินทุนราคาถูก เพื่อนำไปสร้างตราสินค้าเป็นของตัวเอง และ ยกระดับผลิตภาพให้สูง เด่นขึ้นเรื่อยๆ ขณะเดียวกัน ก็ยังคงสามารถ รับจ้างผลิตได้เหมือนเดิม แต่คุณภาพดีกว่าเดิม มีความน่าเชื่อถือมากกว่าเดิม ราคาค่าจ้างก็จะเพิ่มขึ้น ก็จะสามารถจ่ายค่าจ้างแรงงาน ให้เพื่อนร่วมงานได้มากขึ้น เช่น โทรศัพท์เคลื่อนที่ HTC ของใต้หวัน รับจ้างผลิตให้กับ Google, บริษัท Samsung รับจ้างผลิต video processor IC ให้กับ iphone (มีถึง 30 บริษัท จาก 3 ทวีป ที่ บริษัท Apple จ้างผลิต iphone หนึ่งเครื่อง) เป็นต้น ส่วนเจ้าของโรงงานไหนไม่เปลี่ยนแปลงตัวเอง หรือ เปลี่ยนแปลงช้าเกินไป ก็จะค่อยๆหด หายไปจากระบบ

วันพฤหัสบดีที่ 10 ธันวาคม พ.ศ. 2552

นครปัตตานี : ชาวบ้านขอ 10 บิ๊กจิ๋วให้ 1000


ปัญหา 3 จังหวัด ภาคใต้ เกิดจาก คนในพื้นที่ไม่ได้รับความเป็นธรรมในสังคม จาก เจ้าหน้าที่รัฐ มาเนินนาน จึงไม่ไว้วางใจในเจ้าหน้าที่รัฐ หวาดกลัวบ้าง หวาดระแวงบ้าง ความรุนแรงที่เกิดขึ้นในพื้นที่อยู่ ณ. ขณะนี้ จึงเป็นผลพวงดังกล่าว

พลเอก ชวลิต ยงใจยุทธ ผู้ใจดี

การวิสามัญ 6 ศพ (ข่าว) ที่ยะลา อันนี้เป็นตัวอย่างล่าสุด กรณีตากใบก็ทำนองเดียวกัน เจ้าหน้าที่ กระทำรุนแรง ไร้เหตุผล ต่อ คนในพื้นที่ หรือ ผู้ก่อความรุนแรง ที่อยู่ในบ้าน ออกไปไหนไม่ได้ หนีไม่ได้แล้ว หากเจ้าหน้าที่ แค่ล้อมไว้ อดทน อดกลั้น กระทำต่อผู้อื่นด้วยเมตตา(อย่าจับตาย) สุดท้ายผู้ก่อความรุนแรง ก็ ออกมามอบตัวเอง ไม่มีความจำเป็นใดๆ เลย ที่จะไปฆ่าเขา อ้างว่า ถูกยิงก่อน ก็ไม่สมควรวิสามัญเขา หากยังใช้ให้ "ทหารนักรบ" เป็นแกนหลักในการแก้ไขปัญหา นอกจากจะแก้ไขไม่สำเร็จแล้ว ยังจะบานปลาย สร้างเงื่อนไขให้องค์กรไม่พึงประสงค์ภายนอกประเทศ เข้าร่วมขบวนการกับผู้ก่อความรุนแรงได้

ตามที่ผมเคยพูดถึงบ่อยๆ อันนี้สื่อกระแสหลักก็ไร้สำนึก ที่จะหาความจริง ในมุมมองของสิทธิมนุษยชน ว่าเจ้่าหน้าที่สมควรกระทำ หรือไม่ และควร ลงโทษ ผู้กระทำอย่างไร จะได้หยุดพฤติกรรมเยี่ยงนี้อย่างถาวร ถ้าสื่อยังเป็นแบบนี้ ก็เป็นได้แค่ หมาขี้เรื้อนที่เห่า เบาๆ แล้ววิ่งไปเล่น อย่างอื่น หรือไปแอบซ่อนตัว

เจ้าหน้าที่รู้ดี ยังให้ข่าว ทำนองว่า หลัง การวิสามัญนี้ ต่อไป ผู้ก่อความไม่สงบจะ ทวีใช้ความรุนแรงเพิ่มมากขึ้นแน่ ให้ทุกคนเตรียมตัวไว้ อันนี้บ่งบอกอะไร ? บอกว่า ผู้ก่อความรุนแรง ในพื้นที่ เครียดแค้น โกรธแค้น เจ้าหน้าที่แน่ แต่ ทำร้ายเจ้าหน้าที่รัฐ โดยเฉพาะทหารนั้น ยากกว่า ทำร้ายชาวบ้าน (เหยื่อ) วิธีการทั้งหมดที่เจ้าหน้าที่รัฐกำลังกระทำอยู่นั้นผิด มันเหมือนกับ ตาต่อตา ฟันต่อฟัน แรงมา ก็แรงไป ไม่ได้แก้ปัญหาหรอก แบบนี้น่ะ แม้แต่การข่าวยังทำไใม่ได้เลย เพราะ ชาวบ้าน คนในพื้นที่ ไม่ไว้ใจ กลัว ไม่เป็นพวกด้วย แถมยัง เป็นผู้ก่อความรุนแรงเสียเอง ในบางพื้นที่ แค่นี้ก็จบแห่แล้ว ท่านนายก อภิสิทธิ์ รู้รึเปล่า ? เสียดายภาษี จริงๆ

ผมเสนอให้ใช้พลเรือน ที่เข้าใจปัญหาและมีเมตตา ในการแ้ก้ไขปัญหา เช่น คนอย่าง ดร. อาจอง ชุมสาย ณ อยุธยา ท่านหมอ ประเวศ วสี หรือ คุณหมอ พรทิพย์ เป็นต้น แล้วให้อำนาจ และ เงิน ท่านเหล่านี้ ่จัดตั้งทีม บริหาร นำ ทหาร ตำรวจ อีกทอดหนึ่ง ปรับยุทธศาสตร์ใหม่ ใช้กำลังปราบปรามให้น้อยที่สุด ใช้สานเสวนา พัฒนาคุณภาพชีวิต การศึกษา ดึงความเป็นธรรมในสังคมที่หายไปนาน คืนให้เขา ปรับเปลี่ยน ท่าที ทัศนคติ ของเจ้าพนักงาน ที่เกี่ยวข้องในพื้นที่ทั้งหมด ทำจริงจัง ต่อเนื่อง ก็ต้องใช้เวลา 3- 5 ปี รับรองได้ สำเร็จ

กลับมาเรื่อง นครปัตตานี (ข่าว) แนวคิด พลเอก ชวลิต ยงใจยุทธ ที่เคยเสนอ ทฤษฎี "ดอกไม้หลากสี" ถอยคนละก้าว (ผมได้เคยเขียนถึงไว้) ยังไม่ถึงเวลา เพราะ ประเทศไทยต้องได้คนดี มาก่อน(ผ่านระบบบการคัดกรองนักการเมือง) เพื่อให้ได้คนดีและเก่ง มาสร้างระบบที่ดี ก่อน เมื่อ พร้อมแล้ว จึงค่อย คิดเรื่องนี้กัน ก็ยังไม่สาย มิฉะนั้น จะเหมือนกับ การกระจายอำนาจ สู่การปกครองส่วนท้องถิ่น ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 78 วรรค 3 ที่คนก็ไม่พร้อม ระบบก็ไม่ดี (ยังไม่มีระบบการคัดกรองนักการเมือง) ก็เท่ากับ กระจาย การโกงกินลงสู่รากหญ้า ลงลึก ยิ่งแก้ไขการโกงกินยากเป็นทวีคูณ

คนในพื้นที่ สาม จังหวัดภาคใต้ เรียกร้อง ต้องการให้เจ้าหน้าที่รัฐ ดูแล ใส่ใจทุกข์ สุข และให้ความเป็นธรรม อย่างจริงใจ และจิงจัง ให้เข้าใจ เข้าถึง และช่วย ส่งเสริมพัฒนาเขา ให้อยู่ได้อย่างมีศักดิ์ศรี อย่าไปรังแกเขา เพราะเจ้าหน้าที่รัฐ สร้างเงื่อนไข แล้วรังแกเขา เพียงเท่านี้ ก็ เพียงพอแล้่ว ไม่ต้องถึงขนาด ยกให้ไปปกครองกันเอง ถ้าคนยังไม่พร้อม ก็ไร้ประโยชน์ เท่ากับ เฉไฉ กลบเกลื่อนปัญหาเดิม แล้วสร้างปัญหาใหม่ขึ้นมา อย่าจัดการงานนอกสั่ง อีกเลย ครับ

อุปมา คนไทยทุกวันนี้ จำนวนหนึ่ง เหมือนเด็ก 8 ขวบ 9 ขวบ ซึ่งยังไม่บรรลุนิติภาวะ ยังไม่พร้อม อะไรเลย (ไม่มีวิจารณญาณ) และโชคร้าย ทีี่่มีผู้ปกครอง(นักการเมือง) ทั้งขี้เหล้า เมายา เล่นการพนัน โกหกเก่ง เด็ก 8-9 ขวบ ก็ถูกปลุกปั่น ด้วยข้อมูลเท็จบ้าง จริงบ้าง จากคนแปลกหน้า(แกนนำเสื้อสีต่างๆ) อุปโลกน์ ตัวเอง หลอกเด็ก ว่าจะหาทางให้ได้เรียน ดีดี กินดี อยู่เป็นสุข มีเงินใช้แยะๆ ล้วนแล้วแต่เป็นลมลวง

วันจันทร์ที่ 7 ธันวาคม พ.ศ. 2552

ทำบุญอย่างไรได้บุญสูงสุด..??

การทำบุญให้ได้บุญกุศล มี สาม ระดับด้วยกัน ซึ่งล้วนเป็นเรื่อง ปัจจัตตัง คือใครทำ ใครได้ ผลจะเกิดแก่ผู้นั้น
แล
1. การให้ทาน เช่นการตักบาตรพระ การบริจาควัตถุ สิ่งของ ต่างๆ(อามิสทาน) แก่ผู้อื่น ด้วยต้องการเห็นผู้อื่นพ้นทุกข์(เมตตาธรรม) ให้ความรู้ ชักนำผู้อื่น ไปในทางที่ดี เพื่อขจัดอวิชชา ในชั้นการให้ทานนี้ การให้ ธรรมะเป็นทานดีกว่า การให้ทั้งปวง (สัพพะทานัง ธรรมะทานัง ชิเนติ)

2. การรักษาศีล ยึดมั่นในศีล ในธรรม ศีล หมายถึงการทำให้บริสุทธิ์ ศีลเปรียบเสมือน "รั้วทางใจ" ที่ป้องกันรักษา การเบียดเบียนซึ่งกันและกัน ยิ่ง รักษาศีลมากข้อ ยิ่งได้กุศล เป็นการทำบุญที่ได้บุญสูงขึ้นอีกระดับหนึ่ง

3. การบำเพ็ญเพียร วิปัสสนา เจริญภาวนา ฝึกฝนจิตตนเอง เพื่อยกระดับจิตใจให้สุงขึ้น เรื่อยๆ ตลอดเวลา ให้จิตใจใสสะอาด ผ่องแผ้ว อันนี้เป็นหัวใจของพุทธศาสนา ของพุทธศานิกชน พึงประพฤติ ปฎิบัติ มุ่งสู่ความสงบจากภายใน จนในที่สุดสำเร็จ หลุดพ้น จากวัฎฎสงสาร ได้ อันเป็นบุญกุศลสูงสุด

เนื่องจาก ช่วงชีวิตคนเรานั้น สั้นมาก เฉลี่ย 70 ปี คนทั่วไป จึงไม่สามารถ บำเพ็ญเพียร ภาวนา ให้หลุดพ้น ได้ในชั่วชีวิตนี้ จึงต้องเวียนว่าย ตาย แล้ว เกิดใหม่ หลายภพ หลายชาติ ดั่ง พระสัมมาสัมพุทธเจ้า กว่าจะสำเร็จ หลุดพ้นได้ ต้อง ติดอยู่ในวัฎฎสงสารถึง 500 ชาติ

วันอังคารที่ 1 ธันวาคม พ.ศ. 2552

การพนันบนโลกออนไลน์(Online gambling)

คงมีคนน้อยคนไม่รู้จัก สถานที่เหล่านี้... ลาสเวกัส, แอตแลนติก ซิตี้, บ่อนเกนติ้ง ประเทศมาเลย์, หม่าเ๊ก๊า หรือ บ่อนเขมร และต่อไปในไม่ช้านี้ก็จะเปิดบ่อนระดับโลกที่ประเทศสิงคโปร์ อันเป็นที่สิงสถิตย์ของเหล่านักพนันหรือ ชอบเสี่ยงโชค แต่ในโลกที่กำลังแบนราบลงทุกลมหายใจเข้าออก เมื่อการพนัน ยกระดับอยู่บนโลกออนไลน์ ที่มีมูลค่าตลาดประมาณ 2 พันล้านเหรียญเฉพาะตลาด สหรัฐอเมริกาเมื่อปี 2001 และเพิ่มมากขึ้นเกือบเท่าตัวทุกปี(ช่วงปี 1977-2001) การพนันออนไลน์ สามารถนำบ่อนระดับโลกไปไว้ถึงในห้องนอนของคุณได้เลย แล้วอะไรจะเกิดขึ้น...

มูลค่าตลาดการพนันออนไลน์โลก

จาก ข้อมูลสถิติการพนัน ของ Dr. Jantz นับแต่ ปี 1975 อุตสาหกรรมการพนันเพิ่มขึ้น ไม่ต่ำกว่า 10 เท่า ทำกำไรให้เจ้าของบ่อน มากถึง 30 พันล้านเหรียญต่อปี (ประมาณ 1 ล้านล้านบาท) อเมริกันชน อย่างน้อย 15 ล้านคนส่อเค้าว่าจะติดการพนัน ที่น่าตกใจก็คือ เยาวชนอเมริกันเล่นการพนันเพิ่มขึ้น เด็กอายุ 14-18 ปี เล่นการพนัน 42-76% ไม่รูปแบบใดก็แบบหนึ่ง

เมื่อเดือนสิงหาคม ที่ผ่านมา ได้เกิดคดีอาชญากรรมระดับบุคคล อันเนื่องมาจาก การพนันบนออนไลน์ หน่วยงานของรัฐบาลกลาง (The Department of Treasury and Federal Reserve) จึงได้หยิบกฎหมายปี 2006 UIGEA--Unlawful Internet Gambling Enforcement Act) ที่ว่าด้วยขบวนการรับ-จ่ายเงินที่ไม่ถูกกฎหมายบนออนไลน์ ของสถาบันการเงิน มาใช้บังคับด้านการพนันออนไลน์ และจะมีผลบังคับใช้ใน วันที่ 1 มิถุนายน 2553 อีก ราว 6 เดือนข้างหน้า แต่ก็มีบางรัฐที่ยังไม่เห็นด้วย

ต่างจาก รัฐเคนตัํกกี้ ที่ วิ่ง สู้ ฟัด กับ เว็บการพนันบนออนไลน์มาตั้งแต่ปีสองปีที่แล้ว โดย ขอความร่วมมือจาก ผู้ให้บริการอินเตอร์เน็ต (ISP--Internet Service Providers)บล๊อกเว็บไซต์การพนัน และบุกจับ ปิดเว็บไซต์การพนันออนไลน์ต่างๆ ได้มากกว่า 140 เว็บ

โดยแนวคิดในระบอบประชาธิปไตย ผนวกกับโลกที่กำลังแบนราบลงเรื่อยๆ เป็นเรื่องยากมาก ที่จะห้าม หรือปิดกั้น ไม่ให้ประชาชนทำอะไรในสิ่งที่ "สาวก" ในเรื่องนั้นๆ จะกระทำ ทำได้แค่ ทำให้เกิดความยุ่งยาก ไม่สะดวก ในการเข้าถึง ที่สำคัญกว่านั้นก็คือ
1. ติดอาวุธที่สมองคนให้"ฉลาดเลือก" และ "กินดี มีสุข" หรือยัง?
2. การบริหารจัดการ จะทำอย่างไร ? จะบริหารจัดการได้อย่างไร ? ให้เป็นไปตามนโยบายสาธารณะที่ออกมา และ ทำให้เกิดผลข้างเคียงให้น้อยที่สุด เช่น คนที่ไม่พร้อม เด็ก เยาวชน หรือผู้เสียภาษีไม่มากพอ ให้เข้าถึงสิ่งเหล่านี้ได้ยากขึ้นเรื่อยๆ
3. ผลกระทบที่เกิดขึ้นจะเยียวยา หรือ แก้ไขอย่างไร ? อย่าให้เหมือนกับ ปัญหามาบตะพุต ที่คนคิดและทำ "เอาแต่เงิน" แต่ไม่สนใจ"ชีวิต"(มาเรื่องนี้ได้ไงอ่า..?)

สรุปได้ว่า รัฐ ต้อง "ตีกรอบ" หรือ "ขีดวง" ในเรื่องนั้นๆ ถ้าเป็นสิ่งที่ล่อแหลมต่อศีลธรรมอันดี หรือ กระทบต่อสังคมในวงกว้าง ก็จำกัดวงให้แคบ จำกัดพื้นที่ให้ "ผู้เล่น" อยู่ในที่ที่กำหนด เมื่อ"ผู้เล่น" อยากจะเล่นก็ต้องรับกฎเกณฑ์ที่เข้มงวด กฎหมายที่รุนแรง ควบคุม ดูแลกันเองในระหว่าง"ผู้เล่น"ด้วยกัน(self regulation) หากใครฝ่าฝืน ออกมาเล่นนอกพื้นที่ที่กำหนด ก็จะถูกลงโทษโดยเสมอเหมือนกันหมด และที่สำคัญ เจ้าพนักงาน เจ้าหน้าที่ ต้องบังคับใช้กฎหมายโดยเคร่งครัด และเสมอภาค (ฝันว่าจะได้เห็น)

"ใครใคร่ค้า ค้า ค้าช้าง ค้า ค้าม้า ค้า" บ่งบอกถึงเสรีภาพในการค้าขายของไทยตั้งแต่สมัยพ่อขุนรามคำแหง

ดังนั้นสิ่งที่เจ้าหน้าที่รัฐ ทำมาแล้ว กำลังกระทำอยู่ และคิดจะกระทำในอนาคต จึัึงไม่สอดคล้องกับ ธรรมชาติของมนุษย์ ที่มีเสรีภาพในการเลือก แต่ต้องรับผลแห่งการกระทำของตัวเองในทุกกรณี



วันอาทิตย์ที่ 29 พฤศจิกายน พ.ศ. 2552

ข่าวดีทางการเมือง "ชั่วคราว"

คุณทักษิณ เป็นคนเชื่อในตัวเลข ทางวิทยาศาสตร์ จากผลเอแบคโพลล์ ที่สำรวจออกมาก่อนหน้านี้ ที่ผม เคยเขียนถึง ไปแล้ว และแน่นอน คุณทักษิณ ก็ทำโพลล์เองด้วย ตัวเลขคงสอดคล้องกันในทุกๆโพลล์ ที่คะแนนนิยมในตัวคุณทักษิณ ตกต่ำลงอย่างมาก แต่ไปเพิ่มให้ นายก อภิสิทธิ์ ถึงกว่า 3 เท่าตัว จึงเป็นที่มาของ "ท่าที" ในการประนีประนอมทางการเมือง ตามข่าวนี้


ที่บอกว่าเป็น ข่าวดีทางการเมือง"ชั่วคราว" นั้น ก็เพราะ ราก หรือโครงสร้างของปัญหาระบบการเมืองไทย(ที่เน่าอยู่) ยังไม่ได้รับการแก้ไข ท่าที ต่างๆ ที่จะประนีประนอมกัน จึงเป็นแค่เพียงฉากหนึ่งใน ละคร เรื่อง "ฆาตรกรรมประเทศไทยเพื่อแย่งอำนาจ" ยังคงมีอยู่ต่อไป ชั่วลูกชั่วหลาน แน่นอน..... ถ้า

หากจะแก้ไขปัญหาทางการเมืองให้ได้อย่างยั่งยืนนั้น ต้องแก้ไขแบบบูรณาการ 3 ส่วนด้วยกัน เคยเขียนถึงไว้แล้ว นั่นคือ

2. เงินทุนทางการเมือง (money politics)
3. สื่อกระแสหลัก (mainstream media)

1. ระบบการคัดกรองนักการเมือง จะคัดคนดี มีจิตสำนึกใหม่ จิตสาธารณะ เสียสละ มี ความรู้คู่คุณธรรม เพราะเราต้องได้คนที่ดีมีคุณธรรมก่อน แล้วคนเหล่านี้จะไปสร้างระบบที่ดีเอง คัดเลือก คนอื่นๆ มาร่วมงานก็จะดีไปด้วย และเป็นเยี่ยงอย่างที่ดีให้เยาวชนด้วย

2. ส่วนเรื่องเงินทุนที่ใช้ทางการเมืองนั้น

2.1 รับบริจาค(political advocacy) เช่น ต้องไม่ให้รับบริจาคเิงินเกิน 10,000 บาทต่อรายต่อปี ไม่เกิน 50,000 บาทต่อนิติบุคคลต่อปี ควรจำกัดให้น้อย เพื่อให้...

2.1.1 นักการเมืองทำงานการเมืองจริงจัง(จะได้ไม่"เล่นการเมือง") ขายนโยบาย ขายแนวคิดให้ประชาชนในวงกว้าง เมื่อ คนมีความมุ่งมั่น ตั้งใจทำงานเพื่อส่วนรวมจริง กอรปกับ เสนอแนวความคิดที่ดีในการยกระดับคุณภาพชีวิต การศึกษาให้กับประชาชน อย่างเป็นรูปธรรม ไม่ได้ขายฝัน ประชาชนก็จะร่วมบริจาคเงินให้เอง นักการเมืองจะลงไปสัมผัสกับชาวบ้าน รับรู้ รับทราบปัญหา ในพื้นที่อย่างจริงจัง สม่ำเสมอ

2.1.2 หากยังคงให้นักการเมืองรับเงินบริจาคได้ถึง 30 ล้านบาทต่อราย ตามรัฐธรรมนูญ ปี 50 นั้น นักการเมือง แค่นั่งคุย กับ คนรวย หรือ บริษัทต่างๆ เพียงไม่กี่รายก็ได้เงินก้อนโตมา "เล่่นการเมือง" ได้แล้ว เมื่อนั้น นักการเมืองก็ไปทำงานสนอง ให้กับคนเหล่านั้นก่อน ออกนโยบาย หรือ ปกป้องผลประโยชน์ของกลุ่มคนเหล่านั้นก่อน โดยไม่สนใจนโยบายสาธารณะที่ดี ต่อประชาชนโดยรวม(ถ้าขัดผลประโยชน์นายทุนก็ไม่ทำ เช่นนโยบายภาษีที่เก็บจากคนรวย การคุ้มครองผู้บริโภค สัญญามาตรฐานต่างๆ ตลอดจนการเอาผิดลงโทษการไม่ทำตามมาตรฐานของการบริการต่างๆ ) พูดให้ชัดๆก็คือ เมื่อคนคนหนึ่งให้เงินใครเป็นล้านๆบาท ก็ต้องหวังผลตอบแทนกลับคืนอย่างที่เห็นๆ กันอยู่ ทำให้ประชาชนโดยรวมเสียหาย เสียผลประโยชน์ เพราะ ผลตอบแทนคืนนายทุนนี้ ก็ต้องเบียดบัง ผลประโยชน์จากประชาชน ไปให้นายทุน เช่นการประมูลโครงการโทรศัพท์เคลื่อนที่ 3 G และโครงการอื่นๆ ทำให้ประชาชนได้รับบริการที่ไม่ได้มตรฐาน หรือ ค่าบริการแพงกว่าที่ควรจะเป็น (เพราะนักการเมืองกินสินบนไปก่อนแล้ว)

2.1.3 นักการเมืองจะเกิดจิตสำนึกใหม่ ที่ต้องเสียสละเพื่อส่วนรวม ประชาชน(จำนวนมาก)ที่สละเงินให้เขาเหล่านั้นเข้าไปทำงานการเมือง นักการเมืองก็จะดื้อด้านน้อยลง รับฟังปัญหาประชาชนมากขึ้น และไม่ยึดติดในอำนาจ เก้าอี้ หรือผลประโยชน์ที่ไม่ควรได้

2.1.4 การเมืองไม่ได้ผูกติดอยู่กับคนรวย ใครๆก็สามารถได้รับเลือก ถ้ามีความมุ่งมั่น เสียสละ มีความรู้คู่คุณธรรม และแนวความคิดดี

2.1.5 นักการเมืองเป็นคนของประชาชนมากขึ้น เพราะ ไม่ใช่นายทุนเพียงไม่กี่รายให้เงินเขาไปทำงาน(เพื่อนายทุน) หากประพฤติตัวไม่ดี ไม่รู้จักหน้าที่ ไม่ทำงานเพื่อประโยชน์ของประชาชนอย่างแท้จริง ก็จะถูกประชาชนถอดออกเอง

2.2 เงินทุนส่วนตัว(his/her own money) ต้องจำกัดให้ใช้เงินตัวผู้สมัครเองให้น้อยที่สุด(โดยทั่วไปตัวนักการเมืองเองก็ไม่นิยมใช้เงินทุนตัวเองทำงานการเมืองอยู่แล้ว) เช่นให้ใช้เพียง ค่าสมัครรับเลือกตั้ง มันไม่ make sense หรอก ไม่ว่าจะใช้เงินตัวเองหรือเงินนายทุน ครั้งละ 20 ล้าน 30 ล้าน แล้วไม่คิด"ถอนทุน" ดังนั้นจึงควรห้าม หรือจำกัดการใช้เงินจะดีกว่า

2.3 ภาษีประชาชน (tax) ตามรัฐธรรมนูญปี 50 กำหนดให้พรรคการเมืองจะได้รับเงินจากภาษีประชาชน ผ่านทาง คณะกรรมการการเลือกตั้ง(กกต.) ตามสัดส่วนสมาชิกที่สมัครอยู่ในพรรคการเมืองทั่วประเทศ นอกจากนี้ตามแบบฟอร์มการเสียภาษีเงินได้ก็มีช่องให้ผู้เสียภาษีเลือกบริจาคเงิน(ที่เสียภาษี)ให้กับพรรคการเมืองใดได้ 100 บาท เงินเหล่านี้อาจกำหนดให้เพิ่มมากขึ้น ก็ได้ หรือ เิงินของผู้เสียภาษีเอง แล้วนำไปหักลดหย่อนภาษ๊ได้เต็มจำนวน

3. สื่อกระแสหลักจะต้องกล้าหาญ เสนอแนะ ตักเตือน ตรวจสอบ ขุดคุ้ย ตอกย้ำ ต่อท่าที ทัศนคติ ของนักการเมือง ที่ไม่มีจิตสาธารณะ หรือส่อไปในทางทุจริต สื่อกระแสหลักต้องมีสำนึกต่อประชาชนมากกว่าที่เป็นอยู่

เมื่อระบบการคัดกรองนักการเมืองทำงานได้ผล ก็เท่ากับได้คนดี มีความรู้คู่คุณธรรม(เป็นส่วนใหญ่) ซึ่งคนเหล่านี้ก็ไม่เล่นการเมืองแน่ ระบบก็จะทำงานได้ สิ่งที่เป็นประโยชน์ต่อประชาชนก็จะได้รับการเอาใจใส่ อย่างจริงจัง ความไม่เป็นธรรมในสังคมก็จะค่อยๆ กลับคืนมา เมื่อคนดี ปกครองบ้านเมือง อะไรๆก็ดีขึ้นตามลำดับ

ขอเน้นย้ำว่า "ทัศนคติ"(attitude) "ท่าที" ของแกนนำทุกๆฝ่าย(ตัวซ้ำเติมปัญหา) รวมทั้งตัวนักการเมือง(ตัวปัญหา)เองในซีก พรรคประชาธิปัตย์ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง แกนนำเสื้อสีต่างๆ โลกทัศน์ในเชิงประชาธิปไตย คับแคบ เป็นอย่างยิ่ง พวกแกนนำต่างๆ มองคนอื่น พวกอื่น เป็นผู้ร้ายไปเสียหมด พวกตัวเอง ทำดี ทำถูกต้องทุกอย่าง ยุแหย่ให้คนในชาิติเกลียดกัน ยุแหย่ให้เลือกข้าง แม้แต่ไปยึดสนามบิน ปิดสนามบิน ก็ยังคิดว่าถูกต้อง คนที่มีทัศนคติ ทำนองนี้ ทำงานสาธารณะไม่ได้เด็ดขาด โดยเฉพาะงานด้านการเมืองในระบอบประชาธิปไตย !!!

วันเสาร์ที่ 28 พฤศจิกายน พ.ศ. 2552

ข้อดีของประเทศที่ "ล้าหลัง" ด้านเทคโนโลยี

ในโลกที่แบนราบลงเรื่อยๆนี้ การเรียนรู้จาก ตัวอย่างที่ประเทศที่ประสบผลสำเร็จ หรือล้มเหลว ไม่ว่าจะเรื่องใดๆ เราสามารถนำมาประยุกต์ใช้ หรือ "กระโดดข้าม" เทคโนโลยี บางอย่างไปได้เลย และเลือกใช้เทคโนโลยีที่ดีในอนาคต เช่น ขนส่งมวลชนระบบราง รถไฟความเร็วสูง หรือ เทคโนโลยีโทรศัพท์เคลื่อนที่ 3 G หรือ 4G ดี หรือโครงสร้างพื้นฐาน อินเตอร์เน็ตบรอดแบนด์(Inertnet broadband) หรือ แม้กระทั่ง พลังงานสีเขียว(green energy) ที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม แทนที่จะไปใช้โรงไฟฟ้าพลังนิวเคลียร์ เช่นพลังงานลม ที่ประเทศเรากำลังจะลงทุนขนานใหญ่ในอนาคตอันใกล้นี้ จะใช้เทคโนโลยีจากไหน เงินทุนจากไหน ทำได้ไม่ยาก ในปัจจุบัน มีบริษัทระดับโลกมากมายที่พร้อม จะลงทุน พร้อมเจรจากับเรา ในทุกเงื่อนไข

ทั้งนี้ถ้าได้คนดี ขึ้นมาสร้างระบบ ที่เป็นนโยบายสาธารณะของประเทศ (Finding philanthrophic talents who will make public policy road maps) อย่ามีนอกมีใน อย่ากินตามน้ำ ขอให้เม็ดเงินที่ลงทุน ให้ลูกหลานเราได้ใช้ประโยชน์ได้เต็มที่

ที่สำคัญอย่างยิ่งอีกประการหนึ่ง คือ การบริการที่ดี ที่เป็นสากล ที่ยึดถือประโยชน์สูงสุดของประชาชน หรือผู้ใช้บริการ อย่าให้บริษัทที่ได้งาน เอารัดเอาเปรียบผู้บริโภค อย่างที่เป็นอยู่ เพราะสิ่งเหล่านี้ ยิ่งซ้ำเติมความไม่เป็นธรรมในสังคม ความห่างของคนรวย-คนจน จนได้ชื่อว่า "คนรวยซื้อ...ได้ของดีราคาถูก คนจนซื้อ....ได้ของแพงและไม่มีคุณภาพ" ระบบทุนนิยมเสรี จะดีกว่าระบบอื่นก็ต่อเมื่อ สร้างความเป็นธรรมในสังคมให้เกิดขึ้นให้ได้ ไม่ใช่ปล่อยให้ ทุนนิยมกักขฬะ ครองเมืองอย่างปัจจุบันนี้ แล้วเงินเหล่านี้ก็จะไหลวนลงสู่การเมืองเน่าๆ ได้คนเน่าๆ ไปสร้างระบบเน่าๆ สนองทุนนิยมกักขฬะ เป็นวงจรอุบาทว์(vicious circle) อย่างทุกวันนี้

วันศุกร์ที่ 27 พฤศจิกายน พ.ศ. 2552

หมดยุคแล้ว... การวิเคราะห์การเมืองแบบ "เอามัน"

รายการ คุยนอกทำเนียบ ทางช่อง สทท. มี คุณวีระ ธีรภ้ทรานนท์ เป็นผู้ดำเนินรายการ คุยกับ อ. สุขุม เฉลยทรัพย์ รองอธิการบดี มหาวิทยาลัยราชภัฎสวนดุสิต ในหัวข้อ "มองการเมืองไทย ปี 53" อ. สุขุม วิเคราะห์เป็นฉากๆ สมมุติว่า อ. สุขุม วิเคราะห์ได้ถูกต้องหมดทุกอย่าง แล้วยังไง..?ประเทศชาติประชาชน ได้อะไร ? กะการเล่นเกมของนักการเมือง ที่สะท้อน ถึงผู้วิเคราะห์ ว่า ไม่ได้ใส่ใจความถูกต้อง ดีงาม หน้าที่ที่ควรทำของบรรดานักการเมือง คุณวีระ ก็เช่นกัน มองเห็นว่า การต่อรองอย่างที่นักการเมืองกระทำกันอยู่ เป็นสิ่งดีงาม ถูกต้องแล้ว อย่างนั้นหรือ? จริงอยู่ นักการเมืองเป็นแบบนี้ตั้งแต่ไหนแต่ไรมานานแล้ว ท่าที ท้ศนคติ ของสื่อกระแสหลัก แบบนี้มิใช่หรือ ที่ ประเทศชาติ "เดี้ยง" อย่างที่เป็นอยู่นี้ เพราะ แทนที่สื่อจะตำหนิ พฤติกรรมเหล่านักการเมือง ที่ "เล่นการเมือง" ไม่ได้ "ทำงานการเมือง" นักการเมืองก็เลยคิดว่า สิ่งที่ทำอยู่นี้ดีแล้ว ถูกแล้ว ไม่เห็นมีใครว่าอะไร ก็ทำต่อไป
อ. สุขุม เฉลยทรัพย์

ยังมีรายการทางการเมือง อีกหลายรายการที่เข้าข่ายนี้ เช่น คอข่าว ทางช่อง 7 หลังเที่ยงคืน ทีี่่มี คุณพิสิทธิ์ คุณพิษณุ คุณปานระพี ดำเนินรายการ ....น่าเบื่อมาก คิดแบบเดิมๆ
ถ้าจะวิเคราะห์การเมืองแบบนี้ อย่าออกสื่อเลยครับ เปลืองเนื้อที่ีข่าว สิ้นเปลืองเวลา ไม่ได้สร้างสรรค์อะไรเลย นอกจาก คนพูด "ปากมัน น้ำลายแตกฟอง" ถ้าวิเคราะห์ถูกต้องก็เก่งแค่คนพูด(แต่ทำไม่ได้) แต่ประชาชนไม่ได้อะไร นอกจาก น่าเบื่อหน่าย สร้างปทัสถานแนวคิดทางการเมืองที่ไม่ถูกต้อง ควรตำหนิ นักการเมือง ที่ "เล่นการเมือง เล่นเกม" มากกว่า และหาวิธีเสนอแนะที่สร้างสรรค์ จะดีกว่า

วันพุธที่ 25 พฤศจิกายน พ.ศ. 2552

รายการ ลงเอยอย่างไร ทางทีวี ช่อง สทท

รายการนี้ มีคุณ เจิมศักดิ์ ปิ่นทอง เป็นพิธีกร ได้เชิญ คุณ คำนูญ สิทธิสมาน และ รมต.ต่างประเทศ กษิต ภิรมย์ ร่วมรายการ ในหัวข้อ "ความสัมพันธ์ไทย เขมร" ทีวีช่องนี้เป็นเครื่องมือรัฐบาล ในการประชาสัมพันธ์ผลงานรัฐบาล และ เชื้อเชิญผู้คนที่มีแนวคิด หรือทัศนคติ "ไม่ญาติดี" กับฝ่ายตรงข้าม มาออกรายการ แล้วก็เิ่ริ่ม "ตอกลิ่ม" วิพากษ์ วิจารณ์ ฝ่ายตรงข้าม ยกยอฝ่ายเดียวกันเอง ไม่ว่าใครมาเป็นรัฐบาล ทุกยุค ทุกสมัย ก็ทำเช่นเดียวกันนี้ ทำไมไม่คิดทำงานให้ดี ใช้เงินภาษีประชาชนให้คุ้มค่า สูงสุด ดูแลทุกข์ของประชาชนอย่างจริงใจ จริงจัง ขจัดความไม่เป็นธรรมในสังคมที่มีอยู่ เรื้อรังอยู่ให้ลดน้อยลงไป ไม่ต้องออกมาโฆษณาชวนเชื่อ หลอกล่อให้ผู้อื่น คล้อยตาม เชื่อถือ แล้วทำลายความน่าเชื่อถืออีกฝ่ายหรอก น่าสะอิดสะเอียน ในท่าทีและทัศนคติของคนเหล่านี้ แล้วมาบอกว่า จะสร้างความสมานฉันท์ในชาติ แบบนี้เค้า่เรียกว่า ฉวยโอกาสโฆษณาชวนเชื่อ เพื่อชิงมวลชนอย่างน่าละอาย วิธีคิดแบบนี้เป็นความ"ด้อยปัญญา"ของนักการเมือง หรือ คนที่มีทัศนคติ ทำนองนี้ โดย พูดกรอกหู ด้วยข้อมูลของตัวเอง ไปเรื่อยๆ เหมือนนักเชียร์เพลงลูกทุ่งตามคลื่นวิทยุ ที่พยายามเปิดเพลงที่ได้"ค่าเชียร์" บ่อยๆ จนติดหูผู้ฟัง ไม่ได้ผลแล้วในโลกที่กำลังแบนราบลง ที่ประชาชนมีทางเลือกรับข้อมูล ข่าวสาร เข้าถึงข้อมูลจากที่ไหนก็ได้ เมื่อใดก็ได้ ช่องทางไหนก็ได้
คำนูณ สิทธิสมาน

ความคิด เยี่ยงนี้ หรือทัศนคติแบบนี้ ฝังอยู่ในหัวของนักการเมืองไทยทุกคน คือคับแคบ คิดว่าตัวเองมีอำนาจแล้ว ทำได้ทุกอย่าง ไม่ต้องอาศัยใครอื่นช่วยเหลือ แนะนำ หรือ กลัวว่า ยอมรับความคิดเห็นจากพรรคฝ่ายค้านแล้ว จะเสียศักดิ์ศรี นักการเมืองไทย ไม่ยอมรับรู้ ไม่ได้ตระหนักเลย ว่าโลกที่กำลังแบนราบลงทุกขณะนี้ ยิ่งต้องอาศัยความร่วมมือ ผนึกกำลัง กันคิด ทำ เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตที่ดียิ่งๆขึ้น ให้กับประชาชน ให้โอกาส ส่งเสริม ผู้คนได้เรียนรู้ ศึกษา อย่างกว้างขวาง ทั่วถึง และกระหายที่จะเรียนรู้ เพื่อเปลี่ยนแปลงประเทศ เรา โลกของเราไปสู่สิ่งที่ดีกว่าเดิม น่าอยู่อาศัยกว่าเดิม โลกเดี๋ยวนี้ไปถึง การเปิดรับความร่วมมือ องค์ความรู้จากภายนอก (open collaborative network) เพื่อนำมาเสริมสร้างเป็น เป็นพลังภายใน แล้วนำไปบูรณาการ แก้ไขปัญหาที่ยากๆ ให้สำเร็จประโยชน์

วันอังคารที่ 24 พฤศจิกายน พ.ศ. 2552

สื่อกระแสหลักต้องมีความรับผิดชอบต่อประชาชนมากกว่านี้

ทำไม... ต้องเป็นสื่อกระแสหลัก(mainstream media)(ได้แก่ ทีวี วิทยุ สื่อสิ่งพิมพ์ต่างๆ) ก็เพราะสื่อกระแสหลักสามารถเข้าถึงผู้คนจำนวนมากๆ หรือพูดให้ชัดก็คือ เป็นที่นิยมของผู้คนทั่วไป สื่อเหล่านี้จึงสามารถ ชี้นำผู้คนไปในทางที่ถูกก็ได้ ผิดก็ได้(โดยการเพิกเฉยต่อข่าวนั้นๆ หรือไม่ให้ความสำคัญมากเพียงพอ หรือ ร่วมด้วยเลย) สื่อกระแสหลักไทยมีสำนึกน้อยไป ถึงหลักคุณธรรมแห่งความดีงาม ที่สังคมต้องยึดถือ หรือผลประโยชน์ของประเทศชาติ ประชาชน มาก่อนสิ่งอื่นใด

กองบรรณาธิการข่าวต้องคัดเลือก เนื้อหาข่าวที่จะกระทบแ่ก่ประชาชนในวงกว้าง ความไม่เป็นธรรมในสังคม ลงในพื้นที่ที่เด่นๆ และเกาะชิด ติดตาม ตอกย้ำ เนื้อหานั้นๆ จนกว่าประชาชน สังคมโดยรวมได้ตระหนัก ถึงความไม่ดีงาม ความไม่ถูกต้อง ของผู้กระทำที่เป็นเยี่ยงอย่างที่ไม่ดี หรือ ทำให้สังคมโดยรวมเสียหาย เช่น การโกงกิน (ตามน้ำ ทวนน้ำ) การฮั้วประมูล นักการเมืองไร้จิตสำนึกในหน้าที่ความรับผิดชอบต่อประชาชน ไม่เข้าประชุมสภา "เ่ล่นการเมือง" มากกว่า "ทำงานการเมือง" ซื้อเสียง ฯลฯ สื่อกระแสหลัก ต้องจุดกระแสให้คนเหล่านั้นได้รับผล โทษทัณฑ์ จากกฎหมายบ้านเมือง หรือ กระแสสังคม ลงโทษ เช่น คน ทุจริต โกงกิน ก็จะถูกชาวบ้านเกลียดชัง ไปอยู่ที่ไหนก็ไม่มีใครต้อนรับ แต่ปัจจุบัน กลับกลายเป็นค่านิยม กลายเป็นคนเก่งที่โกงได้ รวยได้เพราะโกงกิน ค้าของผิดกฎหมาย คุมบ่อน เป็นคนมีหน้า มีตาในสังคม สังคมบิดเบี้ยวหมดสิ้นแล้ว

คุณสรยุทธ์ นักจัดรายการทางทีวี มักพูดเสมอๆ ว่า "ให้ประชาชนใช้วิจารณญาณเอง" พูดแล้วเหมือนดูดี มีความรับผิดชอบ ให้เกียรติผู้ชมรายการ แต่แท้จริงแล้ว ไม่รับผิดชอบอะไรเลย โยนความรับผิดชอบไปให้ประชาชน คิดเอง ซึ่งแต่ละคนก็ทัศนคติต่างกันมากมาย โดยที่ตัวเองทำตัวเป็นกระบอกเสียง รายงานข่าวตามข่าวหนังสือพิมพ์ ฉบับต่างๆ คุณสรยุทธ์ก็เต้าข่าวไป อ่านข่าวไป มิได้กล้าหาญบอกกล่าว ตักเตือน นักการเมืองที่สร้างความเสียหายแก่บ้านเมือง ทำสิ่งที่ไม่เหมาะสม ไม่ได้นำหลักคุณธรรม ความดีงาม มาเทียบเคียงให้เห็น ถนัดแต่ให้คู่กรณีออกมาแก้ตัว สร้างความชอบธรรมให้กับตัวเอง สร้างภาพ สร้างความสับสนมากกว่า สังคมไทยยังไม่เติบโตเป็นผู้ใหญ่มากพอ ความแตกต่าง เหลื่อมล้ำกันในสังคมยังมีอยู่มาก

ถ้าผมนำยา 10 ชนิด ไม่รู้ว่าเป็นยาอะไรบ้าง (อาจมียาพิษอยู่ด้วย) แล้วให้คุณสรยุทธ์รับประทานแก้ปวดหัว แล้วบอกว่า คุณสรยุทธ์ "ใช้วิจารณญาณ" เอาเองนะ ถามว่า คุณสรยุทธ์ จะสับสนหรือไม่? จะกล้ารับประทานยา หรือไม่ ? ทำนองเดียวกัน กับข่าวสารต่างๆ เพราะ มันไม่มีมาตรฐาน ข่าวสาร มีทั้ง ข่าวลวง ข่าวหลอก ข่าวลือ ข้อเท็จจริง ความซับซ้อนของข่าว ต้นตอแหล่งข่าว เจตนาของผู้ให้ข่าว และที่สำคัญ ข่าวสารมีมากมายเหลือเกิน คนทำหน้าที่คัดเลือกเนื้อหาข่าว ที่จะนำเสนอ ต่อประชาชน ต้องสังเคราะหฺ์ฺ เป็น สังเคราะห์ข่าวเก่ง จะได้ไม่ตกเป็นเครื่องมือ หรือถูกหลอกใช้ (หรือ สมยอมกัน สมคบกัน บิดเบือนโดยปล่อยให้คนทำผิดได้แถลงข่าว พูดออกสื่อ สร้างภาพ อย่างอิสระ ) สื่อที่ดี ต้องถามตัวเองเสมอๆ ว่า ชิ้นข่าวนั้นๆ สังคมโดยรวมได้อะไร หลักคุณธรรมความดีงาม อยู่ตรงไหน

กรณีคุณ นาธาน โอมาน นักร้อง นักแสดง โดนสื่อกระแสหลัก "ยำใหญ๋" จนแทบแทรกแผ่นดินหนี ถ้า สื่อกระแสหลัก มีสำนึกรับผิดชอบ ทำงาน เกาะชิด ติดข่าว ขุด คุ้ย ข่าว เหมือนกระทำกับคุณ นาธาน โอมาน แต่เป็นนักการเมือง ข้าราชการ คณะกรรมการองค์กรอิสระ หรือใครก็ตามที่มีหน้าที่รับผิดชอบกับนโยบายสาธารณะ ที่มีแนวโน้ม ท่าที หรือ ทำให้บ้านเมืองเสียหาย บ้านเมืองไทยจะไม่เสื่อม มากเท่านี้ จะไม่วุ่นวาย สบสน มากมายเท่านี้แน่ เพราะคนเหล่านี้ เมื่อกระทำเรื่องเสียหายย่อมมีผลกระทบในวงกว้าง

นายลี กวนยิว อดีตนายกรัฐมนตรีสิงคโปร์ บริหารประเทศสิงคโปร์ อยู่ 32 ปี ก่อนหน้านี้เคย นำชาวสิงคโปร์ร้องเพลงชาติมาแล้ว 3 ชาติ (God save the queen : เพลงชาติ อังกฤษ, Kimi ga yo : เพลงชาติญี่ปุ่น และ Negaraku : เพลงชาติมาเลย์) ปัจจุบัน ร้องเพลง Mujarah singapura เป็น เพลงชาติสิงคโปร์เอง นายลี เคยพูดไว้ทำนองว่า "เราต้องได้คนดีมาก่อน แล้วคนดีจะเข้ามาสร้างระบบที่ดีเอง"

การจะได้คนดีมาทำงานเพื่อส่วนรวมนั้น ก็ ควรใช้ ระบบการคัดกรองนักการเมือง ครับ

ทำไมพระสงฆ์ ถึงถือศีล 227 ข้อ ตามพุทธบัญญัติ ทำไมไม่ถือแค่ ศีล 10 หรือศีล 8 ข้อก็เพียงพอ? พระพุทธองค์ทรงทราบดี พระสงฆ์เปรียบเสมือนเป็นตัวแทนพระองค์ คอยเผยแผ่พระศาสนา หากพร่องในศีล 227 ข้อ ชาวบ้านจะขาดศรัทธาได้ จะเป็นอุปสรรค์ต่อการเผยแผ่ศาสนา นักการเมืองก็เช่นกัน ควรจะมีข้อห้าม หรือข้อจำกัด หรือมีคุณสมบัติที่เหนือกว่าบุคคลธรรมดา โดยเฉพาะอย่างยิ่ง จิตจริยธรรม ความเสียสละ สำนึกต่อส่วนรวม นี่ถือเป็นมาตรฐานหนึ่ง อย่าให้คนเข้าสู่การเมืองง่ายอย่างเช่นปัจจุับัน แล้วปัญหาต่างๆจะค่อยๆหมดไปเอง ปัญหาที่ยากก็จะง่าย เพราะช่วยกันคิด ช่วยกันทำ ปัญหาที่ง่ายก็ หดหายไป

ต่อไปอาจต้องมีเกณฑ์ตั้งให้ผู้ที่จะทำงานการเมืองต้องอย่างน้อย มีศีล 5 ครบ โดยเฝ้าติดตาม ประวัติ ชีวิตส่วนตัวจากอดีต ยัน ปัจจุบัน แล้วมีการรายงานผ่านเว็บเซอร์วิส หรือ เว็บกลาง ที่ทุกคนสามารถเข้าถึงได้ อย่างง่ายๆ



วันจันทร์ที่ 16 พฤศจิกายน พ.ศ. 2552

กฏหมายขึ้นเงินเดือน ส.ส. และ ส.ว.


ส.ส. และ ส.ว. (ไม่รู้ใครเสนอ) เสนอกฎหมายขอขึ้นเงินเดือนตัวเอง ทำให้สิ้นเปลืองภาษีประชาชนอีก 37 ล้านบาทต่อปี ช่างไร้ยางอาย เห็นแก่ได้ เ็ห็นแก่ประโยชน์ตัวเอง ไม่รู้กาละเทศะ สมควรลดเงินเดือน มากกว่านะ หรือไม่ก็ ควรไล่ออกไปเลย คนที่ไม่รู้จักหน้าที่ ไม่มีความรับผิดชอบต่อประชาชน ประชุมสภา ก็ไม่ค่อยเข้าประชุมจนสภาล่มบ่อยๆ บางคนทำงานหนักจริงๆ โดยออกไปกลางถนน ไปยุแหย่ให้คนในชาติเกลียดกัน สร้างความบาดหมาง แตกแยก ในหมู่ประชาขนด้วยกันเอง สร้างฝ่าย แบ่งพวก จนสำเร็จ นี่คืองานชิ้นโบว์แดง "เล่นแต่การเมือง" แต่"ไม่ทำงานการเมือง" ไม่รู้ทุกข์ร้อนประชาชน ไม่ใส่ใจ ยังมีน้ำหน้าขอเงินเดือนเพิ่ม ถ้าเป็นบริษัทเอกชน โดนไล่ออกไปนานแล้ว .... น่ารังเกียจจริงๆ
นายชินวรณ์ บุณยเกียรติ
นายชินวรณ์ บุญเกียรติ ส.ส. ประชาธิปัตย์ จังหวัดนครศรีธรรมราช 6 สมัย สนับสนุนให้ขึ้นเงินเดือน

ผมในฐานะผู้เสียภาษี ขอคัดค้านกฎหมายขึ้นเงินเดือน ส.ส. ส.ว. ที่กำลัง จะเสนอเข้าสู่สภา ณ ขณะนี้
ไม่อยากทำงานก็ออกไป สภาจะได้เป็นสถานที่ทรงเกียรติ จริงๆซะที

วันศุกร์ที่ 13 พฤศจิกายน พ.ศ. 2552

เกมคุณทักษิณเพื่อแลกกับอำนาจและผลประโยชน์ตัวเอง

ผมเริ่มแน่ใจว่าที่วิเคราะห์ไว้เป็นจริง พลเอกชวลิต "รับแผน" คุณทักษิณ เพื่อให้เพื่อนบ้าน "สั่นคลอน" รัฐบาล นายก อภิสิทธิ์ จนในที่สุด "เข้าแผน" ยุบสภา จากนั้นก็ใช้เงินมโหฬาร ซื้อเสียง เพื่อให้ได้ เก้าอี้ ส.ส. ให้มากที่สุด จะได้เป็นแกนนำ ให้ บิ๊กจิ๋ว เป็นนายก จัดตั้งรัฐบาล

แม้แต่ นายก สมเด็จ ฮุนเซ็น ยังยุส่งให้ นายก อภิสิทธิ์ ยุบสภา สู้เลือกตั้งกันใหม่ (ข่าว) ช่างกล้าจริงๆ
สมมุติว่า คุณทักษิณ ทำได้ตามแผน หมดทุกอย่าง คือ ได้เป็นแกนจัดตั้งรัฐบาล โดยมี พลเอก ชวลิต เป็น นายกรัฐมนตรี ขั้นต่อไปก็คือ เชิญตัว คุณทักษิณ กลับประเทศ เดินเรื่อง ขอพระราชทานอภัยโทษเต็มสูบ สมมุติว่าทำได้เรียบร้อย คิดหรือว่า รัฐบาล พลเอก ชวลิต จะบริหารประเทศได้อย่างราบรื่น เรียบร้่อย บ้านเมืองไม่วุ่นวาย หนักไปกว่าเก่า ไม่เกิดกลียุค จากพลพรรค แกนนำเสื้อเหลือง หรือกลุ่มอื่นๆ สุดท้ายถ้าไม่ลาออก ไม่ยุบสภา เกิดการรัฐประหาร ก็นองเลือดแน่ มองเห็นความวุ่นวาย ไม่รู้จักจบสิ้น ทิศทางของประเทศไทยก็เลยเดินเหมือน "ปูอยู่ในกระด้ง" ไร้ทิศทาง

สมควรอย่างยิ่ง ที่ไทยจะต้องรีบหา "คนกลาง" ประเทศ ไหนก็ได้ ที่ สนิทสนมกับ นายก สมเด็จ ฮุนเซ็น มากหน่อย ข่วยไกล่เกลี่ย โดยด่วน นายก อภิสิทธิ์ อย่า ทิฐิ ต้องรีบจัดการ ทิ้งไว้ไม่ดีแน่นอน รอให้ นายก สมเด็จ ฮุนเซ็น สำนึกเอง น่ะ ชาติหน้า โน่น จะได้เห็นรีเปล่า ยิ่ง นายก อภิสิทธิ์ บอกจะไม่ให้กระทบประชาชนทั้งสองประเทศ นายก สมเด็จ ฮุนเซ็น ยิ่งเหิมเกริม และเป็นไปไม่ได้ว่าจะไม่กระทบ ตอนนี้ก็กระทบแล้ว และจะมากยิ่งขึ้นเรื่อยๆ หากไม่เร่งรีบหาคนกลาง ไกล่เกลี่ย

สำหรับ คุณทักษิณ อย่าทรนงตัวเอง คิดว่า มีเงินแล้วทำอะไรก็ได้ ซื้อใครก็ได้ บอกได้เลยว่า สถานะการณ์ตอนนี้ แตกต่างจาก 4 ปีก่อนมาก สิ่งที่คาดคิด ฝันไว้ จะได้กลับประเทศ บริหารประเทศอีก คงยากยิ่งขึ้น เลือนลางมากยิ่งขึ้น หากยังเดิมเกมทำนองนี้อยู่อีก เพราะคนไทยรับได้ยากยิ่งกับ การทำร้ายประเทศชาติ ทำลายความมั่งคั่งของประเทศชาิติ และประชาขน เยี่ยงนี้

ถ้าเป็นวัยรุ่น เค้านิยมเจาะ หู เจาะสะดือกัน แต่ นายก สมเด็จ ฮุนเซ็น มาแปลก เจาะจมูก สนสายตะพายโดยให้ คุณทักษิณ เดินจูง....อันนี้ผมนอนแล้วฝันเห็นน่ะ

วันพฤหัสบดีที่ 12 พฤศจิกายน พ.ศ. 2552

คดีคลองด่านจำคุกคนโกงกิน 3ปี???

คดีคลองด่านเกือบเป็นมหากาพย์ ในที่สุดศาลตัดสินจำคุก คนโกงชาติ โกงแผ่นดิน โกง กินภาษีเรา แค่คนละ 3 ปี (ข่าว กรุณาอ่านความคิดเห็น ที่1 ที่2 ของผู้อ่านด้วยนะ) ซึ่งมีมุลค่าความเสียหายมากมายถึง 20,000 ล้านบาท ต้องมีอะไรเพี้ยนแน่ๆ แถมยังจะยื่นขอประกันตัวอีกคนละ 1 ล้านบาืท ถ้าได้ประกันตัว
นายวัฒนา อัศวเหมหนีไปเฝ้าบ่อนเขมรกำลังรอคนอื่นๆตามไปสมทบ

รับรอง หนีคดีแน่ๆ ข่าวจากผู้จัดการออนไลน์ บอกว่าได้รับอนุญาตให้ประกันตัวชั่วคราวแล้วด้วย
คนพวกนี้ โกงกินคนละมหาศาล กับหลักทรัพย์ที่จะนำมาประกันตัว แค่ 1 ล้าน ถ้าได้รับการประกันตัว รับรองได้ว่า เกิดค่านิยม คนโกงกิน อีกมากมายเพราะ โกงแล้วหนี หรืออาจจะยอมติดคุก 3 ปี แล้วเสวยสุขบนกองเงินที่โกงไป แล้วก็ออกมาให้สัมภาษณ์สื่อ แบบเดียวกันกับ นายรักเกียรติ เพราะชั่วชีวิตคนพวกนี้ ไม่มีปัญญาหาเงิน ได้ด้วยอาชีพสุจริต ได้มากเท่า่การโกงกินแน่ นี่เป็นความบิดเบี้ยวของ กระบวนการยุติธรรม หรือ ข้อกฎหมาย หรืออะไรก็ตาม แต่ผลออกมาแบบนี้ ต้องมีอะไรเพี้ยนแน่ ต่อไปคนก็ไม่กลัวคุกตารางหรอก บ้านเมืองจะเต็มไปด้วยคนพร้อมจะหาโอกาสโกงกิน เพราะมันง่ายดี สบายดี และได้เงินแยะ
วิกฤติจริงๆ เมืองไทย

วันอังคารที่ 10 พฤศจิกายน พ.ศ. 2552

Google interview queations will make you fumble and feel stupid

การสร้างวัฒนธรรมองค์กรแห่งการเรียนรู้และเป็นองค์กรแห่งนวัตกรรมเพื่อโลกที่ดีกว่า นับเป็นสิ่งที่ท้าทายและน่าสนใจยิ่ง Google กำลังทำสิ่งเหล่านี้ และทำได้ดีเสียด้วย
มีคำถามมากมายที่ใช้สัมภาษณ์ พนักงานเข้าใหม่ ในองค์กรต่างๆ แต่ที่แตกต่าง โดดเด่น ต่อคำถามที่ใช้ในการสัมภาษณ์งาน ของชาว Google นั้น อาจทำให้ผู้ถูกสัมภาษณ์ "ท่านเซ่อร์" รับประทาน รู้สึกว่าตัวเองโง่ไปในบัดดล

นี่ตัวอย่าง 15 คำถาม จาก 140 คำถาม ทีี่ี่ชาว Google มักใช้ในการสัมภาษณ์งาน และนี่ก็เป็นคำเฉลย ทั้ง 15 คำถาม นั้น (อิอิอิ...แค่คำถามแรกก็เหงื่อตกท่ามกลางหิมะได้)

ประเด็นไม่ได้อยู่ที่ผู้ถูกสัมภาษณ์ ตอบได้ถูกต้อง เป็นคนเก่ง แล้วได้ทำงานกับ Google หรอก ผู้สัมภาษณ์ ต้องการทราบวิธีแก้ไขปัญหา วิธีการใช้เหตุผลในการตอบคำถาม และที่สำคัญ ทัศนคติในเชิงบวก หรือลบ ของผู้ถูกสัมภาษณ์ในการ คิด มองปัญหา แล้ว "หลุด" เป็นคำตอบออกมา

ทัศนคติ(attitude) อันนนี้สำคัญมาก จะสะท้อน วิธีคิด ท่าที การกระทำ จนสามารถมองเห็นบุคคลิกภาพ ตัวตนจริงของผู้ถูกสัมภาษณ์ ได้ ลำพังใช้ "คน" ตัดสิน คัดเลือก อาจโน้มเอียง หรือเอนเอียง (subjective)ได้ องค์กรที่ดี ที่ทันสมัย จึงต้องใช้ตัวแบบระบบวิเคราะห์(analytical applications) ช่วยในการประเมินผล ถ้าผู้ถูกสัมภาษณ์มีทัศนคติเชิงลบ ก็จะถูกปฎิเสธ และ ไม่ค่อยมีคนรับเข้าทำงาน โดยเฉพาะตำแหน่งงานที่สำคัญๆ เพราะ คนจำพวกนี้ สอนก็ยาก ทำงานร่วมกับใครก็ยาก มองอะไรเป็นปัญหาไปเสียหมด (Winston Churchill once said, "The pessimist sees difficulty in every opportunity. The optimist sees the opportunity in every difficulty.")

ใน ระบบการคัดกรองนักการเมืองไทยจึงต้องมีระบบประเิมินผล ว่ามีทัศนคติเป็นบวกหรือลบ ประวัติส่วนตัวและครอบครัว (background) ในอดีต เพื่อสร้างมาตรฐาน นักการเมืองให้มีมาตรฐานเสียก่อน เมื่อถึงคราวเลือกตั้ง แม้นจะเลือกคนผิด (รู้ทีหลังว่าเลือกคนไม่พร้อมทำงานเพื่อส่วนรวม) ก็ยังอยู่บนมาตรฐานหนึ่ง ต่างจากปัจจุบันนี้ หามาตรฐานอะไรไม่ได้เลย ต่อไปในบัตรลงคะแนนเลือกตั้ง ควรกำหนดให้มีช่องให้ประชาชนได้กากบาท ว่า "ไม่ต้องการเลือก หรือ ไม่ต้องการให้ผู้สมัครเบอร์นี้ทำงานการเมือง" ควบคู่ไปด้วย หากคะแนนช่องนี้สูงระดับหนึ่งก็ตัดสิทธิห้ามลงสมัครอีกต่้อไป จนกว่าจะผ่านเกณฑ์ประเมินผลใหม่

ของฝาก...

"Attitude is a little thing that make a big difference." Wiston Churchill

วันเสาร์ที่ 7 พฤศจิกายน พ.ศ. 2552

เกมเดิมพันของคุณทักษิณ

จะว่าไปแล้ว ตราบใดที่คนคนหนึ่งไม่รู้สึกผิด และยังมีพละกำลัง ทั้งสมอง เงิน พวกพ้อง ที่สำคัญกล้าได้กล้าเสีย(แต่ไม่เสี่ยงมั่วๆ) เรียกว่า เป็นพวก เสี่ยงแบบจำกัดความเสี่ยง(risk taker) และคิดยึดมั่นในสิ่งที่ตัวเองคิด หรือคิดจากตัวเองออกนอก คนลักษณะนี้ ทำได้ทุำกอย่างเพื่อให้บรรลุในสิ่งที่ตัวเองต้องการ
เมื่อตอนดำรงตำแหน่ง นายกรัฐมนตรี คุณทักษิณเองก็เชื่อเมีย จนลืมมองดูสถานะตัวเองว่า อยู่ในสถานะอะไร ทำได้ แค่ไหน ก็เลยพลาด ผมเชื่อโดยบริสุทธิ์ใจว่า ลำพัง ตัวคุณทักษิณเอง ไม่ทำเรื่องเหล่านี้แน่(ทำที่ซับซ้อน ลึกซึ้งกว่านี้) เพราะผมเห็น ความตั้งใจ ความมุ่งมั่น ที่จะนำพาประเทศไทยไปให้ทัดเทียมนานาอารยประเทศ และเป็นคนเดียวที่ทำได้ เพราะมีภาวะผู้นำ และมีวิสัยทัศน์

คุณทักษิณ "ดับเครื่องชน" กับการต่อสู้ทางการเมืองของตัวเอง กับผลประโยชน์ของตัวเอง ทรัพย์สินของตัวเอง ที่ถูก คตส. อายัติไว้ 76,000 ล้านบาท อันนี้ก็ทำกันเกินไป (เงินในกระเป๋าคุณทักษิณ 100 บาทอาจมีเงินที่มีกลิ่นไม่ค่อยสะอาด 20,30,40บาทก็ได้)คณะกรรมการ คตส. คิดและทำกับคุณทักษิณแบบสุดโต่ง ศาลคดีอาญานักการเมืองก็ตัดสินถึงกับจำคุก ก็เกินเลยไป แทนที่จะรอลงอาญา

ผมเชื่อว่า พลเอกชวลิต ยงใจยุทธ "รับแผน" คุณทักษิณ ไปพบ สมเด็จ ฮุนเซ็น นายกรัฐมนตรีกัมพูชา(โดยให้ พลเอก วิชิต ยาทิพย์ รองผู้บัญชาการทหารบก ติดต่อประสาน ผ่านทาง พลเอก เตียบัน) เป็นการทาบทามให้สมเด็จ ฮุนเซ็น แต่งตั้งให้ คุณทักษิณ เป็นที่ปรึกษา (หาก นายกรัฐมนตรี ฮุนเซ็น เห็นคุณค่า ในความเป็น "เพื่อน" และ ในความสามารถของคุณทักษิณจริงๆ ก็สมควรแต่งตั้ง คุณทักษิณ เป็นที่ปรึกษา นานแล้ว ไม่ใข่ตอนนี้) จากนั้นอาจถึงขั้น ตั้งเป็นรัฐบาลกำมะลอ ไว้ปลุกปั่น แนวร่วม ซึ่งก่อนหน้านี้ คุณทักษิณ ก็น่าจะเคยพยายามใช้ ประเทศ สหรัฐอาหรับอิมิเรตส์ หรือปรเทศอื่นๆ แต่รัฐบาลประเทศเหล่านั้น รู้จาริต และไม่อาจเอาผลประโยชน์ของประเทศมาเสี่ยง กับเรื่องไม่เป็นเรื่อง

เพื่้อ "สั่น" สถานะรัฐบาลของนายก อภิสิทธิ์ เพราะ คุณทักษิณ รู้ดีว่า สมเด็จ ฮุนเซ็น ไม่พอใจ รัฐบาลชุด นายก อภิสิทธิ์ โดยเฉพาะ รมต. ต่างประเทศ ที่ชื่อ นาย กศิต ภิรมย์ เป็นเดิมพัน และผนวกกับ คนในพรรคประชาธิปัตย์ ที่จะเดินเกมถอดยศ คุณทักษิณจึง เดินหมากนี้ บนดินแดนเืพื่อนบ้านเรา และสมเด็จฮุนเซ็น ก็ "อหังการ์" พอควร

ถ้าคุณทักษิณ ไม่ได้คิดวางแผนการและแลือกเดินตามแผนนี้ เพื่อ ลดกระแสความตึงเครียดระหว่างประเทศลง แค่ แสดงออก โดยการลาออก และไม่รับตำแหน่งที่ปรึกษาทางเศรษฐกิจของนายก สมเด็จ ฮุนเซ็น ง่ายมาก ถ้าตั้งใจจะทำ

ผลเอแบคโพลล์ ประจำัที่ 3 พฤศจิกายน 2552 เมื่อถามถึง ความอยู่รอดของประเทศ กับผลประโยชน์ของตัวเองกับครอบครัว พบว่า 50.5% เลือกเอาความอยู่รอดของประเทศมาก่อน ขณะที่ 33.8% เลือกผลประโยชน์ของตัวเองและครอบครัว มาก่อนความอยู่รอดของประเทศชาติ นี่ยังไม่ได้เปรียบเทียบระหว่างชีวิตตัวเองและคนรัก กับความอยู่รอดของประเทศ นะ ตัวเลข 33.8% น่าจะสูงกว่านี้อีก
ผลวิจัยชิ้นนี้ เป็นเครื่องชี้อย่างดีถึง ความวิกฤตของจิตสำนึกในการเสียสละ ของคนไทย ที่เห็นแก่ตัวมากขึ้นอย่างไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน ทุกๆ 1 ใน 3 คน รักตัวเองและครอบครัวมากกว่ารักชาติ สังคมไทยกำลังล่มสลาย ทางจิตสำนึกในการเสียสละ วังเวง จริงๆ อาจเป็นเพราะไม่รู้จะหาแบบอย่างที่ดีดี ดูได้ที่ไหน
คุณทักษิณ ก็อยู่ในจำพวก 33.8% ที่เลือกผลประโยชน์ของตัวเองและครอบครัว มาก่อนความอยู่รอดของประเทศชาติ
ส่วน ผลเอแบคโพลล์ วันที่ 7 พ.ย. 2552 คะแนนนิยมในตัว นายก อภิสิทธิ์ เพิ่มขึ้นมากกว่า 3 เท่า เป็น 68.6% จาก 21.1% เมื่อเทียบกับเดือน กันยายน 2552

ผลเอแบคโพลล์ ชิ้นนี้ บอกได้เลยว่า คุณทักษิณ "เดินเกมผิด" เสียแล้ว แล้วยังไม่รีบลาออจากที่ปรึกษาทางเศรษฐกิจ นายก สมเด็จ ฮุนเซ็น อีก

สรุปได้ว่า ความวุ่นวายต่างๆที่ประเทศไทยกำลังเผชิญอยู่นี้ เกิดจากนักการเมืองที่ไม่พร้อม ไม่เสียสละ มุ่งแต่แสวงหาผลประโยชน์ใส่ตัวเองและพวกพ้อง "เล่นการเมือง" ไม่ได้ "ทำงานการเมือง" จึงเกิดวัฒนธรรมทางการเมือง แบบล้มล้าง หักกัน ทำลายล้างกัน (destructive politics paradigm) จนเกินพอดี จนเกินเลยไปถึง ทำร้าย ทำลาย ผลประโยชน์ของขาติ นักการเมืองก็ยังไม่ยอมหยุด เราในฐานะผู้เสียภาษี และได้รับผลกระทบ ทุกครั้ง ที่มีปัญหาทางการเมือง จึงต้องสร้าง รูปแบบทางการเมือง (political platform) เสียใหม่ นั่นคือ ระบบการคัดกรองนักการเมือง

ของฝาก... ผมไม่รู้ว่าสงครามโลกครั้งที่สาม มนุษย์ใช้อาวุธอะไรในการสู้รบกัน รู้แต่ว่าสงครามโลกครั้งที่สี่ มนุษย์ใช้ก้อนหินและเศษไม้เป็นอาวุธ

วันจันทร์ที่ 2 พฤศจิกายน พ.ศ. 2552

สื่อกระแสหลัก กับกรณีนายรักเกียรติ สุขธนะหลังพ้นโทษ

สื่อกระแสหลัก โดยเฉพาะอย่างยิ่ง สื่อโทรทัศน์ ไม่สมควรอย่างยิ่งที่ ติดตามทำข่าวนายรักเกียรติื โดยเฉพาะในแง่ของ การนำเสนอข่าว แล้วผูกโยงกับจิตสำนึก เรื่องคุณความดี หรือ นายรักเกียรติ อยากทำอย่างนั้น อยากทำอย่างนี้ เพราะได้สำนึกแล้ว เช่น เมื่อหัวค่ำ ทางช่อง สทท. (ช่อง 11 เดิม) เสนอข่าวว่า นายรักเกียรติ อยากจะขอบวช อ้างโน่นอ้างนี่ สำนึกในพระคุณ สร้างภาพต่างๆนานา เพื่อให้สังคมสงสาร เชื่อว่า เป็นคนดีแล้ว สำนึกแล้ว นอกจากนี้ ช่องเดียวกันนี้ยังทำสกู๊ปข่าว เปรียบเทียบระหว่าง อดีต นายก ทักษิณ ชินวัตรที่หนีคดี กับ นายรักเกียรติ ที่หนีเหมือนกันแต่โดนจับได้(แต่ ข่าว สทท. ออกข่าวว่าไม่ได้หนีคดี ยินยอมรับโทษ) ผมไ่ม่เชื่อว่า คนอย่างนายรักเกียรติ จะลอกสันดานเดิมทิ้งได้ ต้องพิสูจน์กันยาวๆ มิใช่แค่ตีหน้าเศร้า เล่าความเท็จ ผ่านสื่อ ที่ไร้่สำนึก

สื่อกระแสหลัก นอกจากมุ่งค้นหาความจริง อย่างไม่ฉาบฉวยแล้ว การคัดเลือก ให้ความสำคัญกับ เนื้อหาของข่าวสาร เพื่อนำเสนอในพื้นที่ที่เหมาะสม ต่อเนื่อง เช่น ข่าวนายรักเกียรติ สุขธนะ เสนอข่าวให้รู้ว่า ติดคุกจริงๆน้อยกว่า ที่ศาลตัดสินไว้ ก็เพียงพอแล้ว ไม่ต้อง
นำเสนอ สิ่งอื่นๆ อีก สิ้นเปลืองพื้นที่ และเวลา หรือ กรณีข่าว ทุจริต โกงกินบ้านเมือง ของนักการเมือง หรือข้าราชการ เช่น ในองค์การคลังสินค้า ที่นำข้าวสาร เอย ข้าวโพด เอย ไปเช่า ไ้ว้ในโกดังของเอกชนแล้ว สินค้าเน่าเสียหาย หรือ สินค้าสูญหายไป นับพัน นับหมื่นตัน (ถ้า 1,000 ตันข้าวสารกระสอบละ 50 กก ก็ 2 ล้านกระสอบข้าวสาร หายไปจากโกดังโดยไม่มีคนรู้เห็น จับไม่ได้ บ้า แน่ๆ)

ข่าวสาร เนื้อหาข่าวทำนองนี้ต้องตามติด เจาะข่าว ทำทุกอย่างจนกว่าจะได้คนผิดมาลงโทษ และ และนำเสนอข่าวให้องค์กรเหล่านั้นแก้ไขไม่ให้ปัญหาเกิดซ้ำแล้วซ้ำอีก สมควรนำเสนอข่าว ต้องลงในพื้นที่ที่สำคัญ หรือช่วงเวลาที่สำคัญ บ่อยๆ ถี่ๆ กองบรรณาธิการ สมควรอย่างยิ่ง ที่อาจจะต้องตั้งทีมเฉพาะกิจทำเรื่องเหล่านี้โดยเฉพาะ อย่างต่อเนื่อง ตอกย้ำไปเรื่อยๆ ว่า คนโกงกิน ทุจริตต้องได้รับโทษ อย่างสาสม สังคมก็จะไม่เอาเป็นเยี่ยงอย่าง ประชาชนก็พร้อมให้ข้อมูลเพิ่มเติมอีกต่างหาก ในแง่ของคนคิดจะโกงกิน ทุจริต ต่างๆก็ อาจจะไม่ค่อยกล้ากระทำผิด ปทัสถานทางสังคมที่เรายึดถือในสิ่งที่ถูกต้องดีงาม ก็ค่อยๆ กลับคืนมา ทีละน้อยๆ

แต่ปัจจุบันนี้ คนทำข่าว สื่อกระแสหลัก ทำข่าวเหมือนเสียไม่ได้ เสนอข่าวแล้วก็แล้วไป นอกจากนั้นยังเป็นช่วงเวลาสั้นมากๆ การทำข่าวลักษณะนี้ เหมือนเล่าสู่กันฟัง ให้รู้ว่ามีการโกงกิน แต่ไร้จิตสำนึกที่จะช่วยเหลือ ชี้แนะ ป้องกัน แล้วที่เรียกว่า "สื่อเปรียบเสมือนสุนัขเฝ้าบ้าน" ก็จะเลือนหายไป เพราะสุนัขเหล่านี้ ได้แต่เห่าเบาๆ(อย่างเสียไม่ได้) แล้วก็วิ่งไปหลบซ่อน หรือ ไปเล่นอย่างอื่นแทน สังคมไทยจึงอุดมไปด้วยคนโกงกิน บ้านเมือง เพราะสื่อกระแสหลักไม่มีจิตสำนึกตรงนี้

Graig Newmark ผู้ก่อตั้ง graigslist.com เป็นเว็บไซต์ให้ผู้โฆษณาขายของฟรี ได้แสดงทัศนะต่อสื่อไว้ดังนี้ "The really good journalism was buried, not curated into the front pages , and then infrequently if at all repeated. As news customers, if big news is not prominantly displayed,and then repeated, it's a tree falling in the forest."

"สื่อสารมวลชนที่ดีดีนั้น ถูกฝังไปแล้ว(ตายไปหมดแล้ว)(ข่าวสารที่มีประโยชน์ สำคัญ) ก็ไม่ได้อยู่ในพื้นที่หน้าแรกๆ พร้อมกับลงข่าวบ่อยๆ ในฐานะผู้บริโภคข่าว ถ้าข่าวสำคัญๆไม่ได้ลงในหน้าที่มีผู่อ่านมากๆ และลงถี่หน่อย(ตอกย้ำ)มันก็ไม่ต่างอะไรกับต้นไม้ต้นหนึ่งที่ล้มลงในปาดงดิบ"(ไม่มีใครรู้ ไม่มีใครเห็น ก็ไร้ประโยชน์ที่จะทำสื่อต่อไป)

สื่อสารมวลชน ถ้าติดตามความถูกผิดต่อสิ่งที่กระทบสังคมโดยรวม แล้วนำเสนอให้สังคมได้รับรู้ อย่างต่อเนื่อง พร้อมๆกับตอกย้ำ หลักแห่งคุณธรรม ความดีงาม เป็นอย่างไร คนทำไม่ดี คนเลวสมควรได้รับการลงโทษอย่างไร คนในสังคมก็จะรู้สึกได้ว่า มีหลักยึดถือ คติพจน์ "ทำดีได้ดี ทำชั่วได้ชั่ว" ก็จะศักดิ์สิทธิ์

การถอดยศอดีตนายก ทักษิณ ชินวัตร

การถอดยศ ข้าราชการ หรือนักการเมือง เคยมีการกระทำกันในอดีต แต่ไม่ทุกกรณีแน่นอน อยู่ในดุลยพินิจ ของ เจ้าพนักงาน ว่าจะ "เล่นกับการเมือง" หรือไม่ ? หรือ "เชลียร์" หรือไม่? ถามว่า ถอดยศ อดีตนายก พันตำรวจโท ทักษิณ ชินวัตร
แล้วได้อะไร ในแง่ผู้ถอดยศ
1. ทำให้ผู้ถูกถอดยศ เสียหาย เสียชื่อเสียง วงศ์ตระกูล
2. ได้ความสะใจ ได้แก้แค้น หรือ อาจจะคิดเลยไปว่าเป็นการปราม ไม่ให้ อดีตนายก ทักษิณ ออกมาเคลื่อนไหวได้สะดวกนัก เหมือนเป็นการขู่ หรือ บอกเป็นนัยๆ ว่า ถ้าไม่หยุดการเคลื่อนไหวทางการเมือง อย่างที่ทำอยู่ก็จะถูกถอดยศ

แล้ว ประชาชนทั้งประเทศได้อะไรจากการถอดยศนี้ นอกจาก
1.ยิ่งตอกลิ่ม สร้างความแตกแยก ความเกลียดชังกันเอง ในหมู่ประชาขน เพราะฝ่ายเห็นด้วยก็ บอกดี ชอบ สะใจ ส่วนฝ่ายไม่เห็นด้วยก็ บอก ทำเกินไป สร้างความเครียดแค้นชิงชัง สร้างปัญหา ความสมัคร สมานความสามัคคีของคนในชาติ ยิ่งทำได้ยากขึ้น(ภาษีประชาชนที่ใช้ในการเกณฑ์คนร้องเพลงชาติตอน หกโมงเย็นทุกวัน หมุนเวียนไปทุกจังหวัด ก็แทบไร้ผล)
2. ถ้าการเมืองไม่นิ่ง ไม่มั่นคง ไม่มีเสถียรภาพ ข้อต่อทางเศรษฐกิจต่างๆ นโยบาย ต่างๆ ก็ไม่มีทางทำงานได้เต็มที่ ต่อเนื่อง เต็มประสิทธิภาพ (แม้แต่ยามการเมืองปรกติก็ทำได้ไม่ดีอยู่แล้วเพราะ วิธีคิดของนักการเมืองไทย) คุณภาพชีวิตของประชาชนก็ไม่มีทางมีความเป็นอยู่ที่ดีชึ้นแน่นอน มีแต่จะแย่ลง

ด้าน อดีตนายก ทักษิณ ตัดสินใจ "ดับเครื่องชน" การต่อสู้ทางการเมืองในครั้งนี้ ตั้งแต่ การหย่ากับคุณพจมาน (ชินวัตร) ดามาพงศ์ (ยังไม่ต้องพูดถึงว่าหย่ากันนี้เป็นการหย่ากัน "ชั่วคราว" หรือไม่?) เป็นการโดดเดี่ยว(เสียสละ)ตัวเองออกจากครอบครัว ในปัญหาต่างๆ ที่ตัวเองจะต่อสู้ทางการเมือง และผลที่จะติดตามมาในอนาคต

หากผมเป็นนายก อภิสิทธิ์ จะคัดค้านอย่างจริงใจต่อการถอดยศ อดีตนายกรัฐมนตรี ทักษิณ ชินวัตร นายก อภิสิทธิ์ จะสร้างมิติใหม่ทางการเมืองไทย(เล็กๆ) ที่แต่เดิม จ้องแต่จะล้มล้าง (destructive politics paradigm) หักล้าง กันและกัน ซึ่งไม่สร้างสรรค์

นี่คือท่าทีที่ท่านนายก อภิสิทธิ์ ส่้งออกไปถึงแกนนำเสื้อแดง และ คุณทักษิณ แค่นี้ บรรยากาศทางการเมืองก็ เย็นลงอย่างง่ายๆ

ทำได้เลยครับ ท่านนายก อภิสิทธิ์ ไม่ต้องรอความพรั่งพร้อมอะไรอีก นอกจาก ทัศนคติ ที่เป็นบวก และเมตตาธรรม ซึ่งท่านนายก มีอยู่แล้ว

ของฝาก...
"To build may have to be the slow and laborious task of years. To destroy can be the thoughtless act of a single day." Wiston Churchill
"การสร้างอาจเป็นงานที่ต้องอาศัยความตรากตรำ และใช้เวลานานหลายปี แต่การทำลาย เป็นการกระทำอันไร้ความคิดที่เสร็จสิ้นได้ภายในวันเดียว" วินสตัน เชอร์ชิล อดีตนายกรัฐมนตรีอังกฤษ

วันจันทร์ที่ 26 ตุลาคม พ.ศ. 2552

นายกมาเลย์ : ปัญหา 3 จังหวัดภาคใต้ไทยมาจากความไม่ได้รับความเป็นธรรม

วันนี้ตอนช่วงข่าว 10 โมงเช้า ทาง ทีวีไทย เสนอข่าว ความเห็นของ ท่านนายกมาเลย์ นายนาจิบ ราซัค เกี่ยวกับปัญหา 3 จังหวัด ภาคใต้ของไทย ว่า เกิดจาก
นาจิบ ราซัค นายกมาเลย์
"คนในพื้นที่ไม่ได้รับความเป็นธรรมมาอย่างช้านาน"
ไม่ได้เกิดจากปัญหาเชื้อชาติ ศาสนา หรือ ระบอบการปกครอง

อย่าง ที่เคยเขียนไว้ เรื่อง ปัญหา 3 จังหวัีดภาคใต้และทางออก หลายตอน รัฐบาลกี่ชุดมาแล้ว รัฐมนตรีกี่คน ผู้รับผิดชอบกี่คณะ ความสูญเสียทั้งชีวิตและทรัพย์สิน จิตใจ เม็ดเงินมากมายมหาศาลเท่าไหร่ที่ใส่เข้าไปแแก้ปัญหา ถ้ารู้ปัญหาที่แท้จริง (หรือรู้แต่ "เลี้ยงไข้" กินเงินภาษีประชาชนไปเรื่อยๆ) ผู้ที่ดูแลรับผิดชอบปัญหาภาคใต้นี้ ต้องแก้ไขได้ทุเลา เบาบางลงบ้างแล้ว

สรุปได้เลยว่า นักการเมืองไทย หรือผู้ที่รับผิดชอบนโยบาย ไร้ความสามารถ ไม่จริงใจ ไม่ตั้งใจแก้ไขปัญหา เราในฐานะผู้เสียภาษีจะทำอย่างไรดีกับคนเหล่านี้ ??

วันอาทิตย์ที่ 25 ตุลาคม พ.ศ. 2552

Maladvertising :เกิดขึ้นบนเว็บไซต์ NYTime

เมื่อปลายเดือนที่แล้ว ได้เขียนถึง maladvertising อาชญากรรมรูปแบบหนึ่งบนโฆษณาออนไลน์ ซึ่งเมื่อกลางเดือนที่แล้ว ได้เกิดขึ้นกับ เว็บไซต์ NY Time ทาง บรรณาธิการเว็บไซต์(webeditor) ได้ออกประกาศให้ผู้อ่านทราบ และวิธีแก้ไข ก่อนหน้า
กรณี NY Time ก็เกิดกับ เว็บไซต์ Newsweek มาแล้วเช่นกัน (ข่าว)

ตอนนี้ก็ได้ทราบแล้วว่า อาชญากรนั้นมาจากประเทศ Bahamas ซึ่งใช้ parked domain(define) เป็นตัวเชื่อมแอบเข้าไปติดตั้ง โปรแกรม JavaScript(define) ที่หน้า โฮมเพ็จของเว็บไซต์เป้าหมาย ในขณะที่ผู้ใช้ทั่วไปก็ไม่ทราบว่าเป็นโฆษณาเถื่อน ส่วนเงินที่ได้รับจากค่าโฆษณาเถื่อนนั้น เจ้าของ parked domain(define) รับไป

parked domain(define) นับสิบ นับร้อยล้านชื่อทั่วโลก เหล่านี้เองที่ทำเงินให้กับ Google ได้มากถึง 40% ของรายได้ 20 พันล้านเหรียญสหรัฐ ในขณะเดียวกับก็สร้างปัญหาให้ Google ถูกฟ้องร้อง ด้วยเช่นเดียวกัน

วันเสาร์ที่ 24 ตุลาคม พ.ศ. 2552

พลังกระแสโลกาภิวัฒน์หลังสงครามเย็น

ภายหลังการล่มสลายลงของยุกต์สงครามเย็น(หลังการล่มสลายของประเทศสาธารณรัฐสหภาพโซเวียต ค.ศ. 1989) ได้ก่อให้เกิดพลังจากกระแสโลกาภิวัฒน์(globalization) พัดเข้าใส่อย่างไม่เคยพบเห็นมาก่อน
ก่อให้เกิดพลัง อย่างน้อย 4 รูปแบบด้วยกัน
1. ความเคลื่อนไหวของทุน ตลาดหุ้น และตลาดอื่นๆ พลังของเม็ดเงินที่มีอยู่ทั่วโลก หลากหลายรูปแบบ หลากหลายวัตถุประสงค์ ที่พร้อมจะไหลไปหาผลตอบแทนที่ดีกว่า ณ เวลาหนึ่งเวลาใด ที่ใดๆก็ได้ ทำได้ง่าย สะดวก รวดเร็ว อย่างไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน ก่อให้เกิดความผันผวน ความไม่แน่นอน การเก็งกำไร อย่างมากมาย
2. การเคลื่อนย้ายของผู้คน แรงงาน ไปทั่วโลก
3. การเคลื่อนไหลของข้อมูล ผ่านไซเบอร์สเปซ หรือ อินเตอร์เน็ต
4. การแพร่กระจายของวัฒนธรรมต่างถิ่น ข้ามพรมแดน ก่อให้เกิดการลอกเลียน หลอมรวม รุกล้ำ หรือ กลืนกิน ต่างวัฒนธรรมได้ง่าย อย่างไม่เคยป็นมาก่อน นักปราชญ์หลายท่านบอกว่า อาวุธชิ้นสุดท้ายของความเป็นชาติก็คือ วัฒนธรรม
แนวคิดทฤษฏี ความได้เปรียบเชิงเปรียบเทียบ(comparative advantage) ของ David Ricardo( ค.ศ.1772-1823) นักเศรษฐศาสตร์ ชาวอังกฤษ บิดาแห่งการค้าเสรี (free trade) ยิ่งคงมีมนต์ขลัง ทวีมุลค่้าการค้าระหว่างประเทศ จาก กระแสโลกาภิวัฒน์ แต่ผลประโยชน์ตกถึงประชาชนส่่วนใหญ่ของแต่ละประเทศน้อยมาก ยิ่งชาติที่กำลังพัฒนา อย่างไทย ประชาชนส่วนใหญ่ได้ประโยชน์น้อยมาก เพราะเป็นการค้าเสรี ที่ไม่เป็นธรรม ระบบการค้าของโลก ระบบเศรษฐกิจของโลกไม่เคยเป็นธรรม จึงเกิด คนจนมากมาย 2ใน 3 ของประชากรโลก 6,600 ล้านคน อยู่ในประเทศโลกกำลังพัฒนาอย่างไทย ดังนั้นผู้ออกนโยบายของประเทศ จึงต้องบริหารจัดการ จัดสรร ทรัพยากรที่มีอยู่อย่างจำกัด ให้เหมาะสม ตามกำลัง ตามความพร้อมของประชาชนที่ต้องรับผลแห่งกระแสโลกาภิวัฒน์ นี้ ขณะเดียวกัน ผู้นำต้องมีวิสัยทัศน์ ขุดค้น ส่งเสริม ผลักดันศักยภาพของประชาชนของคนทั้งชาติ ไปสู่สังคมอุดมปัญญา และคุณธรรม

การที่เรารณรงค์ให้เยาวชน และประชาชนทั่วไป มี ความรู้คู่คุณธรรม ก็ดี จิตสาธารณะ ก็ดี หรือแม้แต่ จิตสำนึกใหม่(new consciousness) ตามที่ท่านหมอประเวศ วะสี เรียกร้องให้เกิดในสังคมไทย นั้น เป็น "เป้าหมาย" สูงสุด ที่อยากให้ทุกคนเป็น ทุกคนมี แต่เป็นไปได้ยากยิ่ง เพราะ เหมือนกับ เราต้องการให้ทุกคนเป็นคนดี ซึ่งเป็นไปไม่ได้ในความเป็นจริง ดังนั้น

ด้วยโลกที่กำลังแบนราบลง จากพลังของโลกกาภิวัฒน์ ถาโถมเข้าใส่ ทั้งความเร็ว ความถี่(tables and charts on globalization) และ เพื่อผลประโยชน์ของประชาชนโดยรวม เราจึงจำเป็นอย่างยิ่งที่ต้องได้ผู้นำที่มีความรู้คู่คุณธรรม จริงๆ เสียก่อน โดยการสร้างระบบคัดกรองนักการเมือง เพื่อควบคุมคนไม่ดีไม่ให้มีอำนาจ หรือทำความเดือดร้อน ผู้อื่น และส่งเสริม สนับสนุนคนดี มีคุณธรรม ตามพระบรมราโชวาทในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว

วันอังคารที่ 13 ตุลาคม พ.ศ. 2552

ความรวดเร็ว หรือ ความถูกต้อง แม่นยำของข่าวสาร อันไหนสำคัญกว่ากัน ??


"Accuracy -- to get the facts and context of a story right -- is a fundamental norm of ethical journalism" by Kendyl Salcito
จากตัวเลขการวิจัยของ PEW (PEW Internet & American Life Project)พบว่า 29% ของผู้ตอบแบบสอบถามเชื่อว่า ข่าวสารที่ออกมาจากองค์กรต่างๆ นั้น ถูกต้องแม่นยำ อีก 63% บอกว่า ไม่ค่อยถูกต้องแม่นยำ มักพบบ่อยๆที่ข่าวสารต่างๆที่ออกมา คลาดเคลื่อนไปจากความเป็นจริง
ยิ่งข่าวสารที่ผ่านทางอินเตอร์เน็ต ผู้เสพข่าว(Internet readers) สนใจความรวดเร็วของข่าวสาร และ ความต้องการมีส่วนร่วม มากกว่า ความแม่นยำ เพราะ ในที่สุดความจริง ข้อเท็จจริงก็จะปรากฎเองภายหลัง อันนี้เป็นความคิดของผู้เสพข่าวบนอินเตอร์เน็ต
บางทีอาจจะเป็นเพราะ สิ่งนี้ เป็นสาเหตุหนึ่ง ที่ทำให้อุตสาหกรรมสื่อสิ่งพิมพ์ กำลังตกที่นั่งลำบาก เพราะ สื่อสิ่งพิมพ์ สิ่งสำคัญคือความถูกต้อง แม่นยำของเนื้อข่าว ในขณะเดียวกัน ความรวดเร็วของข่าวสารก็ต้องได้ด้วย
ช่างขัดแย้งกันดีแท้(Industrial paradox)
หรือ ผู้เสพข่าวสารบนอินเตอร์เน็ตนั้น ฉลาดในการแยกแยะ ว่า ข่าวก็คือข่าว ที่ยังไม่ใช่ข้อเท็จจริง จึงยอมรับได้ในความคลาดเคลื่อน หรือ ผู้เสพข่าวสารบนอินเตอร์เน็ต ต้องการความรวดเร็ว กระชับ จนออก ฉาบฉวย จึงไม่ใส่ใจ(ในความแม่นยำ ถูกต้อง)อะไรมากมายนัก ในขณะเดียวกัน ถ้าข่าวสารนั้นๆ กระทบ หรือ เขาต้องการรู้ให้ลึก ให้แน่ชัด ก็สามารถสืบค้นหาต่อได้ไม่ยาก
ในกรณีที่สื่อสิ่งพิมพ์แพร่ ภาพ ข่าวที่คลาดเคลื่อน ทางบรรณาธิการข่าวก็จะรีบแก้ไขข่าวให้ถูกต้องทันทีที่ทำได้ และขอโทษ ขอโพย ผู้เกี่ยวข้อง
แล้วบนอินเตอร์เน็ตล่ะ? โดยเฉพาะ บล๊อกเกอร์ ต่างๆ ที่ผุดขึ้นใหม่ๆวันละนับแสนบล๊อก ความถูกต้อง แม่นยำ หรือมีบรรณาธิการข่าวค่อยตรวจ สอบข่าวสารทุกชิ้นที่โพสบนอินเตอร์เน็ต หรือไม่ ? ตอบว่าไม่มี
แล้วตัวเราเอง หรือเราจะบอกกล่าว แนะนำ ลูก หลาน อย่างไร ให้ใช้ประโยชน์จากข่าวสารที่กำลังท่วม เต็มพืด ไปหมด เราจะใช้้วิจารณญาณอย่างไร ไม่หลงเป็นเหยื่อ ของข่าวโคมลอย หรือแม้แต่เวลาตกเป็นข่าวเสียเอง จะทำอย่างไร ในโลกที่กำลังแบนราบลงทุกขณะจิต ตอนหน้ามาคุยเรื่องเหล่านี้ กัน