Powered By Blogger

วันจันทร์ที่ 30 มีนาคม พ.ศ. 2552

ช่วยด้วย.....ฉันโดนข่มขืน

หากเปรียบประเทศไทยเป็นหญิงสาว ก็สวยสด งดงาม ที่เพียบพร้อมด้วยคุณสมบัติที่หญิงไทยควรจะมี แต่เป็นเพราะระบอบที่โสมม ผู้คนลุ่มหลง มัวเมาในกิเลสตัญหา และ โชคร้าย ที่เจอะเจอคนสองกลุ่ม ที่อ้างตัวเองว่า เป็นคนดี ทำงานเพื่อชาติ เสียสละ แต่พฤติกรรม พฤติการณ์ นั้น กำลังข่มเหง ข่มชื่นประเทศไทย พวกเสื้อเหลือง ข่มชื่นไปที พวกเสื้อแดง ข่มขืนต่อ พลัดกันทำร้าย หญิงสาวที่ชื่อ "ประเทศชาติ" ซ้ำแล้วซ้ำอีก

นี่ยังไม่นับรวมนักข่มขืนที่ไม่ได้อยู่ในจำพวกเสื้อสองสีนั้นนะ

หากหญิงสาวที่ชื่อ "ประเทศไทย" พูดได้ คงร้องว่า ..."หยุดทำร้าย หยุดข่มขืนฉันเสียทีนะ" ร้องบอกด้วยน้ำตาระริน รันทด จวนจะสิ้นเรี่ยวแรง ในแววตาที่เห็นแต่ความสิ้นหวัง....
ประเทศไทยมีพื้นที่มากพอที่ทุกคนจะอยู่ร่วมกันได้ อย่างผาสุข เว้นแต่พื้นที่ในใจ ในวิธีคิดของกลุ่มนั้นๆ ปิดไม่ยอมรับรู้ ไม่เสียสละ เอาแต่ได้ จิตใจคับแคบ คิดจากตัวเองออกไป (Ego centric) ยึดแต่ตัวเอง พวกตัวเอง เป็นศูนย์กลาง

วันเสาร์ที่ 28 มีนาคม พ.ศ. 2552

Digital or Die??

"We live in a new world that revolves around demand. How to create customer demand. Meet customer demand. Those are the issues. And they aren’t likely to change no matter how hard we try.” Dr. Don Schultz --"father of integrated marketing"

American daily newspaper companies used to be darlings of Wall Street because the average paper had a local monopoly and had a profit margin of 15 to 25 percent. That was then.

ด้วยพลังที่แบนราบลงเรื่อยๆของโลกเรา ที่ลดอุปสรรค์ ลง ข้อจำกัดต่างๆ ลงอยู่ตลอดเวลา และพลัง การเลือก เสรีภาพต่างๆของผู้คนในโลกดิจิตอลที่ได้รับมาจาก การหลอมรวมของ Web technologies Internet and World Wide Web ผู้คนในยุกต์นี้ และ ยุกต์ต่อๆไป ก็จะเป็นผู้รังสรรค์ เนื้อหา เอง ควบคุมเอง แก้ไขเปลี่ยนแปลงได้เอง ตลอดเวลา ดังนี้ ผู้ประกอบธุรกิจจักต้องเข้าใจถึงพลังเหล่านี้ ที่จะพัดพา ธุรกิจที่ไม่สนองต่อพลังดิจิตอลให้ย่อยยับไป หรือ เหมือนคลื่นที่จะพัดพาเอาคนที่ไม่รู้จักปรับตัวเอง ให้ล่องลอยหายจากฝั่งไปเรื่อยๆ จนหมดแรงจะต้านทานและ จมหายไป

ยกตัวอย่าง หนังสือพิมพ์ในสหรัฐอเมริกา ที่มีทั้งหมดไม่น้อยกว่า 1,900 ฉบับ
คิดเฉพาะบางส่วนที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์
หากใช้เงิน 10,000ดอลล่าร์ลงทุนเมื่อสามปีที่แล้ว ซื้อหุ้น Media General Co. (NYSE: MEG) หรือที่รู้จักกันในนาม "Tampa Tribune" และมีหัวหนังสือพิมพ์รายวันในครอบครองอีก 23 ฉบับ ณ ราคาหุ้นตอนนั้น อยู่ที่ $53.56 ต่อหุ้น จะเหลือเงินแค่ $1,833 เศษ เพราะ มื่อวันอังคารที่ 14 ตค 2551 ราคาหุ้นตกลงมาเหลือเพียง $9.82 ดอลล่าร์ต่อหุ้น

หากซื้อหุ้น Gannett Co. (NYSE: GCI) หรือที่เรารู้จักกันในนาม "USA Today" และมีหัวหนังสือพิมพ์รายวันในครอบครองอีก 85 ฉบับ สามปีที่แล้วราคาซื้อขายกันที่ $71.03 ดอลล่าร์ต่อหุ้น จะเหลือเงินเพียง $1,853 ดอลล่าร์ เพราะ ปิดตลาดเมื่อวันอังคารที่ 14 ต.ค. 2551 ที่ราคา $13.16 ดอลล่ารต่อหุ้น

หากซื้อหุ้น McClatchy Co. (NYSE: MNI) หรือที่รู้จักกันในนาม "San Jose Mercury News" เมื่อสามปีที่แล้ว ราคาหุ้นละ $62.06 ดอลล่าร์ จะเหลือเงินอยู่เพียง $647.76 ดอลล่าร์ ปิดตลาดเมื่อวันอังคาร อยู่ที่ $4.02 ดอลล่าร์ต่อหุ้น

หรือเมื่อเดือนเษายน ปีที่แล้ว ถ้าใช้เงิน $10,000 ซื้อหุ้นนอกตลาด (Over-The-Counter exchange (OTC: JRCO) ของ Journal Register Co และมีหัวหนังสือพิมพ์รายวันในครอบครองอีก 27ฉบับ จะเหลือเงิน เพียง $263 เพราะราคาร่วงจาก 38 เซนต์ เหลือแค่ 1 เซนต์เท่านั้น

เมื่อสองปีที่แล้ว หากใช้เงิน $10,000 ซื้อหุ้น Gatehouse Media ที่มีหัวหนังสือพิมพ์ครอบครองอีก 97 ฉบับ เมื่อวันอังคาร ที่ 14 ต.ค. 2551 หุ้นร่วงจากวันที่ซื้อ $22 เหลือ 21 เซนต์ เหลือเงินเพียง $95.45

แปดเดือนที่แล้วหุ้นของ A.H. Belo Co., publishers(NYSE: AHC), หรือรู้จักกันในนาม "The Dallas Morning News" เมื่อวันอังคารที่ 14 ต.ค. 2551 หุ้นร่วงจาก $13.18 เหลือ $3.82

สิ่งเหล่านี้เป็นสัญญาณ ตัวบ่งชี้ได้ดี ถึงความรุ่งเรื่องของสื่อสิ่งพิมพ์ที่เคยมีนั้น ได้หมดไปแล้ว ต้องหล่อเลี้ยงธุรกิจได้อย่างยากยิ่งในยุกต์ปัจจุบัน เพราะ พฤติกรรมของคนได้แปรเปลี่ยน เข้าสู่ สื่อดิจิตอลมากยิ่งๆ ขึ้น ผู้คนใช้เวลาอยู่กับ สื่อดั้งเดิมน้อยลง กอรปกับ Web classified อย่าง Craigslist ที่ให้พื้นที่โฆษณาฟรีๆ
หรือ Blog ต่างๆที่ แพร่กระจายเพิ่มขึ้น 175,000 Blog ทุกวัน และเป็น ทั้งผู้ให้ และผู้รับโยงใยกัน ทั่วไปหมด

วันพุธที่ 25 มีนาคม พ.ศ. 2552

บุคคลธรรมดา นิติบุคคลจะเป็นที่รู้จักของคนทั่วโลกได้อย่างไร ?

ด้วยสภาวะที่แบนราบลงของโลก ที่กำแพงทุกด้านได้ถูกทุบทำลายลง ตลาดการแข่งขันแทบทุกสนามถูกปรับให้เสมอเหมือนกันไม่ว่าจะเป็นที่อเมริกาเหนือ ยุโรป แอฟริกา อเมริกาใต้ หรือ เอเชียแปซิฟิก หรือ แม้ระดับประเทศก็ตาม กฎเกณฑ์ ข้อห้าม กฎหมาย สิ่งที่เคยเป็นอุปสรรคต่างๆในอดีต ได้รับการตอบรับในพฤติกรรมของพลเมือง ที่มีเครื่องไม้เครื่องมือ พร้อมมูลมากขึ้น ได้ใช้ติดต่อ ปฏิสัมพันธ์กันในทุกๆบริบท ได้อย่างลื่นไหล สะดวก ง่ายดาย อย่างไม่เคยปรากฏมาก่อน

ระบบโครงสร้างพื้นฐานด้านเทคโนโลยี

เคเบิ้ลใยแก้วนำแสง (Fiber Optic Cable or Optical Fiber) มีการวางสายพาดผ่านใต้มหาสมุทร และบนบกครอบคลุมไปทั่วทั้งโลกให้เป็นระบบพื้นฐาน ได้ใช้กันนานแล้ว พร้อมทั้งระบบสำรอง
สายเคเบิ้ล 1 เส้น ประกอบด้วย เส้นใยแก้ว (Grass fiber strand) 48 เส้น ประสิทธิภาพใน การรับ ส่งข้อมูลดิจิตอล ใยแก้วนำแสง 1 เส้น สามารถส่งผ่านข้อมูลต่างๆ ได้ถึง 1 เทราไบท์(1พันกิกะบิต)ต่อวินาที นั่นหมายความว่า ทุกวันนี้ เราสามารถส่งผ่านข้อมูลดิจิตอล ได้ 48 เทราไบต์ต่อวินาที เปรียบเทียบให้เห็นภาพได้ง่ายๆ ดังนี้ ห้องสมุดที่รัฐสภาอเมริกันที่ ใหญ่ที่สุดในโลก มีหนังสือต่างๆที่เป็นข้อมูลดิจิตอล ประมาณ 20เทราไบต์ หากเราจะส่ง ข้อมูลทั้งหมด ทำได้ไม่ถึงนาที และที่สำคัญ ต้นทุนแทบไม่เพิ่มขึ้นเลย

เครื่องคอมพิวเตอร์ สมัยแรกเริ่ม เครื่องคอมพิวเตอร์ ใหญ่ยักษ์ เท่าตึก ประมวลผล ช้ามาก จนปัจจุบัน เครื่องเล็กเท่ามือถือ ประมวลผลได้รวดเร็ว ราคาย่อมเยา หยิบฉวยไปไหนก็ได้

อินเตอร์เน็ต (Internet) เป็นการเชื่อมโยงกันเป็นเครือข่าย จากภายในบริษัท ขยายออกสู่ภายนอก เป็นเครือข่ายโยงใยไปทั่วโลกระบบเดียว อยู่แห่งหนใด หากเชื่อมต่อ อินเตอร์เน็ตได้ก็สามารถ เข้าถึงกันได้ ไม่ว่าจะเป็นข้อมูล องค์ความรู้หรือ ติดต่อปฏิสัมพันธ์กัน







World Wide Web
ป็นวิธีการขีดเขียน เก็บ บันทึก และการเข้าถึงข้อมูล เป็นระบบดิจิตอล ด้วยโปรแกรมคอมพิวเตอร์ต่างๆ ส่งผ่านเครือข่ายอินเตอร์เน็ต ทำให้สะดวก รวดเร็ว ลื่นไหล คล่องตัว เป็นระบบ (เมื่อวันที่ 13 มี. ค ที่ผ่านมา นับเป็นวันครบรอบ ปีที่ 20 ในการก่อเกิด World Wide Web)


การประมวลผลแบบกลุ่มเมฆ (Cloud computing) เป็นการประมวลผลของคอมพิวเตอร์ โดยดึงทรัพยากรมาใช้ตามความต้องการจริง ยืดหยุ่น โดย ระบบจะจัดการดูแลกำลังการใช้งานให้เอง ใช้น้อยจ่ายน้อย ใช้มาก จ่ายมาก (Pay as you go) เป็นเทคโนโลยีที่สำคัญมากๆ ทั้งปัจจุบัน และอนาคต ตัวอย่างที่เราได้ใช้กันอยู่ได้แก่ การจัดเก็บข้อมูล ของอีเมล์ รูปภาพ วีดิโอ การทำงานบนอินเตอร์เน็ต โดยที่ข้อมูลต่างๆ ไม่ต้องจัดเก็บไว้ที่เครื่องผู้ใช้เอง ไม่ว่าเราจะอยู่ไหน ใช้เครื่องคอมพิวเตอร์ใด ก็สามารถเข้าถึงสิ่งดังกล่าวได้ตลอดเวลา จะเข้ามาแทนที่ระบบ Server และ Hosting ที่ใช้กันอยู่ในปัจจุบัน

เทคโนโลยีบนเว็บไซต์ (Web technology)

เป็นโปรแกรมคอมพิวเตอร์ประยุกต์ที่พัฒนาอย่างไม่หยุดยั้ง มีนวัตกรรมใหม่ๆเกิดขึ้นทุกวัน สามารถ สร้างโปรแกรมประยุกต์ เพิ่มเติม นำไปเชื่อมต่อ หลอมรวม หรือผสม โปรแกรมอื่นๆ ที่ต่างระบบกันได้ อย่างไม่เคยเป็นมาก่อน เป็นการหลอมรวมกันของภาษาโปรแกรมคอมพิวเตอร์ แล้วไปบรรจุไว้ในอุปกรณ์แบบพกพาต่างๆ อำนวยคุณประโยชน์มากมายต่อมนุษย์เรา

From Atom to Bit and Convergence

ข้อมูลต่างจะแปลงอยู่ในรูปดิจิตอล และหลอมรวมกัน เกิดเป็นเทคโนโลยีใหม่ และ เพิ่งเป็นเพียงจุดเริ่มต้นของยุกต์ดิจิตอล (Digital Era) ที่จะนำเทคโนโลยีต่างๆที่มนุษย์คิดได้ มาหลอมรวมกันไว้ในอุปกรณ์ บางอย่างที่สามารถทำหน้าที่ได้หลากหลายรูปแบบ
เช่น โทรศัพท์เคลื่อนที่ ในอนาคต นอกจากเป็นได้ทั้งโทรศัพท์ที่ใช้อยู่แล้ว ยังมี เครื่องยูพีซีบาร์โค้ดสแกนเนอร์ (UPC Barcode Scanner) ไว้คอยสแกนหาข้อมูลที่เป็นบาร์โค้ด เครื่องตรวจสุขภาพเบื้องต้น แล้วส่งผลหาแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ วินิจฉัยแบบสดๆ เป็นโมบายทีวี (DVB-H) ที่คมชัด ส่งผ่านคลื่นความถี่เฉพาะ ไม่ต้องผ่านค่ายมือถือใดๆ ผู้ใช้ต่างภาษากัน สามารถสนทนาสดๆ (Real-time speech translation) ได้อย่างเข้าใจเหมือนสนทนาภาษาเดียวกัน แบตเตอรี่ใช้ด้วยพลังงานทางเลือก ใช้ได้นานเป็นเดือนๆโดยไม่ต้องบรรจุไฟใหม่ คนใช้โทรศัพท์เคลื่อนที่ สามารถเป็นผู้สื่อข่าวได้อย่างสมบูรณ์แบบ รายงานเข้าเครือข่ายไปทั่วโลกแบบสดๆ คมชัด ลื่นไหล พร้อมข้อมูลอ้างอิง ที่สามารถดึงมาจาก Data Centerก้อนโต และที่น่าสนใจ ราคาจะไม่แพง ทุกคนสามารถเป็นเจ้าของได้


ปัจจุบันนี้ เมื่อ โลกแบนราบลง เป็นลำดับ การสื่อสารถึงกลุ่มเป้าหมายในวงกว้าง และจำนวนมากๆ ไม่นับเป็นเรื่องยากเย็นอีกต่อไป มีหลากหลายรูปแบบ หลากหลายเทคโนโลยี ที่เป็นช่องทางให้ได้ใช้

การสื่อสารทางการตลาดสมัยใหม่ เพื่อให้ถึงสื่อแขนงต่างๆ กลุ่มเป้าหมาย ให้ครอบคลุมทั่วทั้งโลก อย่างเช่น การประชาสัมพันธ์ข่าว (Press releases) สุดแท้แต่ว่า ข่าวที่ต้องการประชาสัมพันธ์นั้น ต้องการสื่อสารถึงสื่อแขนงไหน บ้าง ซึ่ง มีช่องทางสื่อสารถึงสื่อแขนงต่างๆได้ถึง 143,000 แห่ง 519,000 รายชื่อ ทั่วโลก

1. Email ที่มีโปรแกรมที่สามารถส่งไปยังกลุ่มเป้าหมายได้คราวละมากๆ โดยไม่ติดสแปม(spam mail)
2. Viral marketing ผ่านทาง social networking อย่าง youtube MySpace Facebook และ แม้แต่มินิบล๊อกอย่าง twitter หรือ เว็บไซต์อื่นๆได้ฟรี
3. AP Satellite Feed ซึ่งเป็นโปรแกรมการจัดการในการติดต่อกับเครือข่ายของสำนักข่าว AP (Associated Press) ที่ใหญ่เป็อันดับสองของโลก ที่มีอยู่ทั่วโลก เช่น นักข่าว ผู้ผลิต ผู้กำกับการแสดง ผู้อำนวยการสร้าง แขกรับเชิญ นักหนังสือพิมพ์ อาจารย์มหาวิทยาลัย นักธุรกิจในวงการต่างๆ ทั้งของทีวี วิทยุ เคเบิ้ล สื่อสิ่งพิมพ์ต่างๆ
4. Blog ที่ทำหน้าที่เป็นสื่อกลาง เป็นกระบอกเสียง ด้านข่าวสารต่าง ทุกวงการ เช่น Media post.com, Clickz.com ซึ่งเว็บบล็อกเหล่านี้จะมีกลุ่มลูกค้าเป้าหมาย นับหมื่น นับแสน ที่เป็นแฟน คอยติดตามข่าวสารต่างๆ ก็เป็นอีกช่องทางในการประชาสัมพันธ์ข่าวได้
5. Search เขียนข่าวประชาสัมพันธ์ นำไปโพสต์ผ่าน search engine เมื่อมีผู้ค้นหา ตามคำค้นหาที่สัมพันธ์กับเนื้อหาของข่าวที่เราเขียนขึ้นก็ เป็นอีกวิธีหนึ่งที่ประหยัด
6. PR ติดต่อกับสำนักข่าวต่างๆ ทั้ง ทีวี สื่อสิ่งพิมพ์ วิทยุ เคเบิ้ล เองโดยตรง เช่น CNN, FOX News, ABC, CNBC, Bloomberg, Reuters news, CCTV ของไทยก็เช่น สำนักข่าวไทย อ.ส.ม.ท. ไอเอ็นเอ็น ThaiPR.net, Thai Global Network ทีวี รายการวิทยุ หรือหนังสือพิมพ์ สิ่งพิมพ์ต่างๆ
7. API (Application Programming Interface) as a new distribution เป็นการเขียนโปรแกรมขนาดเล็ก แล้วไป mash up (define) กับเว็บไซต์ ต่างๆที่เปิดรับ (Open platform) เพื่อแจ้งข่าวสารต่างๆได้โดยตรง กำลังเป็นทางเลือกใหม่ให้นักการตลาดใช้ในการสื่อสารทางการตลาด
8. Free PR Websites ประชาสัมพันธ์ข่าวโดยผ่าน เว็บไซต์ด้านพีอาร์ โดยเฉพาะ ฟรี เช่น prfree i-news wire
9. Out source จ้างบริษัทมืออาชีพ จัดการฟีดข่าวให้เรา ไปยังสำนักข่าวต่างๆ ราคาอยู่ที่ 100-800 เหรียญ
10. Gadgets เป็นโปรแกรมเล็กๆ ที่ใช้เป็นเครื่องมือทางการตลาด คอยสื่อสารเนื้อหาทางการตลาด ถึงกลุ่มเป้าหมาย เช่น เป็นช่องทางขายสินค้าหรือบริการ
ทั้ง 10 ช่องทาง เป็นการประชาสัมพันธ์ข่าวเชิงรุก ส่วนการตั้งรับนั้น ได้แก่ การใช้ RSS FEED, Corporate weblog, FAQ, and Newsletter เป็นต้น
จะเห็นได้ว่า มีช่องทาง ทางการตลาดมากมายให้เลือกใช้ให้พอเหมาะ ตรงกลุ่มเป้าหมาย ได้มากมาย อย่างไม่เคยมีมาก่อน และที่สำคัญ..... ค่าใช้จ่ายน้อยมาก

วันอังคารที่ 10 มีนาคม พ.ศ. 2552

The Power Of World Wide Web 1

Sir Timothy J. Berners-Lee เป็นผู้ให้กำเนิด world wide web เมื่อปี 1989 (จะครบรอบ 20 ปี ที่มี world wide web ในวันที่ 13 มีนาคม นี้) และปี 1990 Tim เริ่มเขียน เวบเพจ ส่งผ่านทางอินเตอร์เนตเป็นครั้งแรก
โดยก่อนหน้านี้มีวิวัฒน์ของเทคโยโลยีด้านคอมพิวเตอร์พีซี เป็นลำดับดังนี้
ปี 1973 Bob Metcalfe ได้สร้าง อีเทอร์เนต(Ethernet) ซึ่ง อีเทอร์เนตเปรียบเสมือนกาวที่ใช้เชื่อมระบบเครื่อข่ายท้องถิ่น หรือ LAN(Local Area Network)
ปี 1975 เริ่มมีคอมพิวเตอร์ส่วนบุคคล(PC) ที่ผลิตในระดับอุตสาหกรรมวางขายในตลาดสหรัฐอเมริกา โดย บริษัท Apple
(apple I)นำโดย Steve Jobs และบริษัทอื่นๆ วางตลาดตามมา
ปี 1976 Wang Laboratories ได้เปิดตัว ระบบ word Processing เป็นของตนเอง ซึ่งนำคอมพิวเตอร์มาสู่โต๊ะของพนักงาน ในสำนักงาน
ปี 1978 โปรแกรม สเปรทชีท (spreadsheet) โปรแกรมแรกที่ชื่อ Visicalc ออกวางจำหน่าย และปีต่อมาก็ตามด้วย wordstar program ซึ่งเป็นโปรแกรมจัดการเอกสาร (word processor) โปรแกรมแรก บนพีซี และ เกิดระบบฐานข้อมูลแบบความสัมพันนธ์ (Relational Database System) ของ Oracle
ปี 1982 มีการเปิดตัว TCP/IP (Transmission Control Potocol/Internet Potocol) ซึ่งเป็นวิธีการสื่อสารบนเครื่อข่าย และเป็นการปูทาง ไปสู่โลกอินเตอร์เนตสมัยใหม่
ปี 1984 เป็นปีที่เปิดตัวเครื่อง Macintosh ซึ่งมีส่วนของการมีปฎิสัมพันธ์กับผู้ใช้ด้วยภาพ (Graphical Interface) ที่ใช้ง่าย นอกจากนี้ ในปีนี้ยังมี Laser Printer ที่ใช้กับ เดสท์ทอป เป็นครั้งแรก อีกด้วย
ปี 1989 เริ่มมีการส่งจดหมายอีเลกทรอนิกส์(E-mail) เป้นครั้งแรก

เมื่อสิ้นปี 2008 มีจำนวนเวบไซต์บนโลกอินเตอร์เนต ประมาณ 226 ล้านเว็บไซต์(according to netcraft )มีเวบไซต์ที่สามารถดำเนินการได้อยู่(live websites or active websites) ประมาณ 75.2 ล้านเวบไซต์ เป็นเวบไซต์ ที่เป็นดอดคอม ประมาณ 74% มีเวบเพจ (หน้า)รวมกันประมาณ 45,000 ล้านเวบเพจ เฉพาะเวบบล๊อก(weblog)(define) อย่างเดียวมีคนเขียนบล๊อกใหม่ ถึง 175,000 บล๊อกต่อวัน

เนื่องจากความเป็นเครื่องข่ายอินเตอร์เนตที่ให้บริการฟรี จึงเป็นตัวผลักดันหลัก ให้เกิดการหลอมรวมเทคโนโลยี ทั้งด้าน hardware และ software ที่มีการคิดค้นสิ่งแปลกใหม่(Disruptive Technology) อยู่ตลอดเวลา เพื่อช่วงชิงความได้เปรียบด้านการแข่งขันในเชิงธุรกิจ จนในที่สุดก็จะถึงจุดอิ่มตัวทางด้านเทคโนโลยีที่มีความเป็นเจ้าของ(Proprietary Technology) เนื่องจาก economy of scale ในยุกต์อุตสาหกรรม ไปสู่ economy of speed ที่ต้องเร็ว ทันเวลา และ ต้นทุนที่ถูกลง ตามกฎของ Moore's Law และ แพร่กระจาย ออกไปอย่างกว้างขวาง เกิดการลอกเลียนแบบ หรือแม้แต่ ขโมย ละเมิดลิขสิทธิ์ อย่าง Peer-to-Peer(define) ตั้งแต่บริษัท Napster (จนในที่สุดถูกฟ้องล้มละลายโดย บริษัทเจ้าของลิขสิทธิ์เพลง) เมื่อ Napster ล้มหายไป ก็เกิด กองโจรใหม่ๆ ที่ปราบปรามได้ยากยิ่งขึ้น เพราะไม่รู้ว่า ใครเป็นเจ้าของ สำนักงานอยู่ที่ไหน อย่าง Kazaa/ Kazaa Lite/Emule ตามลำดับ จนสร้างความเสียให้ให้แก่วงการอุตสาหกรรมบันเทิง-เพลง ภาพยนตร์ มากถึง 25%(Book--THE STARFISH AND THE SPIDER -THE UNSTOPPABLE POWER OF LEADERLESS ORGANIZATIONS By Ori Brafman and Rod Backstrom) ซึ่งเมื่อก่อนตอนต้น ศตวรรษที่ 20 อุตสาหกรรมเหล่านี้ผูกขาด อยู่ในมือของ Big4 (SONY BMG MUSIC,EMI, UNIVERSAL MUSIC AND WANNER BROTHERS)
เทคโนโลยีต่างๆ โดยอาศัย world wide web ที่มีพลานุภาพ เก็บบันทึกได้อย่างลื่นไหลง่ายๆ จนในที่สุด เทคโนโลยีต่างๆ ที่อวดกันว่า สำคัญ ได้เปรียบคู่แข่ง เป็นเทคโนโลยีของตัวเอง(Proprietary Technology) ก็จะกลายเป็น โครงสร้างเทคโนโลยีขั้นพื้นฐาน(CommodityTechnology) ที่ใครก็สามารถ ใช้ได้ เข้าถึงได้ และที่สำคัญ มีราคาถูกลงอย่างมากจนเป็นแบบ Internet Free-Based Technology และ Internet-Based Applications and Services Technology กล่าวคือสามารถใช้ได้โดยเสียค่าธรรมเนียมการใช้งาน หรือ อาจใช้ได้ฟรีบนอินเตอร์เนต เหมือนอย่าง การสร้างทางรถไฟที่ประเทศอังกฤษ สมัย ปี 1800 ยุกต์เริ่มต้นอุตสาหกรรม หรือ กระแสไฟฟ้า โทรศัพท์ ประปา ใครเข้าถึงโครงสร้างพื้นฐานเหล่านี้ได้ก่อน สะดวกกว่าก็ได้เปรียบ แต่หลังจาก โครงสร้างพื้นฐานเหล่านี้มีมากพอ ราคาค่าขนส่ง ค่าโดยสารถูกลง ความได้เปรียบที่เคยมีก็หมดไป หรืออย่าง Google ให้ใช้บริการ word and Spreadsheet และอื่นๆ ได้ฟรี บนอินเตอร์เนต ซึ่งทำให้ Microsoft Office ของ บริษัท Microsoft ถูกท้าทายในด้านยอดขาย รายได้อย่างสำคัญ
ต่อไปนี้ก็ถึงคราวของเทคโนโลยี ด้วยที่มีองค์ความรู้อยู่เต็มไปหมด แต่กระจัดกระจายกันอยู่ คนละทิศคนละทาง แต่ในที่สุดก็สามารถ จัดการจนสามารถหาได้ง่าย เข้าถึงได้ง่ายๆ ตรงตามความต้องการ มากขึ้น

เรามาดูกันซิว่า world wide web จะเข้ามามิอิทธิพลต่อมนุษย์เราอย่างมากมายมหาศาลได้อย่างไร
It was still at experimental stage for web technology and mobile platform to be
connected and converged to serve up consumers experiences.

สิ่งที่กำลังเกิดขึ้นอยู่บนโลกอินเตอร์เนตอยู่ขณะนี้ เป็นเพียงแค่เพิ่งเริ่มต้นด้านเว็บเทคโนโลยี(Web Technology)เท่านั้นเอง นั่นคือ เทคโนโลยีต่างๆ มุ่งสู่ world wide web อย่างเข้มข้น และต่อเนื่อง ทั้งด้าน hardware and software ที่มีความสามารถทำงานได้อย่างไม่เคยปรากฎมาก่อน เช่นการประวลผลแบบกลุ่มเมฆ (Clound Computing) อันหมายถึงระบบการประมวลผล ที่สามารถยืดหยุ่นได้(scalable) ตามความต้องการของผู้ใช้ ใช้มากจ่ายมาก ใช้น้อยจ่ายน้อย หรือ เรียกว่า จ่ายตามที่ใช้จริง(pay as you go) ที่สามารถ ประมวลผลของข้อมูลได้คราวละมากๆ การเก็บรักษาข้อมูล บริหารจัดการข้อมูลต่างๆ จำนานมากมายมหาศาลนับร้อยล้านTransections ต่อชั่วโมงได้อย่างรวดเร็ว มีประสิทธิภาพ แม่นยำ เชื่อถือได้ และเป็นมาตรฐานเดียวกัน แม้จะต่าง Platform กัน โดยมีหน่วยงานกลางคอยกำกับดูแล ด้านเทคโนโลยี ให้ไปในทิศทางเดียวกัน และสอดประสานกัน บนโครงสร้างพื้นฐานเดียวกัน เวบไซต์ต่างๆ มีการทำงานแทบไม่มีวันล่ม ซึ่งอาจต้องใช้เวลาประมาณ 10 ปี น่าจะได้เห็น ความเพียบพร้อมทุกด้านไปพร้อมๆกัน การประมวลผลแบบกลุ่มเมฆ นี้ ถือได้ว่าจะเป็นเทคโนโลยีที่สำคัญ นับแต่บัดนี้เป็นต้นไป

การสืบค้นด้วย Search Engine ทุกวันนี้ เป็นด่านแรกของโลกอินเตอร์เน็ต ที่ผู้คนที่ออนไลน์ต้องใช้เพื่อค้นหาสิ่งที่ตนเองต้องการ
องค์ความรู้ต่างๆ บนโลกนี้มีอยู่อย่างมากมาย ทั่วไปหมด ตั้งแต่ภูมิปัญญาชาวบ้าน ไปจนถึงงานวิจัยต่างๆ ทั้งแบบ มีเจ้าของ(Proprietary property) และที่เป็นสาธารณะ(Public Property)แต่ ขาดเครื่องไม้เครื่องมือบริหารจัดการ หรือค้นหาเพื่อ ที่จะนำมาใช้ได้อย่างมีประสิทธิภาพ ตรงตามความต้องการของแต่ละบุคคล เช่น การค้นหาอะไรสักอย่างบนอินเตอร์เนต โดยมี ตัวค้นหา(Search Engine)ที่ฉลาดมากๆ ที่สามารถรู้ได้ว่าผู้ค้นหาต้องการอะไร ได้อย่างตรงจุด ตรงประเด็น ตรงใจผู้ค้นหา เช่น ต้องการค้นหาคำว่า "ดอกกุหลาบ" ตัวค้นหาจะรู้ได้เลยว่า ผู้ค้น ต้องการดอกกุลาบสีขาวดอกใหญ่ดอกเดียว ไม่ใช่ ทั้งช่อ หรือ ดอกกุหลาบสีอื่นๆ ซึ่งการค้นหา อาจไม่ใช่พิมพ์ตัวหนังสือ(Text Keywords) อย่างปัจจุบันอย่างเดียว แต่เป็น ระบบที่คิดเหมือนมนุษย์ (Systems that think like humans ) เสียงพูดของผู้ค้นหา พูดผ่านsearch Engine ที่สามารถวิเคราะห์เสียง คำอธิบายของผู้ค้นหาโดยใช้เทคโนโลยี การรู้จำคำพูด (Speech recognition ) วิธี contextual computing ที่สามารถวิเคราะห์พฤติกรรมของผู้ใช้ ที่มีปฎิสัมพันธ์กับตัวหนังสือ หรืออื่นๆ บนหน้าเว็บเพจ องค์ความรู้เหล่านี้เป็นส่วนหนึ่งที่รวมเรียกว่า ซอฟท์แวร์อัจฉริยะ(Intelligent Software)

วันเสาร์ที่ 7 มีนาคม พ.ศ. 2552

หมอดูกับสื่อสารมวลชน

เป็นที่รู้กันดีว่า หมอดู กับความเชื่อของสังคมไทยนั้น แยกกันออกได้ยากยิ่ง จึงเป็นเหตุให้คนที่อุปโลกน์เป็นหมอดู ไม่ว่าจะ แขนงไหน ต่างก็ พยายามเขยิบตัวเองขึ้นมากินบนพื้นที่สื่อสาธารณะมากขึ้น แต่ที่มากจนรับไม่ได้ก็ พวก"หมอฟันธง" กับ "หมอคอนเฟิร์ม" หรือหมอดูชื่อกฤษฎ์ ที่ฟันน้ำนมเพิ่งหมดจากปาก ทำตัวเป็นผู้วิเศษ ชี้เป็นชี้ตายให้คนโน่นคนนี้ เมื่อทำนายผิด ก็ เลี่ยงบาลีว่า ก็ดูตามพื้นดวง ไม่ได้กลั่นแกล้งใคร พันหนจะทำนายถูกสักหน หรือเปล่าก็ยากจะวัดได้ เมื่อทำนายผิด ทำนายไม่แม่นก็ไม่มีใครไปต่อว่า ฟ้องร้อง เรียกร้องทรัพย์สิน เงินทองคืน ด้วยนะ ถือว่า "โง่เอง" ที่เชื่อคนง่าย ไม่มีวิจารณญาณ ถือได้ว่าเป็นอาชีพที่เหมือนได้รับอภิสิทธิ์ จากคนทั่วไป ที่ทำนายผิดพลาด(เป็นส่วนใหญ่)แต่ผู้คนไม่ถือโทษโกรธเคือง

ด้วยความทรนงตน ของหมอดู และนักฉวยโอกาส(ผมไม่เรียกว่านักการตลาด เพราะ ไม่สร้างสรรค์ทำความเดือนร้อนให้ผู้อื่นเสมอๆ) และผู้ทำหน้าที่สื่อสาธารณะเอง ต่างได้รับผลประโยชน์บนความเดือนร้อนของคนอื่น(กรณีทำนายนักร้องดัง ลิเดีย ท้อง หรืออีกหลายๆกรณี) ร่วมมือกัน ส่งเสริมกัน แพร่ภาพ ข่าว ความเคลื่อนไหวของหมอดูหรือ แม้แต่บางรายการนำไปออกอากาศเป็น ทอล์กโชว์ ล้วนยิ่งส่งเสริมความดัง เด่น สร้างกระแส ให้เป็นที่คึกครืน ได้อย่างรวดเร็ว ลำพังหมอดูจะทำเอง หากินเองโดยไม่มีผู้ทำหน้าที่สื่อสาธารณะช่วยส่งให้ ก้ยังไม่เท่าไหร่นัก แม้จะไร้จิตสำนึกอยู่มาก

กรณีที่นักร้องคนเก่งฟ้องร้อง ดำเนินคดีแก่หมอดูนั้น เป็นสิ่งที่ดีแล้วครับ สมควรอย่างยิ่ง และอย่ายินยอม ยอมความนะครับ ศาลท่านจะได้ตัดสินเป็นปทัสถาน ว่า คนที่อุปโลกน์ตัวเอง(ไม่รู้มีวุฒิบัตรอะไรบ้างหรือไม่ ในด้านหมอดู) ว่าเป็นหมอดูนั้น ซึ่งถือว่าเป็นผู้ประกอบอาชีพ ขายบริการ เมื่อบริการที่ขายนั้น ไม่ได้มาตรฐานแล้วทำให้ผู้รับบริการเสียหาย(หรือไม่ยินยอมรับบริการด้วยซ้ำ แต่ถือวิสาสะ "ขี่ความดัง" ของคนดัง เพื่อส่งตัวเองให้ดัง) ก็สมควรต้องรับชดใช้ตามกฎหมายใหม่ พ.ร.บ ความรับผิดอันเกิดจากสินค้า หรือบริการที่ไม่ปลอดภัย มาประยุกต์ใช้เรียกร้องค่าทดแทนด้านจิตใจ ได้เพิ่มมากขึ้น กว่าที่เคยเป็นมา

ส่วนที่หมอดูฟ้องกลับนั้น เป็นการฟ้องแก้เกี้ยว เพื่อบีบให้ผู้เสียหายกังวลใจ แล้วเป็นหนทางจะได้เจรจาประนีประนอม ตามที่ตัวเองต้องการ เรียกว่า เกทับ(แต่หน้าไพ่ที่หงายอยู่นั้น ห่วยแตก)

สรุปว่า สื่อกระแสหลัก ทำหน้าที่ไม่เหมาะสมอย่างยิ่ง มอมเมา ประชาชนไม่ได้อะไรเลยนอกจาก สร้างกระแส ความเชื่อลมๆแล้งๆ ทั้งนี้เป็นผลมาจาก สื่อกระแสหลักเก่งแต่สร้างแค่การรับรู้(Perception)มากกว่า ค้นหาความจริง(Fact findings) ฉาบฉวยมากๆ และก็ถึงเวลาที่สื่อกระแสหลักกำลังเผชิญกับความยากลำบากในรูปแบบการดำเนินธุรกิจ อยู่ณ ขณะนี้ อีกไม่เกิน10 ปีนับจากนี้(ถ้าเป็นสหรัฐอเมริกา ไม่เกิน 5 ปี) สื่อพวกสิ่งพิมพ์ต่างๆ เช่น หนังสือพิมพ์ นิตยสาร ต่างๆ จะหาย ไปจากแผงหนังสือ ไม่น้อยกว่า50%

เงิน กะ อำนาจ บนระบบทุนนิยมกักขฬะ

วันสองวันนี้ได้ยินข่าวการตั้งพรรคการเมืองใหม่(ไม่ใช่การเมืองใหม่) ของกลุ่มแกนนำพันธมิตร ซึ่งก็เป็นไปตามคาด ของผม และของหลายๆฝ่าย คนที่เข้ามา "แสวงหา"มากกว่า "เสียสละ" อีกแล้วครับทั่น

ต่อให้พูดดีอย่างไร ถ้าการกระทำไม่ได้สนอง หรือ สอดประสานเป็นไปอย่างที่พูด ก็ ตอแหล ทั้งนั้น ถ้า เป็นการตอแหลระดับบุคคล เช่น ผัวตอแหลเมีย เมียตอแหลผัว น้องตอแหลกะพี่ อะไรทำนองนี้ ก็ไม่กระทบในวงกว้าง ในสังคมส่วนใหญ่ ให้ได้รับความเสียหาย ไม่เป็นเยี่ยงอย่างที่เลวต่อเยาวชน คิดถึงอนาคตประเทศไทยแล้วเศร้าใจ



ไม่มีประโยชน์อะไรเลย ถ้าจะอ้างว่า เข้ามาทำงานการเมืองเพื่อ สร้างการเมืองใหม่ พวกคุณยังไม่ตาย เลย อย่าหลอกกันเลยนะ แค่แนวความคิดการเมืองใหม่ของคุณๆ ยังไม่คิดกันไม่ตกผลึกเลย ว่าจะเป็นแบบไหน จะนำพาประเทศชาติ เยาวชน ของชาติ ไปยังไง เปรียบเสมือน คุณยังไม่ล้างทำความสะอาดแก้วน้ำ ที่คุณกล่าวหาว่าสกปรกมาตลอด แต่แล้วคุณก็เอาแก้วไบเดิมนั้นไปใส่น้ำดื่มกิน ราวกับว่า ถ้ามีคุณแล้วการเมืองจะดีอย่างผิดหูผิดตา

ประเทศไทย ถ้ายังไม่ได้รับการปรับเปลี่ยนบูรณาการวิธีการคัดกรองนักเมืองให้สอดคล้องกับโลกที่กำลังแบนราบลง ไร้ข้อจำกัดมากขึ้น ใช้ระบบการคัดกรองนักการเมือง ให้ได้อย่างพอเหมาะพอควร ประเทศไทยก็จะวุ่นวายไม่รู้จักจบสิ้น อีก 10 ปี เป็นอย่างน้อย และถ้ายังไม่ได้สำนึกกัน อาจสิ้นชาติได้(ต่างคนต่างกอบโกยผลประโยชน์เข้าหาตัวเองและทิ้งความเสื่อม ความเหลวแหลกไว้ให้ผู้อื่น)

อย่าทำตัวดีแต่ยุแหย่ ให้คนในชาติเกลียดกัน แบ่งแยกกัน ให้ร้ายกัน ขาดความเชื่อถือ เคารพกัน ทั้งเสื้อสีเหลือง และสีแดง ล้วนยึดโยงอยู่กับผลประโยชน์ ที่เป็น เงิน กะ อำนาจ มาเป็นของตัวเอง หรือพรรคพวก โดยจัดจ้าง สร้างมวลชนเป็นฐานให้กลุ่มตัวเองเหยียบขึ้นไป
ดร. เฮนรี่ คริสซินเจอร์ อดีตรัฐมนตรีต่างประเทศสหรัฐอเมริกา กล่าวว่า "นักการเมือง ร้อยละเก้าสิบ (สาดโคลน)ทำให้นักการเมืองอีกร้อยละสิบเสียชื่อ"("Ninty percent of the politicians give the other ten percent a bad name" Henry Kisssinger)

ผมขอย้ำไว้ตรงนี้ว่า.. ปัญหาอยู่ที่ "คน" คือ นักการเมือง ต้องแก้ตรงนี้ ก่อน ตัวซ้ำเติมหรือทำให้ปัญหาคงอยู่และไม่ได้ตระหนักถึง การแก้ไข ก็ได้แก่ สื่อกระแสหลักต่างๆ ที่ขาดความกล้าหาญในการนำเสนอข้อเท็จจริงของนักการเมืองที่ไม่เหมาะสม ให้ออกไปจากระบบ และคนไม่เหมาะสม ที่เตรียมจะเข้าสู่ระบบไม่กล้าเข้ามา ส่วนประชาชนพลเมืองนั้น ไม่สามารถแยกแยะคนที่อาสาเข้ามาทำหน้าที่นักการเมืองได้ดีหรอก เพราะ มันไม่มีมาตรฐาน

Our nation is degenerated in these latter days; bribery and corruption are common; politicians no longer be philanthropist; and the end of the wealth is evidently approaching.

ไม่น่าเชื่อว่า ประเทศไทยเป็นเมืองแห่งพระพุทธศาสนาแท้ๆ แต่ นักการเมือง กลับไปยึดโยงติดหล่ม ในลาภ ยศ วัตถุ สักการะ ที่ตน และพรรคพวกได้รับมากว่า ผลประโยชน์ของชาติโดยรวม และคนเหล่านี้นี่แหละ ไม่เหมาะสมที่จะอยู่ในระบบอีกต่อไป

วันจันทร์ที่ 2 มีนาคม พ.ศ. 2552

หนังสือพิมพ์เก่าแก่ 150 ปีในอเมริกาปิดกิจการ

เมื่อวันที่ 9 มกราคม 2552 หนังสือพิมพ์ Seattle Times ประกาศ อีก 60 วัน ถ้ายังไม่สามารถหาผู้ซื้อกิจ การได้ ก็จะปิด เหลือเพียง บนเว็บไซต์เท่านั้น



เมื่อวันศุกร์ ที่ผ่านมา หนังสือพิมพ์เก่าแก่ 150 ปีของรัฐ โคโรลาโด The Rocky Mountain News

ประกาศปิดกิจการ เพราะไม่สามารถหาผู้สนใจซื้อกิจการได้ ทำให้คนตกงานทันที 228 คน


The Rocky Mountain News เคยได้รับรางวัล พูลิทเซอร์ (Pulitzer Prizes) 4 รางวัล


นี่คงเป็นลางบอกเหตุของ รูปแบบธุรกิจที่จะต้องเปลี่ยน อย่างไม่ต้องสงสัย ไปสู่ All Things Digital

นั่นคือ ต่อไปทุกสิ่งทุกอย่างจะอยู่ในรูปของ ดิจิตอล