Powered By Blogger

วันศุกร์ที่ 12 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2553

ควันหลงการแข่งขันอเมริกันฟุตบอล 2010

เม็ดเงินอุตสาหกรรมโฆษณาโลก อยู่ที่ 600 พันล้านดอลลาร์ ตลาดอเมริกาประมาณ 35% ด้วยขนาดจำนวนประชากร 305 ล้านคน

อุตสาหกรรมโฆษณาของสหรัฐอเมริกาตื่นตัว และให้ความสำคัญมาก ในการเข้าถึงผู้คนได้จำนวนมากๆ อย่างเกมการแข่งขัน อเมริกันฟุตบอล และปี 2010 ครั้งที่ 44 นี้ก็ ทำลายสถิติด้วยผู้ชมมากถึง 106.5 ล้านคนที่ชมการแข่งขันแบบสดๆผ่านทางเครือข่ายทีวี ซึ่งก็เช่นเดียวกันที่อัตราค่าโฆษณาย่อมสูงมาก และคงไม่น้อยกว่าปีที่แล้วที่ อัตราค่าโฆษณา 3.01 ล้านดอลลาร์ต่อ 30 วินาที (เกือบ 200 ล้านบาทต่อนาที !! ) ซึ่งอัตราค่าโฆษณานี้สูงกว่า่รายการทีวีที่แพงที่สุดทาง NBC เกือบ 10 เท่า !! แต่ก็ มี ผู้โฆษณาหลักๆ ที่ได้ซื้อโฆษณา แม้จะสูงมากก็ตาม

ตัวอย่างโฆษณาหลักๆ













วันอังคารที่ 9 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2553

วันจันทร์ที่ 8 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2553

สมาคมแบดไทย: เมื่อผลประโยชน์ขัดกัน.. ความบรรลัย !! ก็มาเยือน

หลายๆประเทศก็เป็นแบบนี้ ใช้วิธีแบบนี้ ทั้งมาเลย์ เกาหลีใต้ เค้าก็ทำแบบนี้ อ. เจริญ วรรธนะสิน นายกสมาคมแบดมินตันแห่งประเทศไทย ให้สัมภาษณ์สื่อทำนองนี้ อ. เจริญ ครับ ถ้าประเทศอื่นๆ เขากดขี่นักกีฬาได้ แล้ว นักกีฬายินยอม ไม่โต้แย้ง ก็เป็นสิทธิ์ของแต่ละบุคคล




สมาคมแบดมินตันแห่งประเทศไทย กำลังทำตัวเป็นทั้งปลิง เป็นทั้งมาเฟีย กดขี่ สูบเลือด จากหยาดเหงื่อนักกีฬาอย่างน่าละอาย ตั้งกฎเกณฑ์ ค่าใช้จ่าย เพี้ยนๆ มีแต่เขาจะสนับสนุน ในทุกด้าน ทุกเรื่อง ให้นักกีฬาได้ใช้ความสามารถพิเศษ เค้นศักยภาพของนักกีฬา ให้ออกมา เพื่อความเป็นเลิศในการแข่งขัน แต่สมาคมแบดฯ ทำตรงกันข้าม

พล ต. จารึก อารีย์ราชการัณย์ รองประธานและเลขาธิการคณะกรรมการโอลิปิกแห่งประเทศไทย บอกว่า "อยากให้ผู้บริหารสมาคมแบดมินตัน ให้ความสำคัญกับนักกีฬาเป็นหลัก จะมีสมาคมได้อย่างไร ถ้าไม่มีนักกีฬา อยากให้เอาใจใส่กับนักกีฬา มากกว่าที่จะเอาใจผู้บริหารสมาคมด้วยกัน...." (ข่าว) ตรงจุด ตรงประเด็น

ความขัดแย้ง ทำนองนี้ ก่อนหน้านี้ก็เกิดกับสมาคมยิงปืนแห่งประเทศไทย เช่นเดียวกัน (ข่าว) และน่าจะมีอีก หลายๆสมาคมที่เป็นคลื่นใต้น้ำอยู่

ได้โปรดพิจารณาตัวเองโดยด่วน คุณกรรมการสมาคมแบด ชุดนี้ อย่าดื้อเพ่ง เมื่อบริหารแล้ว ไม่มีความโปร่งใส เอารัดเอาเปรียบ โดยใช้ทรัพยากรของประชาชนไปหากิน ควรจะมีสปิริต เมื่อไม่สามารถสร้างความเจริญรุ่งเรืองให้แก่สมาคมได้ แถมยังขัดแย้งกันอย่างหนัก จนนักกีฬา ลาออกตั้งมากมาย ผลเสียหายตกแก่ประเทศชาติ และประชาชน

ขอให้สังวรณ์ไว้ได้เลย ไม่ว่าจะเป็นสมาคมอะไร หากยังไม่สามารถสร้างมาตรฐาน เรื่องกฎเกณฑ์ ผลตอบแทน ที่เป็นธรรมโดยมุ่งแน้นไปที่ผลประโยชน์ของนักกีฬาเป็นหลัก ก็ยังจะมีความขัดแย้ง ให้เห็นอีก และบ่อยมากยิ่งขึ้น

เิงิน ไม่รู้จักศีลธรรม ไม่มีคุณธรรม ที่ใดก็ตาม รักสามัคคีกลมเกลียวกันดี หากได้โยน เงิน หรือผลประโยชน์ฺใส่เข้าไป เมื่อนั้น บรรลัย ทะเลาะกัีน แตกสามัีคคี หรือถึงขั้น อารยธรรมล่มสลาย มาแล้วในอดีต และประเทศไทยตอนนี้ ก็กำลังติดหล่ม นี้อยู่เช่นกัน

วันอาทิตย์ที่ 7 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2553

สื่อกระแสหลัก ต้องมมีจุดยืด และกล้าหาญ

สื่อกระแสหลัก ดั้งเดิม อย่าง สื่อสิ่งพิมพ์ ทีวี และวิทยุ เป็นหนึ่งในสามส่วน ที่ผมเคยเขียนถึงบ่อยๆ หากจะแก้ปัญหาการเมืองไทย ได้อย่างยั่งยืน ต้องบูรณาการสื่อด้วย เพราะ มีความสำคัญต่อสังคมมนุษย์ ที่เป็นสัตว์สังคม ที่ล้วนแตกต่างกัน ทั้ง จิตสำนึก วิจารณญาณ ทัศนคติ วิธีคิด ท่าที พฤติกรรมต่างๆ

สื่อ ย่อมรู้ และเป็นหน้าที่ ช่วยตรวจสอบ บุคคลสาธารณะ ได้ดีกว่าคนทั่วไป และ สามารถเข้าถึง คนหมู่มากได้ เมื่อคนคน หนึ่ง หรือกลุ่มคนหนึ่ง ที่หน้าฉาก มีการศึกษาที่ดี ชาติตระกูลดี มีชื่อเสียง มีทรัพย์สิน เงินทองมากมาย จะเป็นคนที่เหมาะสม ให้บริหารกิจการบ้านเมืองได้ ฝากลูก ฝากหลาน ฝากอนาคตของชาติไว้ได้อย่างสบายใจ และคนเหล่านั้น มีความมุ่งมั่น ในเจตจำนงทางการเมือง(Political will) ที่สร้างสรรค์ เพื่อสังคมโดยรวม อย่างทุ่มเท เสียสละ สื่อกระแสหลัก มีบทบาทสำคัญยิ่ง ที่สนับสนุน คนดี มีคุณธรรมให้สังคมได้รับทราบ และกระตุ้นเตือนสังคม ให้ได้ทราบถึงคนไม่ดีไม่เหมาะสม ที่จะทำงานสาธารณะ ช่วยแยกแยะ คัดกรอง คนเหล่านี้ ให้ออกห่าง อย่าให้ได้มีโอกาสเข้าสู่อำนาจรัฐได้

Arianna Huffington - Commencement 2009 from CUNY Grad School of Journalism

Arianna Huffington ผู้่ก่อตั้งร่วม หนังสือพิมพ์ The Huffington Post บอกว่า " Journalism is to speak truth to power" and said " Journalists have incredible responsibility to remember and remind the world about things, many of our leaders continue to want to forget"

ถ้าสื่อมีจุดยืน มีหลักยึดในคุณธรรมความดีงาม อย่าห่วงว่า จะมีคนกล่าวหาว่า ไม่มีความเป็นธรรม เรื่องความเป็นกลางนั้น ไม่เคยเห็น ไม่เคยมีในโลก ตั้งแต่มนุษย์รู้จักใช้วิจารณญาณ แล้ว บ้านเมืองที่วุ่นวาย สับสน "ผู้ยิ่งใหญ่" ทั้งหลาย ที่ไม่เคารพกฎหมาย ไม่เห็นคุณค่าในชีวิตคนอื่น และยังคงกระทำตัวเหมือนมีกฎหมายไว้คอยรับใช้ตัวเอง ค่านิยมของสังคมที่ผิดเพี้ยนไป เพราะสื่อหลงคิดว่า ต้้องเป็นกลาง จึงวางเฉยต่อ จุดยืน หลักคุณธรรม ความดีงาม ได้แต่เอาไมค์ไปจ่อปากคนโน่นที คนนี้ที ก็คิดว่า ได้แล้ว เป็นกลางดีแล้ว สื่อกระแสหลัก มีส่วน แต้ม เติมสี ส่งเสริม ให้เป็นไป สื่อบางแขนงอาจใช้ หรือได้รับประโยชน์ตรงนี้ด้วยซ้ำ

ในโลกที่แบนราบลงทุกขณะนี้ ข่าวสาร ต่างๆมีมากมาย เป็นล้านๆเรื่องในแต่ละวัน และวันก่อนๆอีกล่ะ ท่วม พื้นที่เสนอข่าวสาร ทุกรูปแบบ อย่างเทียบกันไม่ได้ กองบรรณาธิการ ของสื่อ จะเลือกเสนอข่าวสาร อะไร บนพื้นที่ตรงไหน อย่างไร อย่างรับผิดชอบต้อประชาชน ตรงนี้ต่างหาก ที่บ่งบอกว่า เป็นสื่อที่ดีมีคุณภาพ จรรโลงสังคม และสร้างสรรค์ร่วมกัน

กองบรรณาธิการข่าว จะนำเสนอเรื่องมดสองตัวกัดกัน ก็ได้ หรือ เสนอข่าว นักการเมืองสมคบกับข้าราชการ ในองค์การคลังสินค้า ขโมยสต๊อกข้าวของรัฐบาลเป็นหมื่นๆตัวได้อย่างไร?? นำเสนอ อย่างต่อเนีื่อง บนพื้นที่ที่เด่น คนอ่านมากๆ ขุดคุ้ย จนสังคม ผู้เสียภาษี ตระหนักถึงผลเสีย ต่อภาษีอากรของตัวเอง และกระตุ้น เตือน ให้เจ้าพนักงาน เร่งการตรวจสอบ เอาข้อเท็จจริง มาบอกกับประชาชน ลงโทษคนโกงกิน นำภาษีประชาชนกลับคืนมา ข่าวไหน น่าจะส่งผลต่อสังคมโดยรวม ดีกว่ากัน หรือ เสนอข่าว ดารา นักแสดงหญิง ตบตีแย่งชิงผู้ชาย อย่างเมามัน เกาะติด พาดหัวตัวไม้่ หรือ ออกอากาศเป็นตอนๆ รายงานผลคืบหน้า การตบตีแย่งชิงผู้ชาย ราวกับถ้าพลาดข่าวนี้ แล้ว สื่อตัวเองจะเจ๊ง

สื่อสามารถปั้นข่าวให้ขาวเป็นดำ ดำเป็นขาว เป็นเทาได้ จริงเป็นเท็จ เท็จเป็นเรื่องจริงได้ ถ้าเห็นแก่ประโยชน์ส่วนตน หรือพวกพ้อง หากช่วงหนึ่งช่วงใด "พร่อง" ในจิตสำนึกรับผิดชอบต่อประชาชน

สื่อกระแสหลัก ต้องมีจุดยืน กล้าหาญ และย้ำเตือนถึง หลักคุณธรรม ความดีงาม ให้แก่สังคม และกระตุ้นจิตสำนึกรับผิดชอบ นักการเมือง หรือผู้นำ ให้รับผิดชอบต่อประชาชน ต่อเงินภาษีของประชาชน อย่างสม่ำเสมอ มิฉะนั้น สื่อเหล่านี้ ก็ทำตัวไม่ต่างอะไรกับการ "แสดง" "จำอวด" ไปเรื่อยๆ ก็จะไร้ราคา ค่างวด

วันเสาร์ที่ 6 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2553

ความยุติธรรมที่ล่าช้า คือความอยุติธรรม(Justice delayed is justice denied)

ผมเห็นด้วยอย่างยิ่งที่ องคมนตรี กำธน สินธวานนท์ ออกมาพูดทำนองว่า รัฐบาลตั้งรับมากเกินไป ไม่กล้าหาญพียงพอที่จะดำเนินคดี เมื่อมีคน หรือ กลุ่มบุคคลทำผิดกฎหมาย (อาจจะผิดซ้ำซากด้วย) หรือมีแนวโน้มว่าจะกระทำความเสียหายแก่บ้านเมือง แต่รัฐบาลไม่มีความชัดเจนในทางปฎิบัติที่จะจัดการ ดำเนินการอะไรเลย ได้แต่ "พริ้ว" ตีสำนวน ตอบโต้ ไปมา เมื่อรัฐบาลถือกฎหมายอยู่ในมือแท้ๆ ยังไม่กล้าหาญ ไม่กล้าดำเนินการอะไร แล้วประชาชนส่วนใหญ่ ซึ่งมากกว่า 99.99% ที่รักสงบ จะพึ่งพาได้อย่างไร ซึ่งผมเคยเขียนถึง (นี่ด้วย) ขนาดนายก อภิสิทธิ์ ยังทำอะไรไม่ได้ แล้วจะอยู่บริหารกิจการบ้านเมืองไปเพื่ออะไร?? ในเมื่อสังคมต้องการ ให้จัดการคนที่ทำผิดกฎหมาย แต่เจ้าหน้าที่ไม่กล้าดำเนินการ นี่ก็ถือว่าเพี้ยน!!



ทั้งแกนนำเสื้อหลือง เสื้อแดง หรือ เสธแดง พลเอก พัลลภ หรือใครอื่นใด ไม่ได้อยู่ภายใต้กฎหมายไทยหรือ? หรือว่า รัฐบาลเกรงกลัวอำนาจเถื่อนๆ ?? หรือว่ากลับม๊อบ ? หรือว่ากลัวสูญเสียอำนาจ ? หรือว่า หาทุนทางการเมืองยังไม่ได้เป้า??(หรือว่าถูกทุกข้อ ?) ผมบอกได้เลยว่า ถ้าท่านนายก อภิสิทธิ์ ประกาศดำเนินคดี กับ ใครก็ตามที่ละเมิดกฎหมาย ความสงบสุขของประชาชนอย่างเฉียบขาด โดยเฉพาะกับ "ผู้ยิ่งใหญ่" ทั้งหลาย ตอนนี้ สังคมจะปรบมือให้ อย่างห่วงว่าจะอยู่ไม่ได้หากตั้งใจทำงานด้วยความซื่อสัตย์ สุจริต อย่าให้คุณให้โทษ ใคร กลุ่มใด กลุ่มหนึ่ง อย่างไม่เป็นธรรม แม้นตอนนี้อาจต้องยุบสภา แต่ไม่นานก็จะกลับเข้ามาได้อย่างยิ่งใหญ่ ดังนั้นอย่าห่วงสถานะตัวเอง ถ้าห่วงก็จะไม่กล้าทำอะไร อย่างที่เป็นอยู่ (กลัวเกินไป ทำอะไรไม่ได้ความ กล้าจนเกินงาม จะพบกับความเดือดร้อน) เมื่อการบริหารประเทศ ทีี่ข้าราชการ ต้องมองหน้านักการเมืองที่มีอำนาจ ก่อนทำตามหน้าที่ ทำตามกฎหมาย บ้านเมืองก็เดี้ยงแล้ววว

ทั้ง เสธแดง และ พลเอก พัลลภ เป็นสัญลักษณ์ แ่ห่งความรุนแรง นักรบ นักฆ่า ยึดติดอยู่กับอำนาจนิยม ไม่ใช่ประชาธิปไตย อย่างที่อ้าง จากท่าที ทัศนคติ ของคนทั้งคู่ที่เคยให้สัมภาษณ์ ผ่านสื่อหลายต่อหลายหน เรื่อยมา ซึ่งนำสังคมที่รักสงบในโลกนี้ ไม่ได้ สิ่งที่ แกนนำคนเสื้อแดงหลายคน ไม่เห็นด้วยกับวิธีการของคนทั้งสอง ก็บ่งบอกได้ว่า แกนนำคนเสื้อแดง ไม่เห็นด้วยกับวิธีความรุนแรง (ข่าว)(คิดในเชิงบวก ไม่อยากคิดว่า คนเหล่านี้แย่งชิงซีน แย่งชิงอำนาจกันเอง)

แต่ก็ดีแล้ว พระสยามเทวาธิราชคุ้มครอง ที่ให้พล เอก พัลลภ เปลี่ยนใจ ออกนอกเส้นทางไปเสียตอนนี้ ที่ประกาศยุติบทบาท งดร่วมสังฆกรรมกับ คนเสื้อแดง

นายก อภิสิทธิ์ ไม่แก่งด้านการตลาด หรืออาจรวมถึง ทั้งพรรคประชาธิปัตย์ และที่ปรึกษาด้วย ที่ไม่รู้ว่า คนในสังคมต้องการอะไร ถ้าเก่ง ถ้า่รู้จริง ต้องปรับเปลี่ยน วิธีคิด นานแล้ว หรือจะบอกว่ารู้จริง แต่ก็ไม่เห็นแก้ไขปัญหาทางการเมืองได้ อย่างเป็นมรรคเป็นผล หรือว่ารู้จริง แต่ไม่มีปัญญาแก้ไข

วัฒนธรรมองค์กร ในพรรคประชาธิปัตย์เอง ก็แทบไม่แตกต่างอะไรกับพรรคการเมืองอื่นๆ ดูอย่างเมื่อเร็วๆนี้ อดีต รมต สาธารณสุข นาย วิทยา แก้วภราดัย ที่จำต้องลาออกไป พรรคประชาธิปัตย์ก็ยังแต่งตั้งให้เป็นประธานวิปรัฐบาล หรือว่า คนในพรรคไม่มีใครอื่นที่เหมาะสมอีกแล้ว วิธีคิด วิธีปฎิบัติ แบบนี้ ที่ทำร้ายความรู้สึกคนในสังคม เหมือนกับจะบอกว่า " ถ้าสังคมจับได้ว่า (จะ) โกงกิน ไม่สุจริตก็แค่ให้ลาออกไป แต่พรรคก็ยังให้ท้าย สนับสนุน ก็พวกมาก ลากกันไปอยู่นั่นเอง และก็ยังเีวียนวนอยู่ในพื้นที่สาธารณะ รอจังหวะเข้าสู่อำนาจ

นี่คือส่วนหนึ่งของ การเมืองแบบไทยๆ ที่นักการเมืองพายเรืออยู่ในอ่าง.... เน่าๆ !!



วันศุกร์ที่ 5 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2553

GT200 : ใครพอมีเวลา เชิญดูวีดีโอ

วันนี้ ลากลิงค์ ที่คนอื่นๆเขาโพสต์วีดีโอ มาให้ดูครับ

วันพฤหัสบดีที่ 4 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2553

Phishing Scam:การต้มตุ๋น หลอกลวงบนอินเตอร์เน็ต อีกวิธีหนึ่ง

Phishing Scam คือการสร้างเว็บไซต์หลอก หรือเว็บไซต์ปลอม ที่เหยื่อใช้ประจำหรือ คุ้นเคย เพื่อต้องการข้อมูลส่วนตัว (personal identity data) ของเหยื่อ เช่น ชื่อ นามสกุล(user names) ระหัสลับ (passwords) หรือข้อมูลทางการเงินต่างๆ ไปสวมรอยแทนเจ้าของ เช่น นักต้มตุ๋น (Scammers) จะสร้างเว็บไซต์ ของ ธนาคารกสิกรไทย ให้ดูเหมือนของจริงให้มากที่สุด หรือ สร้างเว็บเมล Yahoo ปลอม เพื่อให้หลอกเยื่อ กรอกข้อมูลส่วนตัว โดยอ้างเหตุผลสารพัดให้ฟังดูมีเหตุผล เช่น ในกรณีที่เกิดขึ้นกับ คุณเชอรี่ ผุงประเสริฐ ดารา นักแสดง ให้ยืนยันการใช้อีเมลใหม่อีกหน ว่าจะยังคงใช้อยู่ มิฉะนั้นจะถูกปิดภายใน 24 ชั่วโมง(ไม่ใช่การแฮกอีเมล) เมื่อเหยื่อหลงเชื่อ นักต้มตุ๋น(Scammers) ก็จะนำ ข้อมูลส่วนตัวเข้าใช้ในอีเมลเหยื่อ ค้นหาเอกสารสำคัญทางการเงิน หรืออื่นใด ที่จะแปรเปลี่ยนเป็นเงิน ได้ ซึ่งหยื่อบางรายเก็บข้อมูล ระหัส ส่วนตัวทางการเงิน เลขที่บัญชีสำหรับโอนเงินทางออนไลน์ นักต้มตุ๋น (Scammers) ก็จะสมประโยชน์



ส่วน Pharming Scam คือ การแฮกผ่านเซิร์ฟเวอร์ แล้วเปลี่ยนหน้าโฮมเพจ ของเว็บไซต์เป้าหมายเป็นของตัวเอง แต่เหมือนเว็บไซต์ของเดิม ส่วนใหญ่จะ แฮกเว็บไซต์ใหญ่ๆ เมื่อมีสมาชิก หรือ ผู้ใช้เว็บไซต์ดังกล่าวเข้าใข้งาน ข้อมูลสำคัญต่างๆ ก็จะถูกขโมยไป

Phishing and pharming scam เป็นแค่ส่วนเล็กๆในโลกอาชญากรรมบนอินเตอร์เน็ต (cyber crime) ซึ่ง ในเวที ดาวอส (Davos) 2010 ก็ได้มีการหยิบยกขึ้นมาพูดถึงพอสมควร เพราะ กฎหมายเดิมๆ (Traditional law)ไม่สามารถ ใช้จัดการบนโลกออนไลน์อย่างได้ผล แล้วประเทศไทยเตรียมพร้อมแค่ไหน?
?????? ...ฮ่าๆๆๆ เดี๋ยวก่อน...เดี๋ยวก่อน.... ขอทะเลาะกันก่อน...