Powered By Blogger

วันจันทร์ที่ 31 สิงหาคม พ.ศ. 2552

ข่าวดี นายก เปิดงาน "ไทยสร้างสรรค์ไทยเข้มแข็ง"

เมื่อเช้านี้ ได้ดูข่าวท่านนายก อภิสิทธิ์ เปิดงาน "ไทยสร้างสรรค์ไทยเข้มแข็ง" ว่าด้วยเรื่องนโยบาย จะมุ่งสร้างสรรค์เศรษฐกิจไทย ไปสู่ระบบเศรษฐกิจสร้างสรรค์(creative economy) ซึ่งปัจจุบันอยู่ที 12%ของ จีดีพี เป็น 20% ภายในปี 2555 นับว่าเป็นข่าวดีอย่างยิ่ง นอกจากนี้ยังมีพันธะสัญญาอีก 12-13 ข้อ พร้อมจัดสรรงบประมาณจาก "ไทยเข้มแข็ง" อีก 20,000 ล้านบาท อันนี้ที่อยากเ็ห็น อยากให้ท่านนายก อภิสิทธิ์ ให้ความสำคัญ พราะจะสร้างงานระดับ"มันสมอง" มากมาย ถ้าจะเทียบเป็นรูปแบบธุรกิจก็เป็นแบบที่ 3 กล่าวคือ

รูปแบบที่1 ทำมากได้น้อย (More for less) หรือ ทำด้วยหยาดเหงื่อและน้ำตา(Sweat and tear ) เช่นงานประดิษฐ์ประดอย งานพื้นๆ ต่างๆ
รูปแบบที่2 ทำมากได้มาก(More for more )หรือ ใช้สมองด้วย ใช้แรงมากด้วย(Sweat and brain) เช่นงาน ในวงการอุตสาหกรรมต่างๆ มีโรงงานผลิตคราวละมากๆ แต่ ไม่ค่อยมีมูลค่าเพิ่ม(Value added) ในชิ้นงาน รับจ้างผลิต ต่างๆ ต้องคิดรูปแบบธุรกิจใหม่ แล้วค่อยๆสร้างสรรค์คุณค่า (Value creation)
รูปแบบที่3 ทำน้อยได้มาก(Less for more)หรือ ใช้สมอง ฉกฉวยโอกาส(Brain and opportunity) สร้างความได้เปรียบจากการแข่งขันโดยการสร้างตราสินค้า มียี่ห้อของตัวเอง ได้แก่งานที่ใช้ความคิดสร้างสรรค์ มีนวัตกรรม งานวิจัยต่างๆ ไม่เหมือนใคร ยากที่คนอื่นจะลอกเลียนแบบได้

รัฐบาลในฐานะที่เป็นคนกำหนดนโยบาย(Policy maker) ต้องสร้าง กฏเกณฑ์ ทิศทางให้ชัดเจน และ เป็นพื้นที่สาธารณะ อย่าเอนเอียงให้ประโยชน์กลุ่มใดกลุ่มหนึ่งเป็นพิเศษ จะต้องใส่ใจเรื่องโครงสร้างพื้นฐานด้านเทคโนโลยีอะไร บ้างให้ทัดเทียมประเทศอื่นๆ เช่น สร้างโครงข่าย อินเตอร์เน็ตบรอดแบนด์(Internet broadband infrastructure) โอกาสในการเข้าถึง ทั่วถึง โดยเร็ว มีคุณภาพ และมีราคาถูก

รัฐบาลอยากเก็บภาษีจากคนหาเช้ากินค่ำ คนทำงานพื้นๆ หรือว่า คนจำพวก Green collars ดีล่ะ??

วันพุธที่ 26 สิงหาคม พ.ศ. 2552

ค่าเฉลี่ยความเร็วอินเตอร์เน็ตในอเมริกา 5.1 Mbps



จากรายงานล่่าสุดของ Speedmatters.org บอกว่า เมื่อปี 2008 ค่าเฉลี่ยความเร็วการใช้อินเตอร์เน็ตบรอดแบนด์(Internet broadband)ในสหรัฐอเมริกาอยู่ที่ 4.2 Mbps ปี 2009 เพิ่มมาอยู่ที่ 5.1 Mbps จากตัวเลขนี้ รายงานบอกว่า ตามหลังประเทศเกาหลีใต้อยู่ 15 ปี !! ในรายงานยังบอกด้วยว่า เวลาใช้งานอินเตอร์เน็ตจริงๆนั้น ความเร็วที่ใช้ได้นั้นไม่ได้เป็นไปตามที่ผู้ให้บริการบอก

จากรูปด้านบนอัตราการใช้ Internet broadband เพิ่มมากขึ้น สวนทางกับ อินเตอร์เน็ตความเร็วต่ำ หรือ narrow band สำหรับประเทศไทยอัตราผกผันนี้ดำเนินไปอย่างช้ามากๆ ต่างจากประเทศอื่นๆ

ตามแผนกระตุ้นเศรษฐกิจของประธานาธิบดี Barack Obama เมื่อปลายปี 2008 ได้จัดสรรงบประมาณ 4 พันล้านเหรียญให้กับ อินเตอร์เน็ตบรอดแบน ด์(ข่าว) เร่งให้เข้าถึงชนบทห่างไกล ให้ได้ใช้บรอดแบนด์ ได้อย่างทั่วถึงภายใน 2 ปี

ออสเตรเลีย ก็เช่นเดียวกัน เมื่อต้นปีนี้ นายกรัฐมนตรี Kevin Rudd ได้จัดงบประมาณ 31 พันล้านเหรียญ ยูเอส ภายใน 8 ปีเพื่อให้คนออสเตรเลียได้ใช้ อินเตอร์เน็ตบรอดแบนด์ได้โดยทั่วไป(ข่าว)
สำหรับประเทศไทยนั้น ผมเคยเขียนถึงครั้งหนึ่ง มีแต่อดีตนายก ทักษิณ ที่มองเห็นความสำคัญของเทคโนโลยีด้านอินเตอร์เน็ต

คนสระบุรีส่วนหนึ่งโพสข้อความว่า พวกเราต้องการอินเตอร์เน็ตความเร็วสูง

จะเห็นได้ว่า รัฐบาลในหลายๆประเทศ เล่งเห็นความสำคัญ จึงลงมาให้เงินอุดหนุนโครงสร้างพื้นฐาน ดูแลสร้างความเท่าเทียม ในการเข้าถึงอินเตอร์เน็ตได้อย่างรวดเร็วและทั่วถึง และที่สำคัญ มันเป็นนโยบายสาธารณะ เป็นพื้นที่สาธารณะ เพื่อคนไทยทุกคน และดูแลอย่าให้ใครรุกล้ำ เอาเปรียบ ได้ประโยชน์บนพื้นที่สาธารณะ โดยคนของรัฐ หรือนโยบายของรัฐ ที่ไม่เป็นธรรม

ประเทศไทยวิกฤตอย่างทุกวันนี้ก็เพราะสาเหตุสำคัญแรกๆมาจาก เจ้าหน้าที่รัฐ นโยบายสาธารณะของรัฐบาลเอื้อประโยชน์ให้แก่คนบางพวก บางกลุ่ม สร้างความไม่เป็นธรรมในสังคมมาเนินนาน จนเป็นค่านิยม เห็นเป็นเรื่องปรกติธรรมดา เพราะ เมื่อเองทำได้ ข้าก็จะหาโอกาสทำบ้าง กัดกินความมั่งคั่งของชาติ ของประชาชนไปไว้กับกลุ่มก้อนของตัวเอง

วันศุกร์ที่ 21 สิงหาคม พ.ศ. 2552

"ไทยเข้มแข็ง"สร้างงานใหม่ 3 ล้านตำแหน่งในปี 2555...งานแบบไหน ?

คงเคยเห็นโฆษณา ท่านนายกอภิสิทธิ์ เป็น presenter โฆษณา สร้างงาน 3 ล้านตำแหน่งใน 3 ปี
การที่ท่านนายก อภิสิทธิ์ ออกนโยบายไทยเข้มแข็ง โดยการกู้เงิน 400,000 ล้านบาท (ข่าว)(ข่าว) ภายในปี 2555 จะสามารถสร้างงานให้กับประชาชนได้มากถึง 3 ล้านตำแหน่ง นั้น น่าดีใจ ถือว่า มากทีเดียว ขอตั้งคำถามเดียวว่า........
งาน 3 ล้านตำแหน่งนั้นเป็นงานประเภทไหน? งานใช้แรงงาน ขายแรงงานหรืออย่างไร? มีตัวเลขงานวิจัยไหม ว่าจะเป็นงานประเภทไหน กี่เปอร์เซ็นต์ เช่น งาน ระดับใช้กำลังแรงงานกี่เปอร์เซ็นต์ ใช้มันสมองกี่เปอร์เซ็นต์ และที่สำคัญ มีกี่เปอร์เซ็นต์ที่เป็นแรงงานในระดับ เศรษฐกิจสร้างสรรค์ หรือ creative economy แต่ถ้าให้ผมวิเคราะห์ดูจากการจัดสรรเม็ดเงิน ไปตามโครงการต่างๆ กว่า 400 โครงการนั้น น่าจะเป็นงานพวกใช้แรงงานมากมาย หรือเกือบทั้งหมด นั่นหมายความว่า รัฐบาลท่านนายก อภิสิทธิ์ โดยมีันายกรณ์ จาติกวนิช เป็นรมต.คลัง สร้างงานด้าน กรรมกร หรืองานพื้นๆ ของประเทศ ที่จะไปสร้างกำลังซื้อภายในประเทศน้อยกว่ามาก เมื่อเทียบกับงานในระดับเศรษฐกิจเชิงสร้างสรรค์ หรือ creative economy
ทำให้มองเห็นว่า วิสัยทัศน์ ผู้นำประเทศไทย นักการเมืองไทยเป็นอย่างไร จะสร้างชาติ ในอนาคตอย่างไร จะเตรียมคนภายในประเทศเพื่อไปแข่งขัน แย่งชิงงาน รักษางานตนเอง หรือแม้แต่ ส่งแรงงานมันสมองชั้นเลิศไปนอกประเทศได้อย่างไร

สิ่งเหล่านี้เป็นเรื่องใหญ่ เรื่องสำคัญ หากจะใช้เงินกู้มากมายมหาศาลแล้วได้กรรมกร แทนที่จะได้นักประดิษฐ์ นักนวัตกรรม นักการตลาด บนสังคมฐานความรู้ ถือว่ารัฐบาลท่านนายกอภิสิทธิ์สอบไม่ผ่าน

ยังไม่สายครับปรับเป้าหมายใหม่ได้มุ่งไปที่ การสร้างงานในระบบเศรษฐกิจเชิงสร้างสรรค์(creative economy) บนสังคมฐานความรู้ และตระเตรียมทรัพยากรต่างๆ เปลี่ยนผ่านไปสู่ สังคมหลังฐานความรู้(Post-Knowledge Based Society)

วันอาทิตย์ที่ 9 สิงหาคม พ.ศ. 2552

สื่อดั้งเดิม vs สื่อใหม่

ในโลกที่กำลังแบนราบลงทุกขณะ ผู้คนทั่วทุกมุมโลก ขยับเขยื้อนเคลื่อนวิธีคิด และ พฤติกรรม ไปสู่โลกดิจิตอล หรือโลกออนไลน์มากขึ้นเรื่อยๆ ในขณะเดียวกัน การใช้เวลา ในสื่อรูปแบบเดิมๆ(Traditional media) ข่องทางเดิมๆ ก็น้อยลงเป็นลำดับ และใช้สื่อใหม่(New media)เพิ่มมากยิ่งขั้น เรียกว่าเป็นปฎิภาคผกผันกัน

รูปแบบสื่อที่เข้าครองใจผู้บริโภคในสหรัฐอเมริกา ซึ่งเป็นแม่แบบในโลกออนไลน์ต่อประเทศอื่นๆทั่วโลก นั้น จะสังเกตเห็นได้ว่าเม็ดเงินที่ธุรกิจต่างๆใช้ในการสื่อสารถึงผู้บริโภคกลุ่มเป้าหมายนั้น โฆษณาออนไลน์(Online advertising) โดดเด่นเป็นอย่างยิ่ง เมื่อดูจากกราฟด้านล่าง ซึ่งเฉพาะ สหรัฐอเมริกาประเทศเดียวมีเป็นเงินโฆษณาออนไลน์มากถึง 23 พันล้านเหรียญ เมื่อปี 2008 มีส่วนแบ่งเม็ดเงินโฆษณาโดยรวม แค่ 8%เท่านั้น
เม็ดเงินโฆษณารวมทั้งโลกมีประมาณ 600 พันล้านเหรียญ เมื่อปี 2008 เม็ดเงินโฆษณาออนไลน์มี 55 พันล้านเหรียญ คิดเป็น 9.1% ของโฆษณาโดยรวม นับว่ายังน้อยอยู่มาก และคาดกันว่าภายในปี 2014 การโฆษณาออนไลน์จะกินส่วนแบ่ง 19.5 % หรือ 137 พันล้านเหรียญ ของเม็ดเงินโฆษณาโดยรวมของโลก ที่ 704 พันล้านเหรียญ

ส่วนที่ตลาดประเทศไทยนั้น มีผู้ใช้อินเตอร์เน็ตประมาณ 17 ล้านคน ทั่วโลกใช้ 1.6 พันล้านคน เม็ดเงินโฆษณารวม ประมาณ 100,000 ล้านบาท เม็ดเงินโฆษณาออนไลน์ มีเพียง 1,000 ล้านบาท หรือแค่ 1% ซึ่งน้อยอยู่มาก จึงเห็นโอกาสในการเติบเติบโตในเมื่อไทยมีมากมาย
แต่น่าเสียดายที่รัฐบาลนายก อภิสิทธิ์ เจียดงบลงทุน จากนโยบาย "ไทยเข้มแข็ง" ให้กระทราง ICT เพียง 2,636 ล้านบาทเท่านั้น จนถึงปี 2555 (ข่าว)

วันอาทิตย์ที่ 26 กรกฎาคม พ.ศ. 2552

คดีสนธิ ลิ้มทองกุล กับความเป็นธรรมในสังคม

ไม่ต้องพูดถึงคุณสนธิ ว่าดี ไม่ดีอย่างไร เอาเรื่องทางคดีลอบสังหารคุณสนธิอย่างเดียว ว่ารัฐบาลจะจัดการ ดูแลให้ผลแห่งคดีออกมาได้อย่างเป็นธรรม ทันเวลา หรือไม่

ความเป็นธรรมในสังคมไทยเหือดแห้ง หดหายไปนานแล้ว ยิ่งคนธรรมดา อย่างเราๆ ท่านๆ มิต้องพูดถึง หากมีเหตุให้บาดหมางกับคนมีเงิน มีอิทธิพล อาจพูดได้ว่า ตายฟรีได้เลย ปัญหาทางสามจังหวัดภาคใต้ก็ มีเหตุแห่งปัญหานี้

ความเป็นธรรมในสังคม เป็นเรื่องใหญ่และ สำคัญมาก ของคนในสังคมที่อยู่ร่วมกัน ย่อมมีเรื่อง มีเหตุบาดหมางกัน ในทุกกรณี สิ่งที่พึ่งพิง เป็นหลักในการไกล่เกลี่ย ตัดสิน คือเจ้าพนักงานของรัฐ ตั้งแต่ตำรวจ ผู้ใหญ่บ้าน กำนัน เรื่อยๆ ขึ้นไป หากเจ้าพนักงานของรัฐ เอนเอียง เข้าข้างฝ่ายหนึ่งฝ่ายใด จะด้วยเหตุผลใดก็ตาม และความไม่เป็นธรรมเหล่านี้แผ่ขยายวงกว้างขึ้นเรื่อยๆ นานขึ้นเรื่อยๆ คนทำผิดจริง กลับกลายเป็นถูก หรือ ไม่ถูกลงโทษตามกฎหมาย บ้านเมือง หลักแห่งความดีงาม ก็เป็นเพียงแค่ตัวหนังสือไว้ให้คนอ่านเล่น ดีกรี แห่งการรับรู้ เรียนรู้ ถึงความไม่เป็นธรรมสะสมมากพอ ก็จะระเบิดออกมาอย่างสามจังหวัดภาคใต้ของไทยอยู่เวลานี้ เป็นรูปแบบเฉพาะของกลุ่มมุสลิม อย่างที่ คุณ บำรุง บุญปัญญา เรียกว่า "สงครามวัฒนธรรม"

กลับมาเรื่องคดีคุณสนธิ แม้แต่ท่านนายก อภิสิทธิ์ ยังบอกว่า รายงานที่ได้รับทั้งจากรองนายกฯ คุณสุเทพ เทือกสุบรรณ กับ พลตำรวจเอก ธาณี สมบูรณ์ทรัพย์ รอง ผบ ตร. เจ้าของคดี ไม่ตรงกัน (ข่าว) โดยท่านนายกบอกว่า ข้อมูลส่วนของท่านรองฯ สุเทพ ไม่ตรงกับข้อมูลของ พล ต.อ. ธานี สมบูรณ์ทรัพย์ ต้องขอเวลา 1-2 วันรวบรวมข้อมูลด้วยตัวเอง (ข่าว) (ข่าว) ตีความได้ว่า รองฯ สุเทพ เทือกสุบรรณ อาจบิดเบือนข้อมุลให้ท่านนายก เพื่อช่วยเหลือพวกพ้องที่ทำความผิด แต่ท่านนายกยังไม่เชื่อ (ข่าวนาย กษิต ภิรมย์ รมต. ต่างประเทศ ให้ไปถามรองฯ สุเทพ เรื่องคดีลอบสังหาร นายสนธิ)

เสธ แดงบอกว่า นายสนธิ ถูกลอบสังหาร โดย "กฐินสามัคคี" (ข่าว) เป็นการตอกย้ำว่า ยังมีกลุ่มคนยึดถือ ยึดโยงอยู่กับอำนาจนิยม กล้า และมีอิทธิพลต่อสังคม การเมือง และเศรษฐกิจไทย อย่างมากมาย ที่ยากจะแก้ไขได้ ไม่อยากให้เกิดการเปลี่ยนแปลง ในเนื้อหา ประชาธิปไตยไทย ซึ่งคุณสนธิเป็นแกนนำพันธมิตรฯ ที่จุดประเด็นการเมืองใหม่ แต่ไปขัดผลประโยชน์ต่อกลุ่มอำนาจนิยมเดิม ที่เกาะกิน เป็นสนิมใน อยู่ตลอดมา

ท่าน นายก อภิสิทธิ์ ต้องมุ่งมั่น ในหลักการ หลักแห่งความดีงาม ที่คนทำดีต้องได้รับการเคารพ เชิดชู สนับสนุนไม่สนใจว่ารวย หรือจน ส่วนคนไม่ดี หรือคนมีแนวโน้มทำสิ่งไม่ดี ก็ต้องถูกจำกัดบทบาท และถูกลงโทษทัณฑ์ หากทำผิดกฎหมาย อย่าให้มีกลุ่มบุคคลใด แทรกแซง หรือบิดเบือน ข้อเท็จจริงแห่งคดีไปได้

ถ้าคนอย่างนายสนธิ ถูกลอบสังหาร แล้วรัฐบาล นายก อภิสิทธิ์ไม่สามารถ ตามจับผู้กระทำ และผู้จ้างวาน มาลงโทษตามกฎหมายได้อย่างครบถ้วนแล้ว เป็นการตอกย้ำให้แน่ใจได้ว่า สนิมในสังคมไทยนั้น ร้ายกาจเพียงใด และยากยิ่งขึ้นเรื่อยๆ ที่จะมีคนคิด และทำความดีเพื่อสังคมอย่างแท้จริง

วันอังคารที่ 21 กรกฎาคม พ.ศ. 2552

การประกันความเสี่ยงราคาข้าว

21 กรกฎาคม 2552 ครม. นายกอภิสิทธิ์ มีมติเห็นชอบอนุมัติโครงการต่างๆ 55 เรื่อง (อ.ปณิธาน วัฒนายากร รองเลขาธิการนายกฯ ออกรายการข่อง NBT) หนึ่งในนั้นคือ มติเห็นชอบอนุมัติการประกันความเสี่ยงราคาข้าว ให้ชาวนา

หลักการคือ รัฐบาลจะประกาศประกันราคาข้าวเปลือกชนิตต่างๆ เป็นราคาอ้างอิง หาก ชาวนาขายข้าวเปลือกได้ต่ำกว่าราคาประกัน รัฐบาล(เงินภาษีประชาชน)จะจ่ายเงินชดเชยส่วนต่างให้เป็นเงินสด โดยโอนเงินเข้าบัญชีชาวนาผ่าน ธกส.

ประเด็นข้อสังเกต
1. การตรวจสอบอย่างแน่ชัดว่าชาวนาปลุกข้าวจริง
2. ต้องแน่ใจว่า ราคาที่ชาวนาขายข้าวให้พ่อค้านั้น เป็นราคาแท้จริง โดยที่ขาวนากับพ่อค้า ไม่สามารถสมคบกันกินส่วนต่างของราคาข้าวของรัฐบาล(ภาษีประชาขน) เช่น รัฐบาล นำเงินภาษีประชาขน ไปประกัน 10,000 บาทต่อตัน แต่ชาวนาขายได้ 9,000 บาทต่อตัน (ได้รับชดเชย 1,000 บ.ต่อตัน) แต่สบคบกัน บอกรัฐบาลว่า ขายได้จริงแค่ 6,500 บาทต่อตัน ส่วนต่างอีก 2500 บาทต่อตัน(9,000-6,500)นำไปแบ่งกันระหว่างพ่อค้ากับขาวนา และคนอื่นที่ร่วมกันโกง โดยอ้างว่าข้าวเปลือกที่ชาวนาขาย มีความชื้นมากว่า มาตรฐาน(14.5%) จึงถูกพ่อค้ากดราคา แต่จะขอชดเชยเงินจากรัฐบาล นั่นคือภาษีประชาชน
3. สบคบกันแจ้งปริมาณที่ขายข้าวได้เป็นเท็จ เช่น ชาวนาปลูกข้าวจริง ขายข้าวจริง เพียง 5 ตัน แต่แจ้ง10 ตัน อีก 5 ตันสมคบกันทำเอกสารเท็จ สมคบกันทั้ง ชาวนา พ่อค้า ธกส. และเจ้าหน้าที่รัฐ ในที่นี้คือกระทรวงพาณิชย์(ผู้ตรวจสอบ) อย่าบอกว่า ใครจะโกงได้ แบบนั้น มีการโกงมาแล้วทั้งลำใยอบแห้ง จำนำข้าวเปลือก ปี 50-51 ภาษีประชาชนเจ๊งไป 18,000 ล้านบาท
4. หากรัฐบาลไม่กำหนดมาตรฐานความชื้นข้าวเปลือกที่ประกัน ทำให้ชาวนารีบขายข้าวทันที เมื่อเก็บเกียวเสร็จไม่สนใจความชื้นของข้าวเปลือก เพราะอย่างไรเสียรัฐบาลนำภาษีประชาขนชดเชยเงินให้อยู่แล้วไม่ว่าจะขายข้าวเปลือกได้ราคาเป็นเท่าใด สร้างแรงจูงใจให้ชาวนามักง่าย ไม่สนใจคุณภาพความชื้นข้าวเปลือกที่จะขาย
5. ผลวิจัย(ข่าว) ทีดีอาร์ไอ ของ ดร. นิพนธ์ พัวพงศ์ธร บอกชัดเจนว่า ทั้งวิธีประกันความเสี่ยงราคาข้าวเปลือก และ จำนำข้าว นั้น ชาวนาได้ประโยชน์เพียง 4.6% ซึ่งน้อยมาก เพราะชาวนาไทยส่วนใหญ่ จาก 3.7 ล้านครอบครัว ปลูกข้าวแค่พอกิน ไม่เหลือไว้ขาย มีประมาณ 4 แสนครอบครัวเท่านั้นที่ เข้าถึงนโยบายรัฐ และก็ได้ประโยชน์จากนโยบายรัฐแตกต่างกันไป
ประเทศไทย หากยังไม่นำ ระบบการคัดกรองนักการเมือง ซึ่งจะคัดเลือกคนดี มีคุณธรรมก่อนให้เข้าทำงานการเมือง นั้น ก็ยากยิ่งในการป้องกันการทุจริต โกงกิน หรือ คิดเสียสละ มุ่งมั่นสร้างประเทศ ให้ประชาชนมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นได้ ให้เคียงอยู่ในกระแสโลกาภิวัฒน์ อย่างชาญฉลาดได้
นักการเมืองไทยทุกวันนี้ ส่วนใหญ่ไร้มาตรฐาน ไร้จิตสำนึก รับผิดชอบต่อสาธารณะ


วันพุธที่ 8 กรกฎาคม พ.ศ. 2552

ถ้าจับอดีตนายกทักษิณได้ แล้วยังไง ??

การได้จัดตั้งรัฐบาล นายก อภิสิทธิ์ ก็เป็นที่ทราบโดยทั่วกันว่า มีเงื่อนไขจากแกนนำพันธมิตรฯ แม้นนายก อภิสิทธิ์ จะพร่ำปฏิเสธมาโดยตลอด ก็ตาม แต่จากหน้าตา คณะรัฐมนตรีก็บอกได้ว่า เป็นแบบนั้น วาระของนายกษิต ภิรมย์ รมต. ต่างประเทศ เข้ามาได้ก็ตั้งธงว่าจะเข้ามาจับตัว อดีตนายก ทักษิณ และล้างระบอบทักษิณ ซึ่งคนจะบริหารบ้านเมือง อย่าว่าแต่ยามต้องการความสามัคคี เช่นนี้เลย ยามปรกติสุขก็ตาม ทั้งคิด พูด และกระทำ ต้องมุ่งประโยชน์สูงสุดของประชาชน และต้องพยายามแปรสภาพความไม่เป็นธรรมของสังคมที่เรื้อรังอยู่ทุกวันนี้ให้เกิดให้จงได้ ให้มากที่สุด แต่เปล่าเลย ไม่ว่ารัฐบาลชุดไหนๆก็ตาม เหมือนกันหมด จ้องแต่จะแสวงหา และกีดกันอีกฝ่าย ประเทศชาติจึงบอบช้ำแล้ว บอบช้ำอีก แต่นักการเมืองรวยได้รวยดี หมุนเวียนผลัดเปลี่ยนกันรวย บนสภาพบ้านเมือง และคุณภาพชีวิตของประชาชน ที่ตกต่ำลง









นาย กศิต ภิรมย์ รมต. ต่างประเทศ












ผมตั้งคำถามว่า... ถ้าเจ้าหน้าที่รัฐจับตัวอดีต นายกทักษิณ ได้แล้ว นำตัวมากักขังไว้ที่ไหน? คิดรึเปล่าว่า พลพรรค เสื้อแดง จะยินยอมให้กักขังโดยสงบ แล้วคนอย่างอดีตนายก ทักษิณ มีหรือ จะนิ่งเฉย คนอย่างอดีต นายกทักษิณ เป็นคนกล้าได้กล้าเสีย ยิ่งมีเงินด้วยแล้ว ซิ้อได้ทุกอย่างเพื่ออิสระภาพตัวเอง รัฐบาลจะรับมืออย่างไร? เมืองไทยจะไม่ลุกเป็นไฟหรืออย่างไร? จริงอยู่เป็นหน้าที่ของเจ้าพนักงานที่จะนำตัวผู้กระทำผิดตามหมายศาลมาลงโทษ แต่ก็มีหลายๆกรณีมากที่ ปล่อยปละละเลย นิ่งเฉย ไม่สนใจติดตามจับกุมตัวมาลงโทษ

ไม่ว่าจะเป็นคดีแบงค์บีบีซี(ดูความคิดเห็นที่31) นาย ราเกซ สักเสนา นายปิ่น จักกะพาก และอื่นๆอีกมากมาย ล้วนแล้วแต่เสวยสุขอยู่บนกองเงินที่ยักยอก ฉ้อโกงมา การเลือกปฏิบัติ ทุกยุกต์ทุกสมัยที่ผ่านมาเยี่ยงนี้ เป็นความไม่เป็นธรรมในสังคม

หลักแห่งคุณธรรมความดีงาม จะไม่ได้รับการเชื่อถือทำตาม สังคมจึงวุ่น ไม่รู้จบ เองทำได้ข้าก็ทำบ้าง นิติรัฐที่อ้างถึงไปอยู่ไหน ?? นักการเมืองมีพรนรกอยู่อย่าง คือ จับกระแสแล้วพูดให้ตัวเองได้ประโยชน์

สิ่งที่ท่านนายกอภิสิทธิ์ ควรกระทำอย่างยิ่ง และทันที คือ

1. เพิ่มคน และเงินงบประมาณให้แก่องค์ตรวจสอบต่างๆอย่างพอเพียงทันที ไม่ว่าจะเป็น ปปช. กกต. สำนักงานตรวจเงินแผ่นดิน องค์กรอิสระต่างๆที่ มีอยู่เพื่อให้องค์กรเหล่านี้ได้ทำงาน ตรวจสอบ ต่างๆอย่างเต็มที่ ทันการณ์ นายกเองก็ไม่ต้องเหนื่อย ไม่ต้องปะทะ กะคนโกงกินเอง นายก จะได้คิดหาวิธีคิดอย่างสร้างสรรค์อื่นๆ เพื่อประชาชนต่อไป

2. ความเป็นธรรมในสังคมมันหายไปนานมากแล้ว ดึงกลับมา กำหนดเป็นยุทธศาสตร์ วาระแห่งชาติ ให้ได้เห็นผลอย่างเป็นรูปธรรม

3. นายก ต้องเป็นคนริเริ่มนำระบบการคัดกรองนักการเมือง มาใช้(มิฉะนั้นภาคพลเมืองจะผลิกการเมืองเน่าๆนี้เสียเอง) ตั้งเป็นวาระแห่งชาติเช่นเดียวกัน

แค่ท่านนายกเริ่มทำทั้งสามข้อนี้ ประเทศไทยก็เริ่มมีความหวัง ทันที

กรณีนายกษิต ภิรมย์ รมต. ว่าการต่างประเทศ ที่ถูกแจ้งข้อกล่าวหาแล้ว กลับไม่รู้ร้อนรู้หนาว อ้างโน่นอ้างนี่ น่าจะไปให้หมอตรวจเส้นประสาทที่ใบหน้าสักหน่อยว่า ยังทำงานอยู่รึป่าว ?? เรื่องกลับกลายเป็นว่า รัฐบาลกำลังใช้คนที่ถูกกล่าวหาว่า เป็นผู้ก่อการร้าย ไปไล่จับตัวคนหนีหมายศาล พีลึกจริงๆ ว่ะ เมืองไทย


ของฝาก... อำนาจต้องมาพร้อมกับความเมตตา และความเป็นธรรม เสมอ หากอำนาจมาโดดๆ ก็จะกลายเป็นอำนาจนิยม เผด็จการ
....ประเทศไทยมีพื้นที่มากพอที่ทุกคนจะอยู่ร่วมกันได้อย่างผาสุข ไม่ว่าเสื้อ กางเกงสีไหน