Powered By Blogger

วันศุกร์ที่ 24 เมษายน พ.ศ. 2552

Transforming Politics thru E-Democracy (part participatory people 1)

โลกที่เราอาศัยอยู่ กำลังถูกทำให้แบนราบลงเรื่อยๆ ผนังทั้งสี่ด้านถูกพังพาบลงเป็นลำดับ สนามแทบทุกสนาม ถูกปรับให้ราบเรียบให้พร้อมรับการแข่งขัน ไม่ว่าคุณคนนั้นเป็นใคร ชายหรือหญิง เด็กหรือผู้ใหญ่ มีอวัยวะครบถ้วนหรือไม่ จะอยู่แห่งหนใด ก็สามารถ เข้าถึงข้อมูล เชื่อมโยง ปฎิสัมพันธ์กันได้ตลอดเวลา แทบจะทุกรูปแบบ อย่างไม่เคยทำได้มาก่อน และมุ่งไปสู่สิ่งที่ดีกว่า เพื่อคุณภาพชีวิตที่ดียิ่งขึ้นโดยยึดโยง หรือมีพื้นฐานของระบอบประชาธิปไตยที่แท้จริง เคารพในสิทธิ และเสรีภาพของกันและกัน และตระหนักรู้ในหน้าที่ความรับผิดชอบ ของกันและกัน



สิ่งที่กล่าวโดยสรุปนี้คือ ระเบียบโลกใหม่ เป็นพลวัตใหม่ของการเปลี่ยนผ่าน ทั้งด้านเศรษฐกิจ สังคม การเมือง และสิ่งแวดล้อม ที่เชื่อมโยงถึงกัน (Globalization) ขอแบ่ง Globalization ออกเป็นสามยุกต์ สามช่วงดังนี้

1. Gloalization based Nation-State ( ปี ค.ศ.1400-1799) หรือ Globalization 1.0 ที่สมัยนั้น เน้นรัฐ หรือประเทศ ออกล่าอาณานิคมกอบโกยทรัพยากรจากประเทศที่รุกรานได้ กลับไปสู่ประเทศของตนเอง เกิดระบบทาส รัฐ หรือ ประเทศเป็นตัวขับเคลื่อนการเปลี่ยนแปลง จนถึงการปฏิวัติอุตสาหกรรมในอังกฤษ


2. Globalization based Corporation (ปี ค.ศ.1800-1999) หรือ Globalization 2.0 เป็นยุกต์ หรือช่วงที่บรรษัทขนาดใหญ่เริ่มโดยซีกฝั่งยุโรป ตามด้วย สหรัฐอเมริกา เป็นตัวขับเคลื่อนการเปลี่ยนแปลง เป็นการกอบโกยกำไร เอารัดเอาเปรียบ โดยทุนนิยมขนาดใหญ่ เน้นกำไรสูงสุดของผู้ถือหุ้น แล้วทิ้งความเสื่อม ภาระ (Extenality) ไว้ให้กับสิ่งแวดล้อม และสังคม



3. Globalization based Individual ( ปี ค.ศ. 2000-ปัจจุบัน) หรือ Globalization 3.0 โลกในช่วงต่อจากนี้ไป เป็นการเปลี่ยนแปลงโดยระดับบุคคล อำนาจแห่งการเลือกสรร สร้างสรรค์ ถูกยัดใส่มือเราทุกคน ไม่ว่าคุณหรือผม ก็สามารถเปลี่ยนแปลงโลกที่เราอาศัยอยู่นี้ได้ เป็นการสร้างเครือข่ายต่างๆ (networks) เป็นชุมชนสิ่งที่ชอบ สิ่งที่รัก คล้ายๆกัน เป็นการเชื่อมโยง เข้าถึงข้อมุล องค์ความรู้ วัฒนธรรมต่างถิ่น (Cross culture) ที่มีอยู่ในโลกที่เมื่อก่อนไม่สามารถ ทำได้อย่างลื่นไหล คล่องตัว ง่ายดาย ที่สำคัญ เพียงแค่นั่งอยู่กับที่ และประหยัดค่าใช้จ่าย อย่างไม่เคยเป็นมาก่อน



หันกลับมามองการเมืองไทย ตั้งแต่ ปี พ.ศ. 2475 นับได้ 77 ปีผ่านมา มี รัฐธรรมนูญ 18 ฉบับ (เฉลี่ย 4.27 ปีมี1 ฉบับ) มีการเลือกตั้งทั่วไป 21 ครั้ง (เฉลี่ยใช้ 3.67 ปีเลือกตั้ง 1 หน) มีนายกรัฐมนตรี 59 คน (เฉลี่ย เป็นคนละ 15.6 เดือน) เกิดการปฎิวัติรัฐประหาร และกบฏ รวม 24 หน (เฉลี่ย 3.2 ปีหน) คงมองเห็นภาพนะ ว่า การเมืองไทย อ่อนแอ แค่ไหน การเมืองเป็นเหตุผลสำคัญยิ่งที่ทำให้ประเทศชาติและประชาชน โดยส่วนใหญ่ พลาดโอกาสในการได้รับประโยชน์ที่จะมีคุณภาพชีวิตที่ดี การศึกษาที่ดี และความเป็นธรรมจากระบบที่ดี ไปอย่างมากมาย เพราะอะไรน่ะหรือ ...

ครับ คน ..คนที่เป็นนักการเมือง คือปัญหา


ผมขอฟันธงไว้ตรงนี้อีกครั้งหนึ่งว่า ระบอบประชาธิปไตยแบบตัวแทน (Representative Democracy) แบบที่ไทยใช้อยู่เวลานี้นั้น ไม่สอดคล้อง ไม่สอดรับ กับโลกที่เปลี่ยนไปแล้ว และ ประชาชนก็ไม่จำเป็นต้องพึ่งพา "ตัวแทน" ของตัวเอง รูปแบบนี้อีกต่อไป ในโลกปัจจุบัน มีระบบ วิธีการที่ดีกว่า ในแทบทุกบริบท ให้ได้ใช้แล้วและประชาชนทั่วทั้งประเทศสามารถ เข้าถึง จัดการ ถกเถียงถึงสิ่งที่ดีงามของกฎเกณฑ์สาธารณะ พื้นที่สาธารณะ ที่ทุกคนต้องเคารพ ทุกคนต้องปกปักษ์ รักษา ให้เหมาะสมกับพวกเค้า ดูแลกันเองได้ และได้ดีด้วย โดยไม่ต้องให้ใครมาหลอก มาสนตะพานจูงเดินไป เมื่อหมดประโยชน์ก็ปล่อยทิ้ง แต่เรา คุณ และ ผม ต่างหากที่จะเป็นผู้กำหนดให้ผู้ที่จะอาสาเข้ามาทำงานสาธารณะ ต่างๆ ต้องฟังและทำตาม

วันพุธที่ 22 เมษายน พ.ศ. 2552

Transforming politics thru E-democracy (part participatory people 2)


The Long Tail เป็นปรากฎการณ์ทางการตลาดใหม่ ที่ Chris Anderson นั่งเผ้าสังเกตุ ธุรกรรม การค้าขายบนอินเตอร์เน็ต และได้พบสิ่งแตกต่างไปจากสิ่งที่เคยพบเห็นบนโลกปรกติ นั่นคือ สินค้าที่ ขายได้น้อย หรือขายยากมากๆ บนโลกปรกติ สามารถขายได้บนโลกออนไลน์ และสามารถขายได้กำไรมากมาย จนเกิดหาง(เส้นกราฟสีเหลือง) ยาวไปเรื่อยๆ ไม่มีที่สิ้นสุด จนพื้นที่โดยรวมภายใต้เส้นสีเหลือง มีพื้นที่มากกว่าพื้นที่ภายใต้เส้นสีแดง เสียอีก ซึ่ง ได้พังกฎเกณฑ์ 80/20 (Pareto Principle) ของ Vilfredo Pareto ที่บอกว่า รายได้80% มาจากลูกค้ารายใหญ่ 20% แรก ซึ่งก็ยังเป็นไปได้อยู่ในโลกการค้าปรกติ แต่หากเป็นธุรกิจบนออนไลน์แล้ว ไม่ใช่อีกต่อไป เพราะ..




1. ตลาดเป็นออนไลน์ไร้พรมแดน เป็นตลาดขนาดใหญ่มากๆ เมื่อตลาดใหญ่ มีผู้ต้องการสินค้าหลากหลายด้วยเช่นเดียวกัน

2. การค้าบนออนไลน์ แทบจะไม่มีต้นทุนในการ เก็บ รักษา ดูแล สินค้าเลย เพราะ ไม่ต้องมีสต๊อกสินค้า ถึงมีก็น้อยมาก เมื่อเทียบกับ โลกปรกติ แตกต่างจากการค้าบนโลกปรกติ ที่ต้องมีทั้ง สต๊อกสินค้า ค่าจัดเก็บ ดูแลรักษา ขนส่ง บริหารจัดการ

3. การวางจำหน่ายสินค้าบนโลกปรกติ จะต้องคัดเลือกสินค้าที่ขายได้ดี เร็วได้กำไรมาก เรียกว่า "หมุนเร็ว กำไรงาม" เท่านั้น เพราะ พื้นที่ให้วางสินค้านั้นมีจำกัด(แต่มีสินค้าต้องการขายมากมาย) จึงไม่สามารถจะนำสินค้าทุกชนิด ทุกขนาด วางขายได้ ต่างจากโลกออนไลน์สามารถ วางสินค้า หรือโชว์สินค้าได้ตามความต้องการ ไม่ว่าสินค้านั้นจะขายได้น้อยบนโลกปรกติ เพราะมีต้นทุนส่วนเพิ่มน้อยมาก หรือเรียกได้ว่า ต้นทุนการเสียโอกาสเข้าไกล้ศูนย์

คราวนี้นำเอา The Long Tail มาจับ มาอธิบายในเรื่องของประชาธิปไตย


กำหนดให้แกนตั้งเป็น อำนาจอันชอบธรรม (Authority) แกนนอนเป็นประชาชน (Citizens) ทั่วไป

คนที่ใช้อำนาจรัฐ คลุกคลีอยู่กับอำนาจ มีส่วนเกี่ยวข้างอยู่กับอำนาจ ก็จะอยู่ส่วนหัว คือส่วนที่ใกล้แกนตั้งมากที่สุด (ดังภาพด้านล่าง) และถือเป็นคนส่วนน้อยนิด เช่น รัฐบาล ส.ส. และ ส.ว. การเมืองท้องถิ่นก็เช่น นายกองค์การบริหารส่วนตำบล (อบต) และกรรมการ เป็นต้น เรียกว่า เป็นผู้ปกครอง ส่วนประชาชนทั่วไปและเป็นส่วนใหญ่ของประเทศ ก็อยู่ส่วนหาง คือทอดยาวขนานไปกับแกนนอน เรียกว่า เป็นผู้ถูกปกครอง





จะสังเกตเห็นได้ว่า ประชาชนส่วนใหญ่ของประเทศไม่สามารถเข้าถึงอำนาจ หรือ ใช้อำนาจในการดุแลปกครองกันเองได้เลย ไม่สามารถ จะมีส่วนร่วมในระบอบประชาธิปไตยได้เลย หรือมีก็ต้องผ่านคนอื่น คือ "ผู้แทน" ลักษณะนี้ เก่าไปแล้ว การเมืองรูปแบบเดิมๆ ซึ่งไม่สอดคล้องกับโลกที่เปลี่ยนไปแล้ว


ทันทีที่เรามีระบบการคัดกรองนักการเมือง นั่นหมายความว่า พลัง อำนาจในการมีส่วนร่วมในระบอบประชาธิปไตย ของประชาชนส่วนใหญ่ อยู่ในมือของประชาชนแทบทุกคน ย้ำ แทบทุกคน ไม่เฉพาะคนที่มีสิทธิออกเสียงเลือกตั้งได้เท่านั้น คนที่มีอายุยังไม่ถึงเกณฑ์เลือกตั้งได้ก็ได้สิทธินี้เช่นกัน สามารถตรวจสอบ เป็นหู เป็นตาคอยรายงานพฤติกรรม พฤติการณ์ของเหล่า "ว่าที่" และนักการเมืองได้ตลอดเวลา ผ่านทางเว็บไซต์กลาง (Web service) ที่ทุกคนสามารถเข้าถึงได้อย่างง่ายๆ สะดวก รวดเร็ว


เมื่อมี ระบบการคัดกรองนักการเมือง จะเกิดเส้นกราฟสีแดง(ดังรูป) แสดงให้เห็นถึงการคัดกรอง ตรวจสอบ นักการเมือง ตั้งแต่ ช่วงตรวจสอบโดยประชาชนในช่วง 5 ปี ก่อน กกต รับรองให้เป็นนักการเมือง จนถึงนักการเมืองเข้าใช้อำนาจของรัฐ ประชาขนทั่วไปสามารถตรวจสอบ รายงาน ได้ตลอดเวลา 7/24 นี่คือการมีส่วนร่วมอย่างแท้จริงของประชาขนทั่วไป และสามารถนำไปสู่กระบวนการต่างๆอีกมากมาย เป็นต้นว่า การบริจาคเงินสนับสนุนนักการเมืองหรือพรรคการเมืองจากประชาชนทั่วไป ให้ทำได้อย่างง่ายๆ การสื่อสารกันระหว่างนักการเมือง พรรคการเมืองกับประชาชนทั่วไป ให้ทำได้ง่ายๆ สะดวก คล่องตัว กิจกรรมทุกอย่างที่นักการเมืองต้องการทำ เพื่อสื่อสารให้ประชาชนทั่วไป ได้รับรู้ ทำผ่านช่องทางนี้ได้เลย เป็นต้น ส่วนนักการเมืองที่ประพฤติ ปฏิบัติตัวไม่เหมาะสม ก็จะถูกตรวจสอบ รายงานโดยประชาชน เช่นเดียวกัน ข้อมูลทุกอย่างจะเก็บเป็นฐานข้อมูลก้อนมหึมา ข้อมูลก็จะมีทั้งเท็จ จริง โคมลอย สารพัด แต่ ระบบก็จะมีการวิเคราะห์(Analytics) ด้วยโปรแกรมที่ดี ฉลาดมากๆ แม่นยำมาก และที่สำคัญ เป็นวิทยาศาสตร์ ไม่เอนเอียงเข้าข้างใคร ซึ่งจะมีข้อโต้แย้งน้อย กว่าใช้คนคัดเลือก ตัดสิน

วันอังคารที่ 21 เมษายน พ.ศ. 2552

กฏหมายรัฐธรรมนูญไม่ใช้ตัวปัญหาการเมืองไทย

"Where there is no vision, the people perish" Proverbs 24:18 The Old Testament










ผู้นำที่ใดก็ตาม ไม่ว่าองค์กรเล็ก ใหญ่ หรือผู้นำระดับประเทศ หากไม่มีการมองการณ์ไกล ผู้ตามก็แย่ เพราะคนที่ไม่มีการมองการณ์ไกล ย่อมไม่รอบรู้ มองอะไรแบบแยกส่วน ทำไปตามความคิดตนเอง และพรรค พวก ทำเป็นส่วนๆ เหมือนตำข้าวสารกรอกหม้อ ไม่รู้ทิศทางที่ถูกต้อง ที่ควร ที่เหมาะสม ความเป็นมา เป็นไปของโลก และแม้จะรู้ว่า โลกทุนนิยมเสรีประชาธิปไตยใบนี้ มีบางสิ่งบางอย่างมันผิด มันเพี้ยน มันบิด มันเบี้ยว ก็ไม่มีความสามารถคิดและแก้ปัญหาได้อย่างบูรณาการ ที่สอดรับ สอดคล้อง และใช้ประโยชน์สูงสุด กับสภาวะโลกที่แบบราบลงแล้วทุกขณะได้

อยากจะบอกว่า "อีกแล้วครับท่าน" ที่นักการเมืองทั้งหลาย จะไปแก้ไขรัฐธรรมนูญ หรือยกเลิก อะไรก็แล้วแต่ ที่เกี่ยวกับรัฐธรรมนูญ สรูปก็คือโทษกฎหมายรัฐธรรมนูญ ไม่โทษ คน ไม่รู้ หรือแกล้งไม่รู้ ว่า คน หรือนักการเมืองนั่นแหละคือตัวปัญหา เพราะนักการเมืองไทยส่วนใหญ่ เข้าสู่ถนนการเมืองง่ายเกินไป จึงได้คนที่ ไม่เหมาะ คนที่ไม่พร้อมที่จะทำงานการเมือง เราจึงจำเป็นต้องมี ระบบการคัดกรองนักการเมือง เพื่อคัดกรองนักการเมืองที่นอกเหนือจาก ใช้หลักฐานด้านประชากรศาสตร์(Demograhpic Data) อย่าง วุฒิการศึกษา อายุ ข้อห้ามตามกฎหมายต่างๆ ซึ่งไม่เพียงพอหรอกในโลกทุนนิยมเสรีที่ซับซ้อนอย่างในปัจจุบันและอนาคต เราตัองมีการคัดกรองด้วยพฤติกรรม พฤติการณ์ ทัศนคติ กรอบวิธีคิด จิตจริยธรรม ของผู้จะทำงานสาธารณะ อย่างงานการเมือง ด้วย และผมเชื่อว่า สำคัญยิ่งกว่า หลักฐานทางด้านประชากรศาสตร์

ปี 2540 ได้รัฐธรรมนูญที่คิดว่าดีที่สุดเท่าที่เคยมีมา ก็ ใครกันล่ะ ที่เข้าไปใช้เล่ห์กล แทรกแซง องค์กรอิสระ ไม่เคารพกฎเกณฑ์ของกฎหมาย จนเป็นส่วนหนึ่งของ เหตุ 19 กันยายน 2549
ปี2550 ได้กฎหมายรัฐธรรมนูญอีกฉบับที่เขียนเชิงป้องกันไว้ และตีกรอบไว้ให้นักการเมืองปฎิบัติค่อนข้างเข้มงวด แต่แล้วเป็นอย่างไร ก็ได้มีการยุบพรรคการเมืองไปหลายพรรคด้วยกัน ต่างกรรมต่างวาระกันไป นักการเมืองบางกลุ่มตั้งพรรคแล้วถูกยุบพรรค ก็ตั้งใหม่ ได้ไม่เท่าไหร่ก็ถูกยุบพรรคอีก แต่นักการเมืองก็โทษรัฐธรรมนูญ ว่าแรงเกินไปบ้าง กรรมการบริหารพรรคคนอื่นไม่ได้ทำผิดด้วยไม่ยุติธรรมที่ต้องถูกลงโทษด้วย หาได้คิดโทษตัวเองไม่

แล้วจะเอาอย่างไรกันอีกล่ะ..??

เราจะต้องแก้ไขรัฐธรรมนูญกันอีกกี่ร้อยกี่พันหนกัน(ก็ยังไม่สามารถแก้ปัญหาการเมืองไทยได้เพราะเกาไม่ถูกที่คัน) ผมก็ยังยืนยันว่า กฎหมายรัฐธรรมนูญไม่เกี่ยว



สิ่งที่นักการเมืองทั้งหลายกำลังจะประชุมหาหนทางสมานฉันท์กันอยู่ ณ เวลานี้ เป็นเพียง การหาหนทางออมชอมผลประโยชน์กันเองระหว่าง พรรคประชาธิปัตย์ กับนักการเมืองที่ถูกกฎหมายให้ยุติบทบาททางการเมือง 5 ปี และ ผลประโยชน์อื่นๆ พรรคประชาธิปัตย์ก็ได้บริหารประเทศต่อไประยะเวลาหนึ่ง "แสวงหา"ไป อีกฝ่ายก็ สามารถลงเล่นการเมืองได้เร็วขึ้น เพราะได้กฎหมายนิรโทษกรรมให้ ถามว่า ประชาชนได้อะไร ?? ประเทศชาติได้อะไร??



สิ่งที่เราเห็น ดูหมือนเหตุการณ์จะยุติ ความสงบจะกลับมา ถ้าสามารถออมชอมกันได้ แต่ผมไม่คิดอย่างนั้น มันเหมือนซุกขยะที่ส่งกลิ่นเหม็นคลุ้งไว้ใต้พรม ซุกปัญหาไว้แล้วพูดหลอกชาวบ้าน ว่าเรียบร้อยแล้ว แก้ไขปัญหาการเมืองได้แล้ว เมื่อ ทุกคนสามารถกลับทำงานการเมืองได้เหมือนเดิม อะไรจะเกิดขึ้น วงจรอุบาทว์ไงล่ะ เกิดขึ้น เหมือนเดิม ยือแย่ง มวลชน ซื้อเสียง ทำทุกอย่างให้ใด้เป็น ส.ส.(แย่งกันเป็น ส.ส.) แล้วก็ไป แบ่งอำนาจกัน (แย่งอำนาจกัน) บริหารประเทศ จากนั้นก็ถึงคราวแสวงหาเงินทอง อย่างผิดๆ เมื่อได้ลาภ ยศ ทรัพย์สิน ก็เอาสิ่งเหล่านี้ไปหว่านในพื้นที่สร้างเครื่อข่าย ปูทางให้ตนเองได้รับเลือกตั้งเข้ามาอีก แล้วยังไง ก็เกิดปรากฎการณ์อย่างคุณสนธิ อีก เกิดเสื้อสีต่างๆ อีก หายนะรออยู่ชัดๆ

ถึงต้องถามกันตรงๆว่า ประเทศชาติประชาชนได้อะไร ?? ประชาชนมาก่อนจริงหรือ ?? ถ้าจะทำแบบนี้ ปัญหาทางการเมือง หมดไปจริงหรือ ??

ถามนายกอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ว่า คิดอะไรอยู่ สิ่งที่ท่านนายกเคยเขียนไว้ ที่เว็บไซต์อภิสิทธิ์ เรื่องเงินที่เกียวพันกับการเมือง (Money politics)ไม่ว่าจะเป็น เงินที่นำไปใช้สร้างเครือข่ายทางการเมือง( Expenses indirectly associated with political activities which are necessary to build political bases and networks.) ก็ดี เงินที่นักการเมืองใช้ซื้อเสียง(Vote buying) ก็ดี ท่านก็ยังไม่สามารถหาหนทางแก้ไขได้ ที่สำคัญท่านยังไม่ได้หยิบยกขึ้นเป็นวาระของรัฐบาลด้วยซ้ำ(ไม่แน่ใจว่ามีอยู่ในนโยบายรัฐบาลหรือไม่) สมาชิกพรรคท่านนายกเองก็ทำกันอยู่ นักการเมืองล้วนทำกันเป็นส่วนใหญ่ ท่านนายกรู้ดี

ครั้งต่อไปผมมีวิธีแก้ไขปัญหาต่างๆอย่างเป็นระบบ และเป็นจริง ตามสภาวะโลกปัจจุบัน และอนาคต

วันเสาร์ที่ 18 เมษายน พ.ศ. 2552

ภาพพจน์สินค้าจีน

คุณภาพสินค้าจากจีนมีหลากหลายมากๆ คลิปวีดีโอ นี้เป็นตัวอย่างนึงที่เห็นใด้ถึงคุณภาพสินค้าจากจีน

วันอังคารที่ 14 เมษายน พ.ศ. 2552

ปัญหา 3 จังหวัดภาคใต้และทางออก (ตอนที่ 9 ตอนจบ)

หลายคนเข้าใจคลาดเคลื่อน ในเรื่อง ภูมิปัญญาชุมชน (Wisdom Community) ที่คิดว่าเป็นเรื่องชนบท เรื่องโบราณ เรื่องชาวบ้าน เก่า ไม่ทันสมัย แท้จริงแล้ว ชาวตะวันตก ให้ความสำคัญมากๆ ณ ขณะนี้ โดยเฉพาะ จะสอดรับ สอดคล้องกับประชาธิปไตยแบบใช้เหตุผล (Deliberative Democracy) (จะเป็นการเมืองใหม่) และสภาวะโลกที่กำลังถูกทำให้แบนราบลงตลอดเวลา เป็นชุมชนที่สมาชิกภายในชุมชน แลกเปลี่ยนเรียนรู้กัน พึ่งพากันเองภายในชุมชนให้แข็งแกร่ง เมื่อมีปัจจัยภายนอกมากระทบก็จะมีภูมิคุ้มกัน อย่างน้อยก็ระดับหนึ่ง นี่ก็คือหลักแห่งปรัชญาเศรษฐกินพอเพียง นั่นเอง แต่ละชุมชนโยงใย ข้ามไปมา นอกเครือข่ายได้อย่างไม่เคยทำได้มาก่อน


ชุมชนบ้านน้ำเกี๋ยน อำเภอน้ำเพรียง จังหวัดน่าน เป็นตัวอย่างชุมชนยั่งยืน ที่สามารถอยู่ได้ด้วยตัวเอง จริงอยู่ อาจมีลักษณะเฉพาะ แต่ละที่ แต่ละชุมชน แตกต่างกัน แต่สามารถ ดูเป็นเยี่ยงอย่างได้ นำไปเป็นต้นแบบใช้ในภาคใต้
เมื่อชุมชนแข็งแกร่งเต็มพื้นที่ ในขณะเดียวกันก็เชื่อมโยง แต่ละชุมชนเป็นเครือข่ายออกสู่ภายนอก เชื่อมโยงกับโลกได้ ทั้งทางการเมือง เศรษฐกิจ และสังคม กลายเป็นชุมชนเปิดสมบูรณ์แบบ




ปัญหา 3 จังหวัดภาคใต้และทางออก (ตอนที่ 8)

วิธีแก้ปัญหาสามจังหวัดภาคใต้ นอกจากใช้การสลายอุดมการณ์ของสมาชิกในเครือข่ายแล้ว ต้องใช้วิธี ทำให้องค์กรไร้หัว องค์กรปลาดาว เหล่านี้ เป็นองค์กรที่เป็นศูนย์รวมอำนาจให้ได้ด้วย


องค์กรศูนย์รวมอำนาจตามลำดับชั้น (Hierachy Organizations or Centralized Organizations)

ประเทศไทยแทบจะไม่ได้ปรับเปลี่ยนโครงสร้างของระบบราชการเลย ตลอดระยะเวลา 77 ปี กรุงเทพมหานคร เป็นศูนย์รวมอำนาจขนาดใหญ่ ที่รับวัฒนธรรมการเมืองการปกครองจากตะวันตก





"ช่วงที่ผ่านมา ไม่มีใครตั้งคำถามว่า การสร้างรัฐราชการขนาดใหญ่กับแนวคิดเรื่องประชาธิปไตยไม่สามารถดำรงอยู่และพัฒนาควบคู่กันไปได้" (จากหนังสือ วิกฤติแฮมเบอร์เกอร์ สงครามครั้งสุดท้าย & การเมืองใหม่ ฤา"ทุนนิยม" จะถูกทำลาย!หน้า 110 -111 ของ ยุค ศรีอาริยะ)







รูปด้านบน เป็นการเปรียบเทียบระหว่างองค์กรศูนย์รวมอำนาจ กับองค์กรกระจายอำนาจ ลักษณะเป็นเครือข่ายโยงใย ทำให้เกิดชุมชนแห่งความรู้ (Wisdom Community) ถ่ายเท เชื่อมโยงองค์ความรู้ระหว่างกันได้ในแนวระนาบ ชุมชนขยายออกไปทางด้านข้าง (Horizontal Communites or Networks) ตามวิถีชีวิตของแต่ละคนที่สามารถเลือกได้เองในระบอบประชาธิปไตย โดยไม่ล่วงละเมิดสิทธิของผู้อื่น ชุมชนแต่ละแห่งจะดูแลกันเอง ทั้งสิ่งแวดล้อม ทรัพยากรต่างๆที่มีอยู่อย่างจำกัด ตลอดจนความอยู่ดีมีสุขของคนในชุมชนให้สอดคล้องกับธรรมชาติ โดย ส่วนสำคัญ ผ่านเทคโนโลยีที่มีให้เลือกใช้ได้อย่างพร้อมมุล ในโลกที่แบนราบแล้วนี้

องค์กรกระจายอำนาจ หรือเครือข่าย ยึดโยงกับอุดมการณ์ ไม่ใช่วัตถุ กรณี ชนเผ่า Apache ที่มีหัวหน้าเผ่า ทำหน้าที่เป็นผู้นำจิตวิญญาณ ในเชิงความเชื่อ ความคิด ส่วนการบังคับบัญชานั้น สมาชิกดูแลกันเอง จึงปราศจากสายการบังคับบัญชา (Hierachy)

ย้อนกลับไปสมัยการรบพุ่งระหว่าง รัฐบาลสหรัฐอเมริกา กับ เผ่า Apache ซึ่งรัฐบาลสหรัฐอเมริกา ก็ไม่สามารถเอาชนะเหนือ Apache ได้จนถึง ปี ค.ศ. 1919 จึงได้คิดออกว่า จะจัดการเผ่า Apache ได้อย่างไร

วิธีการก็คือ แจกวัว รัฐบาลสหรัฐอเมริกา ออกนโยบายแจกวัวให้ชนเผ่า Apache ทุกครอบครัว ซึ่งเป็นสิ่งที่ต้องการและหายากยิ่ง ทำให้ชนเผ่า Apache เริ่มยึดติดในวัตถุ ปักหลัก ยื้อแย่ง อำนาจกันปกครองเพื่อให้ได้ประโยชน์จากวัว ให้มากที่สุด ผู้นำจิตวิญญาณเริ่มหมดความหมาย พูดได้ว่า เกิดกิเลส ความละโมบ เพราะยึดติดในวัตถู เหมือนอย่างการเมืองไทยตลอดมาจนบัดนี้ แต่กรณีประเทศไทยต้องเอาวัวออก นั่นคือเอาผลประโยชน์ทุกรูปแบบออก จากระบอบประชาธิปไตย นอกจากเพื่อประชาชนส่วนใหญ่อย่างแท้จริง

ประเทศไทยมีศูนย์รวมอำนาจขนาดใหญ่อยู่ กทม มีนักการเมือง ข้าราชการ ทหาร ตำรวจ ขุนนางทั้งหลาย เป็นตัวจักรขับเคลื่อน หากนับแต่เปลี่ยนการปกครอง ปี พ.ศ. 2475 เป็นต้นมาก็ไม่น้อยกว่า 77 ปี การรวมศูนย์อำนาจนี้ เป็นที่มาของการยึดโยงอยู่กับระบบอุปถัมภ์ พวกพ้อง เส้นสาย ที่เหล่า นักการเมือง นายทหาร นายตำรวจ ขุนนางทั้งหลาย รวมทั้งพ่อค้าอย่าง คุณทักษิณ กุมอำนาจรัฐอยู่ เหนือประชาชน เอาเปรียบ กลายเป็นศูนย์บริโภคขนาดใหญ่ยักษ์ กาฝาก โกงกินสารพัด (สิ่งเหล่านี้เป็นข้อเรียกร้องของแกนนำกลุ่มเสื้อแดง กล่าวคือ แกนนำกลุ่มเสื้อแดงบางส่วนเรียกร้องหาความเป็นธรรมในสังคมจริงๆ เป็นพลังจากอุดมการณ์) อย่างที่ท่านหมอประเวส เรียกว่า ธนกิจการเมือง บูรณาการในการโกงกินบ้านเมือง แล้วใช้เงิน อำนาจที่มี สร้างเครือข่าย จัดตั้งแนวร่วม ไว้เป็นฐานรองรับไว้ให้ตัวเองทำงานการเมืองได้ตลอดเวลา

กรณี พลเอก ชวลิต ยงใจยุทธ แจกที่ดินสหายและครอบครัวละ 15 ไร่ ให้แก่ จินเป็ง อดีตผู้นำ คจม.(โจรจีนคอมมูนิสต์มาลายู) ปี พ.ศ. 2532 เพื่อให้ยุติการทำงาน ไปทำมาหากิน ไปเป็นผู้พัฒนาบ้านเมือง พร้อมแปลงให้เป็นสัญชาติไทย สร้างถนนหนทางให้ไปอยู่ในหมู่บ้าน ต่อมาใช้ชื่อว่า หมู่บ้านจุฬาภรณ์พัฒนา ส่วนเครือข่าย สมาชิก จคม. ต่างๆ ก็สลายตัวไป อาวุธต่างๆก็ยึดไปทำลาย จึงเป็นสิ่งที่ถูกต้อง เหมือนรัฐบาลสหรัฐ แจกวัวให้ ชนเผ่า Apache



























วันจันทร์ที่ 13 เมษายน พ.ศ. 2552

ปัญหา 3 จังหวัดภาคใต้และทางออก (ตอนที่ 7)

องค์กรไร้หัว หรือองค์กรกระจายอำนาจ นี้ หัวใจอยู่ที่อุมดมการณ์ (Idealism) เป็นความเสียสละของสมาชิก ในเครือข่าย ทำเองด้วยความเต็มใจ ไม่มีค่าจ้าง

การแก้ไขปัญหาความไม่สงบสามจังหวัดภาคใต้

1. การเปลี่ยนแปลงอุดมการณ์ของเครือข่าย

1.1 คน คัดเลือกคนที่มีจิตใจที่ดี คิดบวก จิตใจเอื้อเผื้อเผื่อแผ่ ของเจ้าหน้าที่ที่จะต้องไปปฏิบัติหน้าที่ในพื้นที่ โดยเฉพาะที่สัมผัสกับประชาชนโดยตรง เพื่อค่อยๆสร้างความประทับใจ ภายในใจพี่น้องมุสลิม อย่าได้โยกย้ายคนที่กระทำความผิด หรือคนที่ไม่มีคุณสมบัติดังกล่าว มาทำงานในพื้นที่ ตามวัฒนธรรมเดิมๆ


1.2 จัดระบบการศึกษา และหลักสูตรให้สอดคล้องกับสภาวะตลาดแรงงาน มิใช่อย่างปัจจุบันที่ชาวมุสลิมบางส่วน จบการศึกษาแล้วไม่สามารถทำงานได้ เพราะเรียนแต่ หลักศาสนาอิสลาม


1.3 รัฐต้องจัดวางยุทธศาสตร์ของภายใต้ให้ชัดเจน ภาคใต้มีศักยภาพสูงมาก มีวัฒนธรรมหลากหลาย เช่น เน้นเรื่อง การท่องเที่ยว อาหารทะเล อาหารฮาลาล แล้วบูรณาการเชื่อมโยงกับกลุ่มมุสลิมโลก ผ่านประเทศมาเลเซีย นักท่องเที่ยวชาว เมเลย์ และสิงคโปร์ นิยมท่องเที่ยวภาคใต้ของไทยมากๆ


1.4 ให้ชาวบ้านเข้าถึงทุนให้มากขึ้น เช่นธนาคารอิสลาม เพื่อให้ ชาวบ้านนำไปใช้ในการศึกษาต่อ หรือ เป็นทุนประกอบอาชีพ คงจำสลัม Kibera ได้นะ ที่นี่ มีสุภาพสตรีชาวสวีดิช ชื่อ Ingrid Munro อดีตเจ้าหน้าที่การเคหะ ยูเอ็น เข้ามาทำงานช่วยเหลือในสลัมแห่งนี้ เธอเป็นผู้หญิงตะวันตกไม่กี่คนที่เปิดใจ อ้าแขนรับ ชาวสลัม Kibera อย่างจริงใจ โดยไม่สนใจว่าจะเป็นขอทาน หรืออาชญากร จนเป็นที่รักใคร่ของชาวสลัมทุกคน จนมีขอทานกลุ่มหนึ่ง ถามเธอว่า ถ้าเธอไม่อยู่แล้วพวกเราจะทำอย่างไร Mama Ingrid (ชาวบ้านเรียก) ก็บอกว่า ถ้าใครก็ตามสามารถ ออมเงินได้ หนึ่ง บาท เธอจะให้ยีมเงินเพิ่มเป็นสองเท่า ชาวบ้าน ก็รวมกลุ่มกัน เป็นเครือข่าย ค้ำประกันเครดิตกันเอง มายืมเงิน Mama Ingrid ไป ค้าขายตามสภาพ จนพอจะลืมตา อ้าปาก มีงานทำ มีเป้าหมายในชีวิตมากขึ้น ได้ดีกว่าแต่ก่อน ที่ไม่มีอะไรเลย


Microfinance ชื่อ Jamii Bora Trust จึงถือกำเนิดขึ้นในปี ค.ศ. 1999

1.5 การจัดตั้งกลุ่ม ให้มากกลุ่มที่สุด ให้ครอบคลุมพี่น้องมุสลิมทุกคน รวมทั้งคนไทยพุทธด้วย เพื่อทำ สานเสวนา (Dialogue) หรือ Sensitivity Training อันนี้ เป็นการทำงานเชิงรุก ให้เจ้าหน้าที่ที่เชี่ยวชาญ เข้าหาพี่น้องมุสลิม เพื่อสะท้อน วิธีคิด ทัศนคติ และ บุคคลิก แต่ละคน และจะเกิดความไว้วางใจกัน เข้าใจกัน พร้อมกันนี้ก็สื่อถึงเป้าหมาย หรือยุทธศาสตร์ของรัฐ ต่อพี่น้องมุสลิม เช่น จัดเป็นกลุ่มๆละ 10 คน รัฐจ่ายเงิน ให้ชาวบ้าน คนละ 1,000 บาทต่อวัน ต่อคน เป็นต้น


และ ให้เจ้าหน้าที่เก็บ บันทึก ทุกอย่างไว้เป็นฐานข้อมูล